“ญี่ปุ่น vs จีน” ใครสร้างประโยชน์ให้ไทยมากกว่า เมื่อยานยนต์เปลี่ยนเกม
ไทยกำลังเจอเกมใหญ่! เมื่อ “ญี่ปุ่น vs จีน” แข่งชิงอนาคตยานยนต์ แล้วใครสร้างประโยชน์ให้เศรษฐกิจไทยมากกว่ากัน ในวันที่อุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยน
จากกระแสข่าวรัฐบาลอินโดนีเซียเสนอสิทธิประโยชน์เพื่อจูงใจ Toyota Motor Corporation ให้ย้ายฐานการผลิตหลักจากประเทศไทยไปยังอินโดนีเซีย ได้จุดประเด็นให้เกิดคำถามว่า ไทยกำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านอุตสาหกรรมยานยนต์แล้วหรือไม่ และในวันที่อุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์สันดาปสู่รถยนต์ไฟฟ้า ไทยจะรักษาสถานะ “Detroit of Asia” ได้อย่างไร
ล่าสุด นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
เปิดเผยกับ PPTV Wealth ถึงประเด็นดังกล่าวว่า สำหรับข้อเสนอจากอินโดนีเซีย นายสุรพงษ์มองว่า ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคย่อมต้องการดึงดูดผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่เข้ามาลงทุน เพราะอุตสาหกรรมยานยนต์สร้างทั้งการลงทุน การจ้างงาน การใช้ชิ้นส่วนในประเทศ และการส่งออก
โดยอินโดนีเซียถือเป็นตลาดรถยนต์ขนาดใหญ่ของอาเซียน ซึ่งก่อนหน้านี้มียอดขายในประเทศมากกว่า 1.2 ล้านคันต่อปี ขณะที่ไทยเคยอยู่ในอันดับ 2 รองจากอินโดนีเซีย และมาเลเซียเป็นอันดับ 3 แต่สถานการณ์เปลี่ยนไปตามภาวะเศรษฐกิจและยอดขายรถยนต์ในแต่ละประเทศ
ปัจจุบันอินโดนีเซียไม่ได้เพียงแข่งขันด้านตลาด แต่ยังเดินหน้าสร้างตัวเองให้เป็นฐานการผลิตยานยนต์และ EV ที่สำคัญ โดยรัฐบาลอินโดนีเซียมีข้อเสนอให้ Toyota นำฐานการผลิตหลักจากไทยไปลงทุนในประเทศ พร้อมเสนอสิทธิประโยชน์เพื่อสนับสนุนการลงทุน
อย่างไรก็ตาม นายสุรพงษ์ย้ำว่า คำว่า “ย้ายฐาน” ต้องพิจารณาให้ชัดว่าหมายถึงการย้ายการผลิตทั้งหมดออกจากไทย หรือเป็นเพียงการย้ายการผลิตรถยนต์บางประเภทไปยังประเทศอื่น เพราะผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ต่างมีการกระจายฐานการผลิตในหลายประเทศอยู่แล้ว เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแต่ละแห่งและลดต้นทุนการผลิต ดังนั้น ข้อเสนอของอินโดนีเซียจึงเป็นสัญญาณที่ไทยต้องจับตา แต่ยังไม่ใช่หลักฐานว่า Toyota จะถอนฐานการผลิตหลักออกจากไทย
เศรษฐกิจโตต่ำ เสี่ยงกระทบการลงทุนใหม่
นายสุรพงษ์ มองว่า ประเด็นที่น่ากังวลมากกว่าข่าวการชักชวนบริษัทญี่ปุ่น คือ ความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยในภาพรวม โดยเฉพาะการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน
หากเศรษฐกิจไทยเติบโตในอัตราต่ำและกำลังซื้อภายในประเทศอ่อนแอ อาจส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนของบริษัทต่างชาติ เพราะการลงทุนในประเทศที่ตลาดภายในประเทศขยายตัวต่ำอาจให้ผลตอบแทนไม่สูงเท่ากับประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตเร็วกว่า
นี่จึงเป็นสัญญาณเตือนว่าไทยจำเป็นต้องเร่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ไม่ใช่เพียงเพื่อรักษาฐานการผลิตของบริษัทญี่ปุ่น แต่รวมถึงการดึงดูดการลงทุนใหม่ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตด้วย
จีน vs ญี่ปุ่น โครงสร้างยานยนต์ไทยกำลังเปลี่ยน
อีกโจทย์สำคัญคือ การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งทำให้ไทยต้องรับมือกับการแข่งขันสองด้านพร้อมกัน ด้านแรก ไทยมีฐานอุตสาหกรรมยานยนต์จากญี่ปุ่นที่พัฒนามานานกว่า 60 ปี ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ผู้ผลิตรถยนต์จีนเข้ามาลงทุนและสร้างฐานการผลิต EV ในประเทศไทยมากขึ้น
นายสุรพงษ์ ระบุว่า ไทยเริ่มส่งเสริมการลงทุน EV อย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2565 โดยมีเงื่อนไขให้ผู้ผลิตที่นำเข้ารถยนต์เข้ามาจำหน่าย ต้องตั้งฐานการผลิตในประเทศไทยเพื่อชดเชยจำนวนรถที่นำเข้า ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการดึงดูดการลงทุนและสร้างฐานการผลิต EV ในประเทศ
เป้าหมายสำคัญคือการทำให้ไทยยังคงเป็นฐานผลิตรถยนต์เพื่อการส่งออกในระยะยาว เพราะหลายประเทศเริ่มมีมาตรการลดการใช้รถยนต์สันดาปและเพิ่มความเข้มงวดด้านการปล่อยคาร์บอน ส่งผลให้ปัจจุบันไทยจึงกำลังเดินหน้าเป็นฐานผลิตทั้งรถยนต์สันดาป รถยนต์ไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อรองรับตลาดส่งออกในอนาคต
แล้ว ญี่ปุ่น vs จีน ใครให้ประโยชน์ไทยมากกว่า?
เมื่อเปรียบเทียบระหว่างผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นกับจีนในมิติการลงทุน การจ้างงาน การใช้ชิ้นส่วนในประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการส่งออก นายสุรพงษ์ มองว่า ญี่ปุ่นยังสร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทยมากกว่าในปัจจุบัน เนื่องจากเข้ามาลงทุนในไทยมานานกว่า 60 ปี ขณะที่ผู้ผลิตจีนเพิ่งเข้ามาลงทุนในไทยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
อุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่นจึงมีเวลาในการสร้างห่วงโซ่อุปทาน พัฒนาผู้ผลิตชิ้นส่วน และสร้างแรงงานในประเทศมาอย่างต่อเนื่อง จนไทยสามารถพัฒนาเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของโลก และเปลี่ยนจากการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้าไปสู่การผลิตเพื่อส่งออก
นายสุรพงษ์ ระบุว่า ไทยเคยมีเป้าหมายสร้างอุตสาหกรรมรถยนต์เพื่อทดแทนการนำเข้า แต่ท้ายที่สุดอุตสาหกรรมดังกล่าวกลับพัฒนาไปถึงขั้นเป็นฐานส่งออกรถยนต์ไปทั่วโลก โดยไทยเคยขึ้นมาอยู่ในกลุ่มประเทศผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของโลก
แต่สำหรับค่ายจีน นายสุรพงษ์ มองว่า ยังต้องใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าการเข้ามาลงทุนในไทยจะสามารถสร้างงาน สร้างรายได้ ใช้ชิ้นส่วนในประเทศ และถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับคนไทยได้มากน้อยเพียงใด อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลละเอียดเพียงพอที่จะสรุปในด้านการใช้สัดส่วนแรงงานไทยกับแรงงานต่างชาติ รวมถึงระดับการใช้ชิ้นส่วนในประเทศของผู้ผลิตจีน จึงจำเป็นต้องขอติดตามข้อมูลก่อนในระยะต่อไปก่อน
กระบะไทยยังเป็น “Product Champion” ที่ต้องรักษา
นอกจากนี้ ในมุมมองของนายสุรพงษ์ ยังมองว่า รถกระบะถือเป็นหนึ่งในจุดแข็งสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เนื่องจากมีการใช้ชิ้นส่วนในประเทศสูง โดยรถกระบะที่ผลิตในไทยมีสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศประมาณ 90% และส่งออกไปยังตลาดทั่วโลกมากกว่า 120 ประเทศ
แต่ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ยอดขายรถกระบะหายไปกว่า 300,000 คัน จากระดับประมาณ 30,000 คันต่อเดือน เหลือราว 10,000 คันต่อเดือน หรือลดลงประมาณ 66% ขณะที่ยอดขายรถยนต์ในประเทศปีที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 621,000 คัน ดังนั้น หากยอดผลิตรถกระบะลดลง ไม่ได้กระทบเพียงโรงงานประกอบรถยนต์ แต่ยังส่งผลต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนจำนวนมากในห่วงโซ่อุปทาน ทั้งยางรถยนต์ ระบบปรับอากาศ ท่อไอเสีย หม้อน้ำ ระบบไฟฟ้า เหล็ก และชิ้นส่วนอื่น ๆ
นายสุรพงษ์จึงมองว่า ภาครัฐจำเป็นต้องดูแลทั้งอุตสาหกรรมรถยนต์สันดาปและ EV โดยเฉพาะการรักษาความสามารถในการแข่งขันของรถกระบะไทย ซึ่งเป็นสินค้าสำคัญของประเทศ
โดยหนึ่งในข้อเสนอที่ภาคเอกชนเคยเสนอคือการจัดตั้งกองทุนวงเงิน 5,000 ล้านบาท เพื่อช่วยกระตุ้นสินเชื่อรถกระบะ โดยมองว่าหากสามารถเพิ่มยอดขายรถกระบะได้ประมาณ 100,000 คัน ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้กับภาคการผลิต ซัพพลายเชน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ได้
ไทยต้องทำให้ “จีนอยู่ได้ ญี่ปุ่นก็รอด”
ดังนั้นโจทย์ของไทยจึงไม่ควรเป็นการเลือกว่าจะอยู่ข้างจีนหรือญี่ปุ่น แต่ต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้ผู้ผลิตทั้งสองกลุ่มสามารถลงทุนและสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศไทยได้
สำหรับญี่ปุ่น สิ่งสำคัญคือการรักษาฐานอุตสาหกรรมเดิมและซัพพลายเชนที่สร้างขึ้นในไทยมานานหลายสิบปี ขณะที่จีนคือโอกาสในการดึงเงินลงทุนใหม่ โดยเฉพาะ EV แบตเตอรี่ และเทคโนโลยีใหม่
แต่เงื่อนไขสำคัญคือ การลงทุนใหม่ต้องสร้างประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจไทยจริง ทั้งการจ้างงานคนไทย การใช้ชิ้นส่วนในประเทศ การพัฒนาผู้ประกอบการไทย และการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพราะหากไทยเป็นเพียงฐานประกอบรถยนต์ที่นำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศมากขึ้น มูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในประเทศก็อาจไม่สูงเท่ากับการสร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ
ครึ่งปีแรกผลิต 7.17 แสนคัน ส่งออกคิดเป็น 62.63%
สำหรับตัวเลขอุตสาหกรรมยานยนต์ในช่วงครึ่งปีแรกตามข้อมูลที่นายสุรพงษ์ให้สัมภาษณ์กับ PPTV Wealth ระบุว่า ไทยผลิตรถยนต์รวม 717,212 คัน แบ่งเป็นการผลิตเพื่อส่งออก 449,161 คัน หรือ 62.63% และผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 268,051 คัน หรือ 37.37%
ขณะที่ยอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปอยู่ที่ 421,144 คัน ลดลง 8.32% โดยได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้การส่งออกไปบางตลาดชะลอลง รวมถึงการแข่งขันจากรถยนต์ไฟฟ้าจีนในตลาดเอเชีย
ในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า การส่งออกรถกระบะไฟฟ้าอยู่ที่ 218 คัน เพิ่มขึ้น 207% จาก 71 คันในช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนรถยนต์นั่ง BEV ส่งออก 8,858 คัน เพิ่มขึ้น 1,234% จาก 664 คัน และรถยนต์ไฮบริด หรือ HEV ส่งออก 43,853 คัน เพิ่มขึ้น 64%
ขระที่เป้าการผลิตเพื่อส่งออก ส.อ.ท. เคยตั้งเป้าไว้ที่ 950,000 คัน แต่จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางและการแข่งขันในตลาดเอเชีย ทำให้มีการปรับเป้าหมายลงเหลือ 900,000 คัน
5–10 ปีข้างหน้า “Detroit of Asia” ยังอยู่กับไทย แต่การแข่งขันหนักขึ้น
เมื่อมองไปข้างหน้า 5–10 ปี นายสุรพงษ์ มองว่า ไทยยังมีโอกาสรักษาสถานะฐานการผลิตยานยนต์สำคัญของภูมิภาคได้ แต่การแข่งขันจะรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากจีน อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม และประเทศอื่น ๆ ที่พยายามดึงดูดการลงทุน
โดยโลกยานยนต์กำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านเครื่องยนต์และกำลังการผลิต ไปสู่การแข่งขันด้านแบตเตอรี่ ซอฟต์แวร์ ระบบขับขี่อัตโนมัติ พลังงาน และเทคโนโลยีใหม่ และนอกจาก EV แล้ว ยังมีเทคโนโลยีที่ต้องจับตา เช่น ไฮโดรเจน แบตเตอรี่ Solid-State รถยนต์ไร้คนขับ โดรนส่งสินค้า และยานยนต์รูปแบบใหม่ โดยไทยเองก็เริ่มเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยีผ่านพื้นที่ EEC ซึ่งมีสนามทดสอบรถยนต์ไร้คนขับ
ทั้งนี้ บทสรุปของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า Toyota จะย้ายฐานหรือไม่ แต่คือไทยจะสามารถรักษาฐานการผลิตเดิม พร้อมดึงการลงทุนใหม่จากจีนและประเทศอื่นๆ ให้เข้ามาสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศได้มากเพียงใด
เพราะข้อเสนอของอินโดนีเซียในวันนี้อาจยังไม่ใช่การสูญเสียฐานการผลิตของไทย แต่เป็น สัญญาณเตือนว่าในวันที่เงินลงทุนทั่วโลกกำลังไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่ ประเทศไทยไม่ได้แข่งขันกับใครเพียงรายเดียว และฐานการผลิตที่สร้างมานานหลายสิบปีไม่ใช่แต้มต่อที่การันตีว่าไทยจะชนะการแข่งขันได้ตลอดไป
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB