"เอกนิติ" ชูบทบาทไทยเป็นตัวเชื่อมที่เชื่อถือได้ระดับโลก เสนอผนึกกำลังอาเซียนรับมือ 4 ปัจจัยพลิกผัน
"เอกนิติ" ชูบทบาทไทยเป็นตัวเชื่อมที่เชื่อถือได้ระดับโลก เสนอผนึกกำลังอาเซียนรับมือ 4 ปัจจัยพลิกผัน มุ่งสร้างภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจภูมิภาค
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “Unlocking the New Regional Growth Engine with Thailand’s New Horizon” ภายในงาน “The Bangkok Business Summit 2026” ซึ่งจัดโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมกับกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารโลก
ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมาความเปิดกว้างเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทำให้ไทยเติบโตจากการค้าและการลงทุน
ขณะที่อาเซียนก็เติบโตด้วยแนวทางเดียวกัน การเชื่อมโยงไทยเข้ากับภูมิภาคและโลกทำให้เกิดการสร้างอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานขึ้น
ดังนั้น ไทยและอาเซียนควรเดินหน้าสู่ความเปิดกว้างต่อไป เพราะอาเซียนยังเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของโลกด้านการค้าและการลงทุน โดยเฉพาะในช่วงที่บริษัทต่างๆ มองหาฐานการเติบโตและพื้นที่ที่มีความมั่นคงปลอดภัยในห่วงโซ่อุปทานโลก
โจทย์เร่งด่วน สร้าง “Resilience”
แต่ท่ามกลางความผันผวน ความไม่แน่นอน และความซับซ้อนของโลก การสร้าง “Resilience” หรือความสามารถในการรับมือกับแรงกระแทก กลายเป็นโจทย์ที่เร่งด่วนมากขึ้น ภายใต้การเปลี่ยนแปลง 4 การเปลี่ยนแปลงใหญ่ ที่กำลังเปลี่ยนวิธีคิดของเศรษฐกิจไทยและอาเซียน
1. ภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์
จากเดิมที่ธุรกิจเลือกประเทศที่มีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับการค้าและการลงทุน วันนี้ประสิทธิภาพอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ต้องมาพร้อมกับความมั่นคง มาตรการภาษี การควบคุมการส่งออก เงินอุดหนุน และกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าที่เข้มงวดขึ้น กำลังเปลี่ยนทิศทางของสินค้าและการลงทุน
ขณะเดียวกัน การปกป้องตลาดหนึ่งอาจทำให้สินค้าส่วนเกินไหลเข้าสู่อีกตลาดหนึ่ง และบริษัทระดับโลกจึงกำลังมองหาพื้นที่ที่มีความน่าเชื่อถือ พร้อมกระจายห่วงโซ่อุปทานให้หลากหลายมากขึ้น
โจทย์ของอาเซียนจึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันกันดึงการค้าและการลงทุน แต่ต้องร่วมมือกันด้านกฎระเบียบ โครงสร้างพื้นฐาน และมาตรฐาน รวมถึงการจับมือกันระหว่างภาคธุรกิจกับธุรกิจ และภาครัฐกับเอกชน เพื่อแบ่งปันบทเรียนและประสบการณ์
2. AI กำลังกลายเป็นเครื่องยนต์ผลิตภาพใหม่
ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ซึ่งกำลังกลายเป็นทั้งแหล่งเพิ่มผลิตภาพ อิทธิพลเชิงยุทธศาสตร์ และความสามารถในการแข่งขัน และสิ่งที่มีความสำคัญมากขึ้นไม่ได้มีเพียง AI แต่รวมถึงการเข้าถึงเซมิคอนดักเตอร์ กำลังประมวลผลข้อมูล ดาต้าเซ็นเตอร์ และบุคลากรที่มีทักษะ เพราะทั้งหมดเกี่ยวข้องทั้งกับการเติบโตและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
เพราะ AI สามารถช่วยให้โรงงานทำงานมีประสิทธิภาพขึ้น พัฒนาบริการ และสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็จะเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของคน รวมถึงทักษะที่ภาคธุรกิจต้องการ
ดังนั้น ไทยและอาเซียนไม่ควรแข่งขันกันเพียงเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติด้าน AI แต่ควรร่วมมือกันทำให้เทคโนโลยีเข้าถึงเศรษฐกิจในวงกว้าง เพื่อให้ธุรกิจและประชาชนได้รับประโยชน์จาก AI
นายเอกนิติ ยังมองว่า อาเซียนมีพื้นฐานสำคัญอยู่แล้ว ทั้งโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การเชื่อมโยงระบบดิจิทัล การกำกับดูแล AI ระบบการชำระเงิน และความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ PromptPay ของไทยที่เชื่อมกับ PayNow ของสิงคโปร์ ทำให้นักท่องเที่ยวสิงคโปร์สามารถสแกน QR Code และชำระเงินในไทยได้ใกล้เคียงกับการใช้งานในประเทศของตัวเอง
แต่สิ่งที่อาเซียนต้องทำต่อคือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่น่าเชื่อถือ พัฒนาบุคลากรด้าน AI ระดับภูมิภาค ผลักดันการใช้ AI ในธุรกิจ SMEs และชุมชน รวมถึงยกระดับการป้องกันการฉ้อโกงและมิจฉาชีพ
โดยหวังว่า Digital Economy Framework Agreement หรือ DEFA ของอาเซียนที่เพิ่งมีการลงนาม จะช่วยผลักดันเรื่องเหล่านี้ให้ไปได้ไกลขึ้น
3. Climate Change ไม่ใช่ปัญหาของประเทศใดประเทศหนึ่ง
สภาพภูมิอากาศ น้ำท่วมและภัยแล้งที่เกิดบ่อยขึ้นกำลังกระทบทั้งภาคเกษตร อาหาร และโรงงาน
ภัยแล้งในพื้นที่หนึ่งสามารถกระทบต่อปริมาณอาหารในตลาดโลกและทำให้ราคาอาหารสูงขึ้น ขณะที่น้ำท่วมในประเทศหนึ่งก็สามารถหยุดการผลิตในอีกประเทศได้ เพราะห่วงโซ่อุปทานของโลกเชื่อมโยงกัน
ไทยเคยเผชิญกับผลกระทบลักษณะนี้มาแล้วจากเหตุการณ์น้ำท่วม ซึ่งส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานคอมพิวเตอร์และแล็ปท็อปทั่วโลก
เมื่ออาเซียนเป็นทั้งศูนย์กลางการผลิตอาหารและฐานการผลิตสินค้าหลากหลายประเภท การรับมือกับ Climate Change จึงต้องทำร่วมกัน
หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือ ASEAN Power Grid หรือการเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้าในภูมิภาค
แต่ละประเทศมีทรัพยากรพลังงานหมุนเวียน ความต้องการใช้ไฟฟ้า ศักยภาพด้านการเงิน โครงข่ายไฟฟ้า และเทคโนโลยีที่แตกต่างกัน การเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าจะช่วยให้อุตสาหกรรมมีแหล่งพลังงานที่มั่นคงขึ้น และทำให้อาเซียนใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จึงเป็นตัวอย่างว่า “การเชื่อมโยงระดับภูมิภาค” สามารถเพิ่มได้ทั้งความยืดหยุ่นและความสามารถในการแข่งขัน
4. คนอายุยืนขึ้น แต่เกิดน้อยลง
สังคมสูงวัยและอายุขัยที่ยืนยาวขึ้น ประชากรกำลังมีอายุยืนขึ้น ขณะที่อัตราการเกิดลดลง ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อกำลังแรงงาน ผลิตภาพ และภาระการคลังของภาครัฐ
แต่ในมุมของนายเอกนิติ สังคมสูงวัยไม่ได้มีเพียงด้านที่เป็นปัญหา เพราะสามารถกลายเป็นโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจได้เช่นกัน โดยเฉพาะธุรกิจการแพทย์ สุขภาพและเวลเนส อาหารเพื่อสุขภาพ และยา ที่สำคัญคือโครงสร้างประชากรของอาเซียนมีความแตกต่างกันอย่างมาก
ไทยและสิงคโปร์กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ขณะที่ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และ สปป.ลาว ยังมีประชากรที่อายุน้อยกว่า
ความแตกต่างนี้จึงสามารถกลายเป็นจุดแข็งที่เติมเต็มกันได้ เช่น ไทยและสิงคโปร์มีประสบการณ์ในการปรับระบบสาธารณสุข การออม และสถานที่ทำงานให้รองรับคนที่มีอายุยืนขึ้น รวมถึงสามารถต่อยอดอุตสาหกรรมการแพทย์ สุขภาพ เวลเนส และเศรษฐกิจผู้สูงวัย หรือ Silver Economy
ขณะเดียวกัน ไทยและสิงคโปร์สามารถส่งต่อองค์ความรู้ด้านสุขภาพและ Wellness Tourism ให้ประเทศอื่นในอาเซียน ส่วนเวียดนาม ลาว และฟิลิปปินส์สามารถเป็นแหล่งกำลังแรงงานให้ไทยและสิงคโปร์ได้ หากสามารถร่วมมือกันเรื่องการเคลื่อนย้ายแรงงานที่เสรีและคล่องตัวมากขึ้น
หากเชื่อมจุดแข็งเหล่านี้เข้าด้วยกัน สังคมสูงวัยอาจไม่ใช่ข้อจำกัดของการเติบโตอาเซียน แต่สามารถกลายเป็นเหตุผลใหม่ที่ทำให้ประเทศต่าง ๆ ต้องร่วมมือกันใกล้ชิดยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทั้ง 4 เรื่องมีร่วมกันคือ ไม่มีเรื่องใดเคารพพรมแดนของประเทศ ภูมิเศรษฐศาสตร์กำลังเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค AI กำลังเปลี่ยนตลาดแรงงานและอุตสาหกรรมของหลายประเทศ การเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศและพลังงานเชื่อมโยงถึงกัน ขณะที่สังคมสูงวัยกำลังเกิดขึ้นทั่วอาเซียน และไม่มีประเทศใดรับมือได้เพียงลำพัง
ไม่มีประเทศใดในอาเซียนสามารถรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ได้เพียงลำพัง การเชื่อมโยงอาเซียนเข้าด้วยกันจะทำให้ภูมิภาคสามารถรับมือกับ 4 การเปลี่ยนแปลงนี้ได้ดีขึ้น
ทั้งนี้ ในโลกที่กำลังแตกออกเป็นหลายขั้ว ประเทศอาเซียนอาจต้องแข่งขันกันเพื่อดึงดูดการค้าและการลงทุน แต่การแข่งขันที่มากเกินไปในบางเรื่องอาจทำให้ทั้งภูมิภาคอ่อนแอลง จึงจำเป็นต้องมีความร่วมมือทั้งระดับรัฐบาล ภาคธุรกิจ และความร่วมมือระหว่างรัฐกับเอกชน เพื่อสร้างกฎ กติกา โครงสร้างพื้นฐาน และมาตรฐานร่วมกัน
นายเอกนิติมองว่า Bangkok Business Summit ครั้งนี้เอง เป็นตัวอย่างของการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและธุรกิจ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและหาแนวทางรับมือกับความท้าทายที่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในไทย แต่เป็นโจทย์ของทั้งภูมิภาคและโลก
ในภาพใหญ่ นายเอกนิติระบุว่า ไทยควรทำหน้าที่เป็น Trusted Connector หรือตัวเชื่อมที่น่าเชื่อถือ ที่เปิดกว้าง เชื่อถือได้ และเชื่อมโยงกับโลก
แต่ในโลกที่กำลังแตกเป็นเสี่ยงๆ การมี Trusted Connector เพียงประเทศเดียวอาจไม่เพียงพอ สิ่งที่อาเซียนต้องการคือ เครือข่ายของ Trusted Connectors ที่เชื่อมจุดแข็งของแต่ละประเทศเข้าด้วยกัน
สำหรับไทย New Horizon จึงไม่ได้หมายถึงเพียงการมีการลงทุน เทคโนโลยี หรือโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น แต่คือการทำให้สิ่งเหล่านี้ทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่มีผลิตภาพสูงขึ้น สะอาดขึ้น และรับมือกับแรงกระแทกได้ดีขึ้น พร้อมทำให้คุณค่าที่สร้างขึ้นไปถึงประชาชนในระดับฐานราก
ภาพที่ไทยต้องการสร้างคือระบบที่เชื่อมโยง โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล พลังงานสะอาด การเดินทางและขนส่งสมัยใหม่ อุตสาหกรรมขั้นสูง และศักยภาพของคน ให้เสริมพลังซึ่งกันและกัน
การเปลี่ยนผ่านจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อนโยบายเชื่อมโยงกัน และการลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน และนวัตกรรมสามารถสร้างพลังให้กับประชาชนในท้ายที่สุด
แนวคิดนี้สอดคล้องกับธีมของการประชุมประจำปี IMF และธนาคารโลกในปีนี้ คือ การก้าวเข้าสู่ New Horizons การเพิ่มพลังให้ประชาชน และการสร้าง Resilience
นายเอกนิติย้ำว่า ภาครัฐมีหน้าที่กำหนดยุทธศาสตร์และเป็นผู้เอื้อให้เกิดความสำเร็จ แต่ภาคธุรกิจคือคนที่รู้ดีที่สุดว่าเกิดอะไรขึ้นในพื้นที่จริง รู้ว่าคอขวดอยู่ตรงไหน และเป็นผู้ที่จะเปลี่ยนแนวคิดที่ดีให้กลายเป็นการลงทุนจริง
ดังนั้น ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนจึงเป็นหัวใจสำคัญ แม้แรงกดดันในวันนี้จะมาจากการค้า เทคโนโลยี หรือการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ไทยจำเป็นต้องปรับและสร้างเศรษฐกิจใหม่เพื่อเตรียมรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น
ไทยพร้อมเป็น Trusted Connector แต่ Trusted Connector เพียงประเทศเดียวไม่เพียงพอที่จะทำให้อาเซียนมีภูมิคุ้มกัน
สิ่งที่จำเป็นคือการนำจุดแข็งที่แต่ละประเทศมีอยู่มาเชื่อมเข้าด้วยกัน และทำให้ความเชื่อมโยงเหล่านั้นแข็งแรงพอที่จะรับมือกับแรงกระแทกครั้งต่อไป
เพราะฉะนั้น เมื่อไทยกำลัง “Reinvent Thailand” สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันคือ “Reinvent ASEAN” ไปพร้อมกัน เพื่อสร้างอาเซียนที่มีความยืดหยุ่นและแข็งแกร่งกว่าเดิม
นายเอกนิติกล่าวทิ้งท้ายว่า Bangkok Business Summit เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ในการสร้าง Trusted Connector ระหว่างภาครัฐและภาคธุรกิจในอาเซียน และหวังว่าภาคธุรกิจจากทั่วภูมิภาคจะใช้เวทีนี้หารือถึงความท้าทายร่วมกัน ค้นหาคำตอบที่เชื่อมโยงกัน และร่วมกันสร้างเครือข่าย Trusted Connectors ที่แท้จริงให้กับไทยและอาเซียน
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB