ทำไมไทยไม่ควรมี “นอมินี” จาก 35 บริษัทสกลนคร สู่ความเสี่ยงเศรษฐกิจไทย
กรณี 35 บริษัทในสกลนคร จุดคำถาม “นอมินี” ทำไมไทยต้องเร่งสกัด ก่อนกระทบการแข่งขัน โอกาสผู้ประกอบการไทย และความโปร่งใสของระบบเศรษฐกิจ
ประเด็น “นอมินี” กลับมาเป็นที่จับตาอีกครั้ง หลังกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ตรวจพบความผิดปกติในการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทในจังหวัดสกลนคร รวม 35 บริษัท โดยพบผู้ถือหุ้นชาวจีน 100% ในพื้นที่อำเภอโคกศรีสุพรรณ 33 บริษัท อำเภอเมือง 1 บริษัท และอำเภอภูพาน 1 บริษัท
ขณะเดียวกัน ยังพบอีก 14 บริษัทในอำเภอสว่างแดนดินที่ใช้คนไทยถือหุ้น 100%
แต่สิ่งที่ทำให้กรณีนี้น่าจับตา ไม่ใช่แค่ตัวเลขผู้ถือหุ้น เพราะจากการลงพื้นที่ตรวจสอบ เจ้าหน้าที่พบว่า
สถานที่ตั้งบริษัทตามที่จดทะเบียนไว้หลายแห่งไม่มีการประกอบกิจการ ไม่มีสำนักงาน และไม่ได้ดำเนินธุรกิจตามวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้
บางแห่งเป็นเพียงบ้านพักอาศัยของชาวบ้าน และเจ้าของบ้านระบุว่าไม่เคยทราบมาก่อนว่าบ้านของตัวเองถูกนำไปใช้เป็นสถานที่ตั้งบริษัท
ที่สำคัญ ยังพบกรณีหญิงชาวสกลนครทำหน้าที่เป็นนายหน้า จัดหาสำเนาทะเบียนบ้านและบัตรประชาชนของประชาชนในพื้นที่ โดยเสนอค่าตอบแทนประมาณ 500-1,000 บาทต่อราย ก่อนนำเอกสารไปส่งต่อนายทุนชาวจีน
ชาวบ้านบางส่วนระบุว่าเข้าใจว่าเอกสารจะถูกนำไปใช้ประกอบธุรกิจออนไลน์ จึงยอมมอบเอกสารให้ แต่ไม่ทราบว่าจะถูกนำไปใช้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท
กรณีนี้จึงทำให้คำถามเรื่อง “นอมินี” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการถือหุ้น แต่เชื่อมโยงไปถึงความโปร่งใสของโครงสร้างธุรกิจ และผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจไทย
ทำไมไทยไม่ควรมี “นอมินี”?
1. ทำให้การแข่งขันในตลาดไม่เป็นธรรม
หนึ่งในความเสี่ยงสำคัญ คือการเปิดช่องให้ทุนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจที่มีกฎหมายกำหนดข้อจำกัด โดยใช้โครงสร้างที่ทำให้ดูเหมือนเป็นธุรกิจไทย
หากเกิดขึ้นจริง ผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องอาจต้องแข่งขันกับธุรกิจที่หลีกเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมาย ซึ่งย่อมทำให้การแข่งขันในตลาดไม่เท่าเทียมกัน
โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการรายเล็กและรายกลาง เช่น ร้านอาหาร โรงแรม การท่องเที่ยว และธุรกิจบริการ
ดังนั้น ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การปิดกั้นทุนต่างชาติ แต่คือการทำให้ทุกฝ่ายเข้ามาลงทุนและประกอบธุรกิจภายใต้กติกาเดียวกัน
2. กระทบโอกาสของผู้ประกอบการไทย
หากทุนขนาดใหญ่สามารถเข้ามาดำเนินธุรกิจผ่านโครงสร้างที่ไม่โปร่งใส ย่อมเพิ่มแรงกดดันต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะธุรกิจท้องถิ่นที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุนและขนาดกิจการ
ในระยะยาว หากธุรกิจที่ควรอยู่ภายใต้กติกาสำหรับคนต่างด้าวสามารถหลีกเลี่ยงข้อจำกัดได้ ก็อาจทำให้คนไทยเสียโอกาสในการแข่งขันและประกอบอาชีพในตลาดของตัวเอง
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ภาครัฐต้องพยายามป้องกันไม่ให้โครงสร้างนอมินีกลายเป็นช่องทางที่ทำให้กฎหมายไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่
3. เสี่ยงต่อการหลีกเลี่ยงข้อจำกัดเรื่องที่ดินและอสังหาริมทรัพย์
อีกประเด็นที่รัฐให้ความสำคัญ คือการใช้นิติบุคคลเป็นช่องทางในการถือครองอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะที่ดิน
ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งเชื่อมโยงข้อมูลกับกรมที่ดิน พบว่า จากนิติบุคคล 144,706 ราย มี 123,542 รายที่ถือครองโฉนดที่ดิน
ในจำนวนนี้ เป็นนิติบุคคลไทย 100% จำนวน 87,265 ราย และนิติบุคคลที่มีต่างชาติร่วมลงทุน 36,277 ราย
โดยชลบุรีมีจำนวนสูงสุด 11,215 ราย ตามด้วยสุราษฎร์ธานี 5,752 ราย และภูเก็ต 3,086 ราย
อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 36,277 ราย ไม่ได้หมายความว่าทั้งหมดเป็น “นอมินี” เพราะเป็นเพียงข้อมูลนิติบุคคลที่มีต่างชาติร่วมลงทุนและถือครองโฉนด ซึ่งต้องนำไปตรวจสอบพฤติกรรมและโครงสร้างการลงทุนต่อ
4. ทำให้ตรวจสอบ “เจ้าของตัวจริง” ได้ยาก
หัวใจสำคัญของระบบธุรกิจที่โปร่งใส คือการรู้ว่าใครเป็นผู้ลงทุน ใครเป็นผู้ควบคุม และใครได้รับประโยชน์จากธุรกิจ
แต่หากมีการใช้บุคคลอื่นเป็นตัวแทนถือหุ้น หรือใช้ข้อมูลของประชาชนไปจัดตั้งบริษัทโดยที่เจ้าของข้อมูลไม่รู้เห็น ย่อมทำให้การตรวจสอบผู้มีอำนาจควบคุมที่แท้จริงมีความซับซ้อนมากขึ้น
กรณีสกลนครจึงเป็นตัวอย่างที่สะท้อนว่า การตรวจสอบไม่ควรหยุดอยู่แค่เอกสารการจดทะเบียน แต่ต้องไปถึงสถานที่จริง แหล่งเงินทุน ผู้ถือหุ้นตัวจริง และผู้มีอำนาจตัดสินใจในธุรกิจ
5. กระทบความน่าเชื่อถือของระบบเศรษฐกิจ
นิติบุคคลมีหน้าที่สร้างความน่าเชื่อถือให้กับการทำธุรกิจ เพราะคู่ค้า นักลงทุน และประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลพื้นฐานของบริษัทได้
แต่หากนิติบุคคลถูกนำไปใช้เป็นฉากบังหน้า หรือมีการนำเอกสารของประชาชนไปใช้โดยเจ้าตัวไม่รู้เรื่อง ความน่าเชื่อถือของระบบก็ย่อมได้รับผลกระทบ
และเมื่อเกิดปัญหาขึ้น การติดตามผู้รับผิดชอบหรือผู้ที่อยู่เบื้องหลังธุรกิจก็อาจทำได้ยากขึ้นตามไปด้วย
“ไม่เอานอมินี” ไม่ได้แปลว่า “ไม่เอาต่างชาติ”
สิ่งที่ต้องแยกให้ชัด คือการปราบปรามนอมินีไม่ได้หมายความว่าไทยต้องการปิดกั้นการลงทุนจากต่างชาติ
ตรงกันข้าม ไทยยังต้องการเงินทุน เทคโนโลยี ความรู้ และธุรกิจจากต่างประเทศเข้ามาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพียงแต่การลงทุนควรเกิดขึ้นภายใต้กรอบกฎหมาย และต้องสามารถตรวจสอบได้ว่าใครคือผู้ลงทุนและผู้ควบคุมธุรกิจที่แท้จริง
ปัญหาจึงอยู่ที่ “การหลบเลี่ยงกติกา” ไม่ใช่ “การมีทุนต่างชาติ”
เพราะหากทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนอย่างถูกต้อง ก็สามารถสร้างทั้งการจ้างงาน รายได้ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทย
แต่หากมีการใช้โครงสร้างนอมินีเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย ผลประโยชน์ที่ควรเกิดขึ้นภายใต้กติกาเดียวกันก็อาจถูกบิดเบือนได้
จาก 35 บริษัทสกลนคร สู่การตรวจสอบทั่วประเทศ
สำหรับกรณีสกลนคร กรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่าจะตรวจสอบเชิงลึกต่อไปว่าเข้าข่ายการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพรางหรือนอมินีหรือไม่ พร้อมติดตามการจดทะเบียนบริษัทที่มีลักษณะผิดปกติอย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้ ยังเตรียมเดินหน้าตรวจสอบความผิดปกติของการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ และบูรณาการข้อมูลกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมที่ดิน ผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เพราะท้ายที่สุดแล้ว การจัดการปัญหา “นอมินี” ไม่ใช่เพียงการตรวจว่าบริษัทหนึ่งมีชื่อใครเป็นผู้ถือหุ้น
แต่คือการตอบให้ได้ว่า
ใครเป็นเจ้าของเงิน?
ใครเป็นผู้ควบคุมธุรกิจ?
และใครคือผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริง?
หากคำตอบเหล่านี้ถูกซ่อนอยู่หลังชื่อของคนไทย ปัญหาที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้กระทบแค่บริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่สามารถลุกลามไปถึง ความเป็นธรรมในการแข่งขัน โอกาสของผู้ประกอบการไทย การใช้ประโยชน์จากที่ดิน และความน่าเชื่อถือของระบบเศรษฐกิจไทยโดยรวม
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB