ปลายปีคึกคัก! คาดปี 69 มีเที่ยวบินกว่า 9.19 แสนไฟลท์
ปลายปีนี้เที่ยวบินคึกคัก! เตรียมรับไฮซีซั่น วิทยุการบินฯ คาด ปี 69 มีเที่ยวบินกว่า 9.19 แสนไฟลท์ โต 1.6% เตรียมเปิดเส้นทางบินตรงไทย-จีน 3 ก.ย.นี้
นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมมอบนโยบายให้บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) บูรณาการข้อมูลเรดาร์ตรวจอากาศ (Weather Radar) ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและประสิทธิภาพการบริหารจราจรทางอากาศ พร้อมเร่งพัฒนาระบบ System Wide Information Management (SWIM) ตามมาตรฐาน ICAO ตั้งเป้าเป็น SWIM Service Provider ภายในปี 2573
และบูรณาการการทำงานกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) เพื่อเชื่อมโยงระบบการบินของไทยสู่มาตรฐานโลก รองรับเป้าหมายการเป็น World-class Aviation Hub
ขณะที่ นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ ประธานกรรมการบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) กล่าวเพิ่มเติมว่า ช่วงไฮซีซั่นปลายปี 2569 คาดว่าปริมาณเที่ยวบินจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการเปิดเส้นทางบินใหม่และการเพิ่มความถี่เที่ยวบินของหลายสายการบินในหลายพื้นที่ โดยที่จังหวัดอุดรธานี สายการบินไทยเวียตเจ็ทมีแผนเพิ่มเที่ยวบินจาก 98 เที่ยวบิน เป็น 147 เที่ยวบิน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 50% ขณะที่ หัวหินมีแผนเปิดเที่ยวบินตรงจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย และอยู่ระหว่างเตรียมเปิดเส้นทางจากสิงคโปร์มายังหัวหิน หลังสนามบินมีความพร้อม ส่วนฟินน์แอร์มีแผนเพิ่มเที่ยวบินมายังกระบี่อีก กว่า 90 เที่ยวบิน จากปัจจุบันที่มีอัตราการบรรทุกผู้โดยสารเต็มเกือบทุกเที่ยวบิน และที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี คาดว่าจะมีเที่ยวบินจากกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียและโปแลนด์เพิ่มขึ้น แม้ยังไม่สามารถระบุจำนวนเที่ยวบินที่ชัดเจนได้ แต่ยืนยันว่าทุกเส้นทางมีแนวโน้มเติบโต
ซึ่ง บวท. ได้เตรียมความพร้อมรองรับปริมาณเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้นไว้แล้ว สำหรับปริมาณเที่ยวบินรวมในปีงบประมาณ 2569 ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 – กันยายน 2569 คาดการณ์ว่าจะมีเที่ยวบินรวม 919,643 เที่ยวบิน หรือเฉลี่ย 2,520 เที่ยวบินต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2568 ร้อยละ 1.64 ซึ่งจากข้อมูลปัจจุบัน ขณะนี้มีปริมาณเที่ยวบินรวมทั้งสิ้น 777,456 เที่ยวบิน หรือเฉลี่ย 2,558 เที่ยวบินต่อวัน แบ่งเป็น เที่ยวบินระหว่างประเทศ 385,991 เที่ยวบิน เที่ยวบินภายในประเทศ 297,234 เที่ยวบิน และเที่ยวบินผ่านน่านฟ้า 94,231 เที่ยวบิน ซึ่งตัวเลขปริมาณเที่ยวบินเป็นไปตามคาดการณ์ แม้การเติบโตจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่ยังสะท้อนถึงการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการบินไทยอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มเติบโตอย่างมั่นคง สำหรับกลุ่มประเทศที่มีเที่ยวบินเข้า-ออกและบินผ่านประเทศไทยสูงสุด ได้แก่ จีน อินเดีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม ขณะที่สนามบินที่มีปริมาณเที่ยวบินหนาแน่นที่สุด ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต เชียงใหม่ และสมุย ตามลำดับ
ส่วนข้อกังวลของสายการบินเกี่ยวกับปัญหาเครื่องบินต้องบินวนรอ ชี้แจงว่า หากการปฏิบัติการเป็นไปตามแผนปกติ โอกาสที่เครื่องบินจะต้องบินวนรอมีน้อยมาก โดยสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากเหตุสุดวิสัย เช่น สภาพอากาศแปรปรวน ฝนตกหนัก หมอก หรือปัญหาภาคพื้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้า ไม่ใช่ข้อจำกัดด้านศักยภาพการควบคุมจราจรทางอากาศ
นอกจากนี้ จะเปิดใช้เส้นทางบิน L770 (NAN–SAGAG) อย่างเป็นทางการในวันที่ 3 กันยายน 2569 ซึ่งเป็นเส้นทางบินตรงจากประเทศไทยสู่ประเทศจีน ผ่านความร่วมมือระหว่างไทย จีน และลาว ช่วยลดระยะทางการบินได้ 27.5–35.2 ไมล์ทะเล ส่งผลให้สายการบินประหยัดเชื้อเพลิง ลดต้นทุนการดำเนินงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจราจรทางอากาศ รองรับการเติบโตของการเดินทางระหว่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับจีน
ด้านนายสุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บวท. กล่าวว่า วิทยุการบินฯ เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีด้านการเดินอากาศตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม ผ่าน 6 โครงการสำคัญ เพื่อยกระดับความปลอดภัยและประสิทธิภาพการให้บริการ รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินในอนาคต
ได้แก่ 1. โครงการบูรณาการข้อมูลเรดาร์ตรวจอากาศ (Weather Radar) เชื่อมโยงข้อมูลสภาพอากาศเข้ากับระบบบริหารจราจรทางอากาศ เริ่มใช้ที่สนามบินสุวรรณภูมิภายในปี 2570 2. โครงการนำ Digital Tower และ Remote Tower มาใช้ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง นราธิวาส และเบตง คาดเปิดใช้งานภายในปี 2571 และ 3. โครงการพัฒนาระบบ System Monitoring and Control (SMC) เพื่อติดตามและควบคุมระบบวิศวกรรมจราจรทางอากาศตลอด 24 ชั่วโมง โดยเริ่มที่ศูนย์ควบคุมการบินหาดใหญ่ต้นปี 2570 ก่อนขยายครบ 9 ศูนย์ทั่วประเทศในปี 2571
4. โครงการพัฒนาระบบการบินสมัยใหม่ผ่าน System Wide Information Management (SWIM) เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลการบินในรูปแบบดิจิทัล รองรับระบบวางแผนการบินใหม่ภายในปี 2573 5. การให้บริการระบบ BOBCAT เพื่อบริหารจัดการเที่ยวบินผ่านน่านฟ้าอัฟกานิสถาน ซึ่งในช่วง 300 วันแรก (ก.ย. 2568–มิ.ย. 2569) ช่วยลดเวลาบินวนรอกว่า 73,268 นาที ประหยัดเชื้อเพลิงกว่า 8,353 ตัน ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กว่า 26,394 ตัน และจำนวนเที่ยวบินเฉลี่ยเพิ่มจาก 46 เที่ยวบิน เป็น 77 เที่ยวบินต่อคืน หรือเพิ่มขึ้น 67% และ 6. การขับเคลื่อนการบินอย่างยั่งยืนผ่านการบริหารจราจรทางอากาศที่ช่วยลดเวลาการบิน ลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จนได้รับการรับรอง Green ATM ระดับ 2 จาก CANSO พร้อมตั้งเป้ายกระดับสู่ระดับ 3
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB