ทำไมไทยต้องเร่งดัน E20? เมื่อรถกว่า 4 ล้านคันรองรับ แต่ยอดใช้ยังไม่ถึง 20%
ทำไมไทยต้องเร่งดัน E20? เมื่อรถกว่า 4 ล้านคันรองรับ แต่ยอดใช้ยังไม่ถึง 20% เปิดทางเลือกเชื้อเพลิง ก่อนจับตาสู่ Mainstream
“E20 เติมได้ไหม?” อาจเป็นคำถามที่ผู้ใช้รถจำนวนไม่น้อยยังไม่แน่ใจ แม้ในความเป็นจริงประเทศไทยจะมีรถยนต์และรถจักรยานยนต์จำนวนมากที่รองรับการใช้น้ำมัน E20 แล้วก็ตาม
กรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน จึงเดินหน้ารณรงค์สร้างความมั่นใจในการใช้น้ำมัน E20 โดยจับมือทั้งค่ายรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และผู้ค้าน้ำมัน เพื่อผลักดันการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตได้เองในประเทศ ลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ และเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของไทย
รถกว่า 4 ล้านคันใช้ E20 ได้ แต่ยอดใช้จริงยังไม่ถึง 6 ล้านลิตร
ข้อมูลจากกรมธุรกิจพลังงานระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีรถยนต์กว่า 4 ล้านคัน ที่สามารถรองรับการใช้น้ำมัน E20 ได้ ขณะที่รถจักรยานยนต์ประมาณ 80% ของรถจักรยานยนต์ในประเทศก็สามารถใช้ E20 ได้เช่นกัน แต่เมื่อดูปริมาณการใช้งานจริงกลับพบว่า น้ำมัน E20 มียอดจำหน่ายเฉลี่ยเพียง 5.88 ล้านลิตรต่อวัน หรือคิดเป็นประมาณ 18% ของการใช้น้ำมันในกลุ่มเบนซิน ช่องว่างดังกล่าวสะท้อนว่า ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ “รถใช้ไม่ได้” แต่เป็นเรื่องของ “ผู้บริโภคยังไม่มั่นใจและไม่รู้ว่ารถของตัวเองใช้ได้หรือไม่”
จากการสำรวจพบว่า ประชาชนส่วนหนึ่งยังไม่ทราบว่ารถยนต์ของตัวเองรองรับ E20 หรือไม่ ขณะที่บางส่วนยังไม่ค่อยเชื่อมั่นในคุณภาพของน้ำมัน E20 หนึ่งในประเด็นสำคัญ คือ ประชาชนกว่าครึ่งยังไม่ทราบว่ารถของตัวเองสามารถใช้ E20 ได้ ทั้งที่สามารถตรวจสอบได้จากฝาถังน้ำมัน หรือเช็กชื่อรุ่นรถผ่านเว็บไซต์ของกรมธุรกิจพลังงาน นอกจากนี้ ยังมีความเข้าใจและข้อกังวลเกี่ยวกับ E20 ทั้งเรื่องผลกระทบต่อเครื่องยนต์ อัตราเร่ง การสิ้นเปลืองน้ำมัน รวมถึงความเชื่อว่าน้ำมัน E20 อาจระเหยเร็วกว่าน้ำมันประเภทอื่นหรือหมดเร็วกว่า
อีกเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันคือ E20 เป็นน้ำมันออกเทน 95 เช่นเดียวกับ E10 หรือแก๊สโซฮอล์ 95 เพียงแต่มีส่วนผสมของเอทานอลเพิ่มขึ้นอีก 10%
E20 ระเหยเร็วกว่า หรือหมดเร็วกว่าน้ำมันอื่นจริงหรือ?
ประเด็นเรื่องการระเหยเป็นอีกหนึ่งข้อสงสัยของผู้ใช้รถ โดยมีความเข้าใจว่าเมื่อ E20 มีส่วนผสมของเอทานอลแล้ว อาจทำให้น้ำมันระเหยเร็วหรือหมดเร็วกว่าน้ำมันประเภทอื่น แต่ข้อมูลจากกรมธุรกิจพลังงานระบุว่า E20 มีส่วนผสมของเอทานอล 20% และ การผสมเอทานอลทำให้การระเหยของน้ำมันช้ากว่า E10 ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงในทางกายภาพ ขณะที่ ค่าความร้อนของน้ำมันก็ ค่อนข้างใกล้เคียงกัน ดังนั้น ข้อกังวลว่า E20 จะระเหยเร็วกว่า E10 จึงไม่ตรงกับข้อมูลดังกล่าว
แล้วเครื่องยนต์จะได้รับผลกระทบหรือไม่?
อีกข้อกังวลสำคัญคือ E20 จะส่งผลกระทบต่อเครื่องยนต์หรือไม่ จากการสอบถามผู้ผลิตรถยนต์ทั้ง 13 แบรนด์ พบว่า รถยนต์รุ่นใหม่ตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา ได้มีการสร้างและปรับจูนให้สามารถใช้น้ำมัน E20 ได้เป็นอย่างดี และยังมีการรับประกันการใช้น้ำมันประเภทนี้ตามเงื่อนไขของผู้ผลิต
ปัจจุบันค่ายรถยนต์ 13 แบรนด์ที่เข้าร่วมยืนยัน มีรถประมาณ 200 รุ่น ที่สามารถใช้น้ำมัน E20 ได้ ขณะที่รถจักรยานยนต์ก็มีอีกเป็นร้อยรุ่นที่รองรับ E20 สำหรับรถที่ผู้ผลิตรับรองว่าสามารถใช้ E20 ได้ จึงสามารถใช้งานน้ำมันประเภทนี้ได้ตามที่ผู้ผลิตกำหนด
ทำไมต้องใช้ E20?
นอกจากประเด็นเรื่องการใช้งาน E20 ยังเป็นเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของ เอทานอล 20% และมีค่าออกเทน 95 เช่นเดียวกับ E10 หรือแก๊สโซฮอล์ 95 แต่มีสัดส่วนเอทานอลเพิ่มขึ้น 10% ซึ่งเอทานอลส่วนหนึ่งมาจาก กากน้ำตาล ซึ่งมาจากผลผลิตของอ้อย และอีกส่วนหนึ่งมาจาก มันสำปะหลัง ซึ่งเป็นผลผลิตที่ผลิตได้เองในประเทศ การเพิ่มการใช้ E20 จึงเป็นอีกทางหนึ่งในการช่วยเหลือเกษตรกร และนำผลผลิตภายในประเทศมาใช้ประโยชน์ ขณะเดียวกันยังช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันจากต่างประเทศ
ราคาถูกกว่า 5 บาท แต่ทำไมคนยังไม่ใช้?
แม้ภาครัฐจะใช้กลไกด้านราคา โดยทำให้ E20 มีราคาถูกกว่าแก๊สโซฮอล์ 95 ถึง ลิตรละ 5 บาท แต่ยอดการใช้ E20 ยังไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก การสำรวจจึงมุ่งหาสาเหตุว่าเหตุใดผู้บริโภคยังไม่หันมาใช้มากขึ้น โดยพบปัจจัยหลักทั้งการไม่ทราบว่ารถของตัวเองใช้ E20 ได้ และความไม่มั่นใจในคุณภาพของน้ำมัน ดังนั้น การรณรงค์ครั้งนี้จึงมุ่งสร้างความเข้าใจและความมั่นใจให้ผู้บริโภค โดยเฉพาะการทำให้รู้ว่ารถรุ่นใดสามารถใช้ E20 ได้ และเมื่อเป็นรถที่รองรับแล้วสามารถใช้งานได้ตามที่ผู้ผลิตรับรอง
ไทยมีความพร้อมแค่ไหน?
ปัจจุบันภาครัฐและภาคเอกชนได้ร่วมกันสร้างความมั่นใจเกี่ยวกับการใช้น้ำมัน E20 โดยมีผู้ผลิตยานยนต์ 13 แบรนด์ ผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ 5 แบรนด์ และผู้ค้าน้ำมัน 7 แบรนด์เข้าร่วม เป้าหมายสำคัญ คือการทำให้ประชาชนเข้าใจว่า E20 เป็นน้ำมันออกเทน 95 ที่สามารถใช้งานได้กับรถรุ่นที่รองรับ และเป็นเชื้อเพลิงที่ผลิตจากเอทานอลซึ่งสามารถผลิตได้เองภายในประเทศ
จาก “แคมเปญ” สู่ E20 เป็นน้ำมันหลัก?
นอกจากการรณรงค์สร้างความมั่นใจในครั้งนี้ กรมธุรกิจพลังงานยังอยู่ระหว่างพิจารณาว่า E20 จะสามารถยกระดับเป็นน้ำมัน Mainstream หรือน้ำมันพื้นฐานของกลุ่มเบนซิน ได้หรือไม่ หาก E20 จะกลายเป็น Mainstream ก็อาจต้องดำเนินการควบคู่กับการลดน้ำมันบางประเภทในอนาคต โดยจะนำยอดการใช้ E20 หลังจากแคมเปญนี้มาเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณา และหากยอดการใช้เพิ่มขึ้นมาก ก็มีความเป็นไปได้ที่จะลดน้ำมันประเภทอื่นลง และผลักดัน E20 ให้กลายเป็นน้ำมันพื้นฐานของกลุ่มเบนซินต่อไป
แผนดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการหารือ โดยกรมธุรกิจพลังงานพยายามสรุปให้ได้ภายในเดือนตุลาคม 2569
ท้ายที่สุด การผลักดัน E20 จึงไม่ได้มีเพียงเรื่องของการเลือกน้ำมันที่มีราคาถูกกว่า แต่ยังเกี่ยวข้องกับการใช้เอทานอลที่ผลิตได้เองในประเทศ การช่วยเหลือเกษตรกร และการลดการพึ่งพาน้ำมันจากต่างประเทศ โจทย์สำคัญในเวลานี้ จึงอยู่ที่การทำให้ประชาชน “รู้ว่ารถตัวเองใช้ได้ และมั่นใจว่าใช้แล้วไม่มีปัญหา” ก่อนจะไปถึงคำถามสำคัญในระยะต่อไปว่า E20 จะสามารถขยับจากทางเลือกของผู้ใช้รถ ไปสู่การเป็น “น้ำมัน Mainstream” ของกลุ่มเบนซิน ได้หรือไม่
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB