“เอกนิติ” รับ GDP Q2 โต 1.9% ยังไม่น่าพอใจ ชี้ไทยอยู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน เตือนเจอพิษพลังงาน–ค่าครองชีพ
“เอกนิติ” รับ GDP Q2 โต 1.9% ยังไม่น่าพอใจ แม้ดีกว่าคาด ชี้ไทยอยู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน ยังเจอแรงกดดันจากพลังงาน–ค่าครองชีพ เตรียมดันลงทุนเอกชน–ส่งออกเป็นเครื่องยนต์ใหม่
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงมุมมองต่อเศรษฐกิจไทย หลังสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ไตรมาส 2 ปี 2569 ขยายตัว 1.9% ชะลอลงจากไตรมาสแรกที่ขยายตัว 2.8% โดยระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวอยู่ในระดับใกล้เคียงกับที่กระทรวงการคลังคาดการณ์ไว้ และสะท้อนทิศทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลและทีมเศรษฐกิจประเมินไว้ก่อนหน้านี้
นายเอกนิติระบุว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมีนาคม โดยผลกระทบเริ่มส่งผ่านมายังเศรษฐกิจเป็นระลอก ตั้งแต่วิกฤตราคาน้ำมันไปสู่วิกฤตค่าครองชีพและราคาสินค้าที่สูงขึ้น
สะท้อนได้จากอัตราเงินเฟ้อในไตรมาส 2 ที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.7% จากไตรมาสแรกที่ติดลบ 0.5% ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวชะลอลงเหลือ 1.9% จาก 3.3% ในไตรมาสแรก
นายเอกนิติกล่าวว่า หากไม่สามารถหยุดวงจรดังกล่าวได้ อาจนำไปสู่วิกฤตด้านปากท้องและส่งผลให้เศรษฐกิจหดตัวในระลอกต่อไป จึงเป็นเหตุผลที่รัฐบาลมีความจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.เงินกู้ฉุกเฉินฯ เพื่อนำมาใช้เป็นแหล่งเงินสำหรับมาตรการช่วยเหลือประชาชนและโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน เพื่อประคองกำลังซื้อและลดภาระค่าครองชีพของประชาชน
ส่วนจะดำเนินโครงการดังกล่าวต่อในไตรมาสสุดท้ายของปีหรือไม่นั้น นายเอกนิติระบุว่า รัฐบาลจะพิจารณาจากผลที่เกิดขึ้นจากโครงการระยะแรก ซึ่งจะสิ้นสุดในไตรมาส 3 รวมถึงงบประมาณที่เหลืออยู่ เพื่อให้การใช้ทรัพยากรเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ
พึ่งพาพลังงานนำเข้า ดันบัญชีเดินสะพัดขาดดุล
อีกหนึ่งสัญญาณสำคัญจากตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2 คือ การที่ประเทศไทยยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในระดับสูง ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดในไตรมาส 2 กลับมาขาดดุล 1.76 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยเกือบ 6 แสนล้านบาท จากไตรมาสแรกที่เกินดุลประมาณ 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
นายเอกนิติระบุว่า สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความจำเป็นในการเร่งเปลี่ยนผ่านระบบพลังงานของไทย จากการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ไปสู่การใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น
โดยมองว่าโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานวงเงิน 2 แสนล้านบาท ซึ่งครอบคลุมการลงทุนในโซลาร์รูฟท็อป ระบบโครงข่ายไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน และยานยนต์ไฟฟ้า ถือเป็นการลงทุนใน “โครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต” ของประเทศ
นายเอกนิติย้ำว่า การกู้เงินดังกล่าวเป็นการกู้เพื่อสร้างสินทรัพย์และลดความเสี่ยงของประเทศในระยะยาว ไม่ใช่การกู้เพื่อใช้จ่ายชั่วคราว โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและบริหารจัดการพลังงาน ลดการนำเข้าเชื้อเพลิง ลดต้นทุนจากความผันผวนของราคาพลังงานโลก และสร้างฐานรองรับการลงทุนใหม่ของภาคเอกชน
ทั้งนี้ เหตุการณ์ความขัดแย้งในอิหร่านถือเป็นจุดเปลี่ยนและสัญญาณเตือนว่า ประเทศไทยไม่สามารถรอให้เกิดวิกฤตราคาพลังงานต่อเนื่องแล้วจึงค่อยแก้ปัญหา เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางสามารถส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง ราคาสินค้า และค่าครองชีพของประชาชนไทย
ดังนั้น รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเร่งลงทุนเพื่อให้ประเทศลดความเปราะบางจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้า รวมถึงลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันและก๊าซในตลาดโลก ภายใต้ข้อจำกัดด้านเวลาและงบประมาณ โดยแนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับการเพิ่มกำลังผลิตและการใช้พลังงานสะอาดตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP ของกระทรวงพลังงาน
“ลงทุนเอกชน” พระเอกเศรษฐกิจไทย Q2 โต 13.4%
อย่างไรก็ตาม นายเอกนิติระบุว่า หากพิจารณาอีกด้านของเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 จะพบสัญญาณเชิงบวกอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวถึง 13.4% ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 11 ปี และขยายตัวในระดับ 2 หลักต่อเนื่องจากไตรมาสแรกที่ขยายตัว 10.1%
ส่วนหนึ่งเป็นผลจากโครงการ Thailand Fast Pass ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ซึ่งช่วยเร่งกระบวนการลงทุน ทำให้เม็ดเงินลงทุนจริงจากภาคเอกชนในไตรมาส 2 อยู่ที่ 2.55 แสนล้านบาท
การลงทุนส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมกลุ่ม S-Curve เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยี AI พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการลงทุนของไทยไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ขณะเดียวกัน ปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยเพิ่มจาก 12.1% ในไตรมาสแรก มาอยู่ที่ 12.5% ในไตรมาส 2 โดยสินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ กลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก และสอดรับกับแนวโน้มการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ของไทย
นายเอกนิติระบุว่า การที่ต่างชาติจัดอันดับให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศเกิดใหม่ที่มีศักยภาพในการคว้าโอกาสจาก “การปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่” ของโลก ถือเป็นประเด็นที่มีความสำคัญ โดยโจทย์สำคัญของไทยไม่ได้อยู่เพียงแค่การวิ่งตามอุตสาหกรรมใหม่ แต่คือการทำอย่างไรให้ไทยสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Global Supply Chain และส่งต่อโอกาสดังกล่าวไปยังภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศได้อย่างแท้จริง ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจไทย
ชี้ไทยเข้าสู่ “New Economy” ของโลกแล้ว
จากตัวเลขเศรษฐกิจดังกล่าว นายเอกนิติมองว่า เศรษฐกิจไทยได้ขยับเข้าสู่การเป็นส่วนหนึ่งของ “New Economy” ของโลกแล้ว ขณะที่หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกำลังปรับวิธีการจัดกลุ่มดัชนีต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับโครงสร้างอุตสาหกรรมใหม่ของโลก เพื่อให้เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจไทยได้ชัดเจนมากขึ้น
“แม้ตัวเลข GDP ในไตรมาสนี้ยังไม่ใช่ตัวเลขที่เราพอใจ แต่ตัวเลขนี้ยืนยันว่าการคาดการณ์และมาตรการประคองเศรษฐกิจของเรามาถูกทาง”
สำหรับคำถามว่า “เศรษฐกิจไทยอยู่ตรงไหน” นายเอกนิติระบุว่า ไทยกำลังอยู่ในช่วงที่รัฐบาลเร่งประคองเศรษฐกิจเข้าสู่การเปลี่ยนผ่าน เพื่อให้เศรษฐกิจสามารถเติบโตได้เต็มศักยภาพ โดยเริ่มเห็นสัญญาณการเติบโตของ “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” อย่างชัดเจนจากตัวเลขในไตรมาส 2
ทั้งนี้ นายเอกนิติระบุว่า จะนำเสนอรายละเอียดต่อในตอนที่ 2 ถึงทิศทางที่เศรษฐกิจไทยจะเดินต่อไป โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างและการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่รัฐบาลกำลังวางแผนและเริ่มดำเนินการทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว รวมถึงแนวทางที่จะส่งต่อไปยังผู้ประกอบการ SMEs และภาคส่วนต่าง ๆ ของเศรษฐกิจไทยต่อไป
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB