ไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก เปย์ "ละครแนวตั้ง" กว่า 260 ล้าน ติด 1 ใน 3 ของโลก
สภาพัฒน์ชี้แค่ไตรมาสแรกปี 2568 คนไทยใช้จ่ายผ่านแอปฯ ละครแนวตั้งกว่า 260 ล้านบาท สูงเป็นอันดับ 3 ของตลาดนอกจีน รองจากสหรัฐฯ และญี่ปุ่น
ย้อนกลับไปไม่กี่ปีก่อน การดูละครอาจหมายถึงการนั่งรอหน้าจอโทรทัศน์ตามเวลาออกอากาศ หรือเปิดแพลตฟอร์มสตรีมมิงดูซีรีส์ตอนละเกือบ 1 ชั่วโมง แต่วันนี้พฤติกรรมการเสพสื่อเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
เพียงมีสมาร์ตโฟน ผู้ชมก็สามารถหยิบละครขึ้นมาดูระหว่างเดินทาง รอคิว หรือพักกลางวันได้ทันที โดยเฉพาะ “ละครแนวตั้ง” (Vertical Drama) ที่ออกแบบมาในสัดส่วน 9:16 สำหรับการรับชมผ่านมือถือและแท็บเล็ต มีความยาวเพียงประมาณ 1-5 นาทีต่อตอน และดำเนินเรื่องอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้ชมสามารถดูต่อเนื่องได้หลายสิบตอนในเวลาไม่นาน
จากคอนเทนต์สั้น สู่ตลาดระดับหมื่นล้านดอลลาร์
สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ มองว่า ละครแนวตั้งกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นทั้งโอกาสใหม่ของอุตสาหกรรมสื่อและธุรกิจ
โดยในปี 2568 ตลาดละครแนวตั้งทั่วโลกมีมูลค่าราว 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573
สำหรับประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในตลาดที่น่าจับตา โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ไทยมีจำนวนการดาวน์โหลดแอปพลิเคชันละครแนวตั้งสูงเป็น อันดับ 6 ของโลก
ขณะที่ไตรมาสแรกของปีเดียวกัน ผู้ชมไทยใช้จ่ายผ่านการซื้อภายในแอปพลิเคชัน หรือ In-App Purchase สำหรับซีรีส์แนวตั้งราว 7.75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยกว่า 260 ล้านบาท สูงเป็นอันดับ 3 ของตลาดนอกประเทศจีน รองจากสหรัฐฯ และญี่ปุ่น
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ตลาดไทยไม่ได้มีเพียงฐานผู้ชม แต่ยังมีกำลังซื้อที่สามารถสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมได้ด้วย
ไม่ใช่แค่ละคร แต่คือ “อุตสาหกรรมใหม่”
สภาพัฒน์มองว่า การเติบโตของละครแนวตั้งไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงกระแสความบันเทิง แต่สามารถสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจได้หลายด้าน
อย่างแรกคือ เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่เข้าสู่อุตสาหกรรม เพราะละครแนวตั้งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งนอกเหนือจากละครรูปแบบเดิม เปิดโอกาสให้นักเขียนบท นักแสดง ผู้ผลิต และทีมงานเบื้องหลังเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น
ในจีน อุตสาหกรรมละครแนวตั้งสามารถสร้างการจ้างงานโดยตรงได้ประมาณ 690,000 ตำแหน่ง และหากรวมธุรกิจที่เกี่ยวข้องอาจมีการจ้างงานมากกว่า 2 ล้านตำแหน่ง
อย่างที่สองคือ สร้างโมเดลธุรกิจและช่องทางหารายได้ใหม่ จากเดิมที่ละครโทรทัศน์พึ่งพารายได้จากโฆษณาเป็นหลัก ละครแนวตั้งสามารถสร้างรายได้ผ่านการขายเหรียญหรือโทเคนเพื่อปลดล็อกตอน การสมัครสมาชิก การโฆษณา และการสอดแทรกสินค้าในเนื้อหา
อีกด้านหนึ่งคือ การใช้ละครเป็นช่องทางเผยแพร่วัฒนธรรมไทยสู่ตลาดโลก เพราะแพลตฟอร์มดิจิทัลทำให้คอนเทนต์ไทยสามารถเข้าถึงผู้ชมต่างประเทศได้ง่ายขึ้น
โดยเฉพาะคอนเทนต์ที่สะท้อนความเป็นไทย รวมถึงซีรีส์ความสัมพันธ์ระหว่างเพศเดียวกัน ซึ่งไทยมีจุดแข็งด้านการผลิตและมีฐานผู้ชมในต่างประเทศอยู่แล้ว
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ มูลค่าตลาดภาพยนตร์และซีรีส์วายไทยเพิ่มจาก 851 ล้านบาทในปี 2562 เป็น 3,470 ล้านบาทในปี 2566 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 4,929 ล้านบาทในปี 2568 ก่อนต่อยอดไปสู่ธุรกิจอื่น เช่น งานแฟนมีตติ้ง คอนเสิร์ต และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับศิลปิน
ดังนั้น ละครแนวตั้งจึงมีโอกาสเป็นทั้ง “สื่อบันเทิง” “ธุรกิจใหม่” และ “เครื่องมือเผยแพร่วัฒนธรรมไทย”
แต่ความเร็วของเนื้อหา ก็มาพร้อมความเสี่ยง
แม้โอกาสจะมีมาก แต่สภาพัฒน์มองว่า การเติบโตของละครแนวตั้งมาพร้อมความท้าทายที่ต้องจับตา โดยเฉพาะเรื่อง เนื้อหาและค่านิยม
สูตรสำเร็จที่พบได้บ่อยคือการแบ่งตัวละครเป็น “ฝ่ายดี” และ “ฝ่ายร้าย” อย่างชัดเจน รวมถึงเรื่องราวการแก้แค้น การเอาชนะความอยุติธรรม การพลิกสถานะจากคนธรรมดาสู่ผู้มีอำนาจ หรือความรักต่างฐานะ
เนื้อหาที่เข้มข้นและตอบสนองอารมณ์ได้รวดเร็วเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ละครแนวตั้งได้รับความนิยม แต่หากผลิตซ้ำด้วยสูตรเดิมอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้เนื้อหาขาดความหลากหลาย และอาจส่งผลต่อมุมมองของผู้ชมเกี่ยวกับความถูกผิดและการแก้ปัญหา โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน
สภาพัฒน์จึงมองว่า ผู้ชม โดยเฉพาะเยาวชน ควรได้รับการส่งเสริมให้รู้จักแยกแยะว่า พฤติกรรมบางอย่างที่ปรากฏในละครไม่ใช่สิ่งที่ควรนำไปปฏิบัติตามในชีวิตจริง
เพราะการรับชมสื่อไม่ได้ให้เพียงความบันเทิง แต่ยังสามารถ “ฝัง” ทัศนคติบางอย่างลงไปในความคิดของผู้ชมได้ หากเนื้อหาดี ก็สามารถช่วยสร้างทัศนคติที่เหมาะสมได้เช่นกัน
จาก “ดูคนเดียว” สู่ปัญหาปฏิสัมพันธ์ในครอบครัว
อีกความท้าทายคือรูปแบบการรับชมที่เปลี่ยนจากกิจกรรมร่วมกัน มาเป็นการดูผ่านโทรศัพท์มือถือแบบส่วนตัว ผู้ชมสามารถเปิดดูได้ทุกที่ทุกเวลา แต่ในอีกด้านหนึ่งก็อาจทำให้การพูดคุยกับคนรอบข้างลดลง โดยเฉพาะในครอบครัว
ภาพที่อาจพบได้คือ ผู้สูงอายุนั่งดูละครแนวตั้งต่อเนื่อง ขณะที่ลูกหลานก็ใช้โทรศัพท์ของตัวเอง จนต่างคนต่างดูและไม่ได้พูดคุยกัน
สำหรับเด็ก การรับชมโดยไม่มีผู้ใหญ่ช่วยพูดคุยหรืออธิบายบริบท อาจทำให้การทำความเข้าใจอารมณ์ มุมมอง และค่านิยมในเนื้อหาทำได้ยากขึ้น
ขณะที่ผู้สูงอายุที่อยู่ลำพังอาจใช้ละครแนวตั้งเป็นช่องทางคลายเหงาหรือเชื่อมโยงกับโลกภายนอก แต่ก็อาจมีความเสี่ยงในการแยกแยะโฆษณาแฝง เนื้อหาชวนเชื่อ หรือการหลอกลวงบนแพลตฟอร์มดิจิทัล
ดังนั้น นอกจากการเลือกว่าจะดูอะไรแล้ว ผู้ชมอาจต้อง “ปรับวิธีดู” ด้วย ทั้งการแยกแยะข้อมูลและการกลับมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกับคนรอบข้างมากขึ้น
เมื่อ “ละคร” กลายเป็นช่องทางของมิจฉาชีพ
อีกประเด็นที่ต้องระวังคือการนำกระแสละครแนวตั้งมาใช้เป็นช่องทางหลอกลวง
มิจฉาชีพอาจสร้างโฆษณาหรือลิงก์ปลอมบนโซเชียลมีเดีย โดยอ้างว่าสามารถดูซีรีส์ตอนต่อไปได้ฟรี หรือดูละครแล้วได้รับเงิน เมื่อผู้ใช้กดลิงก์อาจถูกหลอกให้กรอกข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลทางการเงิน หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชันปลอมที่ฝังมัลแวร์
จากนั้นข้อมูลอาจถูกนำไปสวมรอยทำธุรกรรม หรือเปิดทางให้มิจฉาชีพควบคุมโทรศัพท์และเข้าถึงแอปพลิเคชันธนาคารเพื่อโอนเงินออกจากบัญชี
นี่จึงเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่ต้องมาพร้อมกับการขยายตัวของตลาด เพราะยิ่งมีผู้ชมจำนวนมาก ก็ยิ่งเป็นพื้นที่ที่มิจฉาชีพสนใจมากขึ้น
จีนคุมเนื้อหาเข้ม ขณะที่สหรัฐฯ เน้นคุ้มครองผู้บริโภค
ประสบการณ์ของต่างประเทศสะท้อนว่า แต่ละประเทศเลือกวิธีรับมือกับการเติบโตของละครแนวตั้งแตกต่างกัน
จีน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตละครแนวตั้งรายใหญ่ของโลก เลือกใช้แนวทางกำกับดูแลเนื้อหาอย่างเข้มงวด โดยกำหนดให้ละครต้องได้รับอนุญาตก่อนเผยแพร่ และสามารถระงับเนื้อหาบางส่วนที่เห็นว่าส่งเสริมค่านิยมไม่เหมาะสม
เหตุผลสำคัญคือการมองว่า การรับชมละครสามารถส่งผลต่อทัศนคติของผู้ชม หากเนื้อหาถูกออกแบบอย่างเหมาะสมก็สามารถช่วยสร้างทัศนคติที่ดีได้
ขณะที่ สหรัฐฯ ไม่ได้มุ่งควบคุมเนื้อหาละครและวิดีโอสั้นโดยตรง ยกเว้นกรณีที่ผิดกฎหมาย แต่เน้นไปที่การคุ้มครองผู้บริโภค โดยเฉพาะเรื่องค่าใช้จ่าย เช่น การซื้อเหรียญหรือโทเคนเพื่อปลดล็อกตอนถัดไป และการต่ออายุสมาชิกแบบอัตโนมัติ เพื่อป้องกันผู้บริโภคถูกเรียกเก็บเงินโดยไม่รู้ตัว
แล้วไทยควรเดินทางไหน?
สำหรับประเทศไทย สภาพัฒน์มองว่าโจทย์สำคัญไม่ใช่เพียงการควบคุมหรือปล่อยให้ตลาดเติบโตอย่างเต็มที่ แต่ต้องหาสมดุลระหว่าง “การเติบโตของอุตสาหกรรม” กับ “ความปลอดภัยของผู้ชม”
ภาครัฐควรพิจารณากลไกที่ช่วยให้เกิดทิศทางเนื้อหาที่เหมาะสม โดยเฉพาะประเด็นที่มีความเสี่ยงต่อสิทธิและความปลอดภัยของประชาชน เช่น เนื้อหาที่ล่วงละเมิดทางเพศเด็ก การหลอกลวงผู้บริโภค หรือการส่งเสริมกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย
ขณะเดียวกัน ไม่ควรละเลยการสร้าง Media Literacy หรือความรู้เท่าทันสื่อ โดยเฉพาะในเด็กและเยาวชน เพื่อให้ผู้ชมสามารถตั้งคำถามกับสิ่งที่สื่อนำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสำเร็จ ความสัมพันธ์ ความถูกผิด รวมถึงสามารถแยกแยะโฆษณาแฝง เนื้อหาชวนเชื่อ และการหลอกลวงออนไลน์ได้
อีกเรื่องที่สำคัญคือการสร้างพื้นที่ให้ผู้ชมได้พูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสื่อ ทั้งในครอบครัว ชุมชนออนไลน์ หรือกิจกรรมวิจารณ์เนื้อหา
เพราะสุดท้ายแล้ว “ละครแนวตั้ง” อาจไม่ใช่แค่คอนเทนต์ที่ดูจบภายในไม่กี่นาที แต่กำลังกลายเป็นอุตสาหกรรมใหม่ที่มีทั้งเงิน การจ้างงาน วัฒนธรรม และอิทธิพลต่อความคิดของผู้ชมอยู่ในสมการเดียวกัน
โจทย์ของไทยจึงไม่ใช่เพียงว่า “จะทำอย่างไรให้ละครแนวตั้งโต” แต่คือ “จะทำอย่างไรให้โตไปพร้อมกับการสร้างสื่อที่มีคุณภาพ และผู้ชมที่รู้เท่าทัน”
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB