ต่างชาติยังเลือกไทย! 8 เดือน เงินลงทุนพุ่ง 2.5 แสนล้าน สิงคโปร์นำทัพ
ช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 ต่างชาติลงทุนไทย แตะ 249,261 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% ญี่ปุ่นขนเงินมาลงทุนมากสุดในอุตสาหกรรมอนาคตและธุรกิจมูลค่าสูง
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เปิดเผยว่า การลงทุนของคนต่างด้าวในช่วง 8 เดือน ปี 2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จำนวน 835 ราย โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 199 ราย
และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 636 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 249,261 ล้านบาท
โดยมีมูลค่าการลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
1. สิงคโปร์ 112 ราย คิดเป็น 13% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 73,368 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ
- ธุรกิจผลิตไม้วีเนียร์ (Wood Veneer)
- ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การให้บริการเทคนิค การโอนย้ายข้อมูล และการติดตั้งระบบบริหารจัดการผู้ใช้งานแบบรวมศูนย์ เป็นต้น
- ธุรกิจบริการวิเคราะห์และรายงานผลอัตราการเต้นของหัวใจที่ได้จากเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าของหัวใจแบบไร้สาย
- ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น บรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดปลอดเชื้อ ชิ้นส่วนโลหะหล่อขึ้นรูป เครื่องจักรอัตโนมัติ เป็นต้น
2. ญี่ปุ่น 112 ราย คิดเป็น 13% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 53,780 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ
- ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม โดยให้คำปรึกษา แนะนำ และออกแบบเพื่อการปรับปรุงกระบวนการผลิต
- ธุรกิจบริการวิจัยและพัฒนาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานพาหนะ
- ธุรกิจบริการพัฒนา/ปรับปรุงซอฟต์แวร์
- ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ชิ้นส่วนพลาสติก ผลิตภัณฑ์จากผงโลหะอัด ชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์ที่ใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น
3. จีน 158 ราย คิดเป็น 19% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 43,803 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ
- ธุรกิจแปรรูปไม้เพื่อทำเครื่องเรือนและเครื่องใช้สอย
- ธุรกิจบริการติดตั้งระบบเตาเผาขยะมูลฝอย
- ธุรกิจบริการเป็นศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย
- ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์, Compressor สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้า, แม่พิมพ์ และชิ้นส่วนแม่พิมพ์ เป็นต้น
4. ฮ่องกง 84 ราย คิดเป็น 10% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 16,682 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ
- ธุรกิจบริการขุดเจาะปิโตรเลียมภายในบริเวณพื้นที่แปลงสำรวจที่ได้รับสัมปทานในอ่าวไทย
- ธุรกิจบริการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้า สำหรับยานพาหนะไฟฟ้า
- ธุรกิจบริการพัฒนา/ปรับปรุงซอฟต์แวร์
- ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์กลุ่มภาพและเสียง, Multilayer Printed Circuit Board, เครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรม เป็นต้น
และ 5. สหรัฐอเมริกา 131 ราย คิดเป็น 16% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 6,481 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ
- ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม
- ธุรกิจโฆษณา
- ธุรกิจแปรรูปไม้เพื่อทำเครื่องเรือนและเครื่องใช้สอย
- ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น Circuit Breaker, ระบบควบคุมการปฏิบัติงานด้วยสมองกลเอง เม็ดพลาสติก เป็นต้น
เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2568 พบว่า การอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย เพิ่มขึ้น 148 ราย หรือ เพิ่มขึ้น 22% และมีมูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้น 23,725 ล้านบาท หรือ เพิ่มขึ้น 11% รวมถึงมีการจ้างงานคนไทยจากนักลงทุนที่ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวรวม 5,863 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 จำนวน 968 คน หรือ เพิ่มขึ้น 20%
นอกจากนี้ ยังพบว่า การลงทุนของต่างชาติที่เข้ามาส่วนใหญ่มาจากการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สูงถึง 418 ราย คิดเป็น 50% ของจำนวนการอนุญาตทั้งหมด 835 ราย มูลค่าลงทุน 180,731 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นอุตสาหกรรมอนาคต (Future Industries) เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล AI ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และเกษตรอาหาร โดยประเภทธุรกิจที่ได้รับอนุญาตผ่านช่องทาง BOI สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่
1. ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น Aircraft Engine Case, เครื่องจักรอัตโนมัติ ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เป็นต้น ซึ่งสนับสนุนการพัฒนาการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูง
2. ธุรกิจบริการที่มีมูลค่าสูง อาทิ กิจการสนับสนุนการค้าและการลงทุน (Trade and Investment Support Office: TISO) กิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (International Business Center: IBC) และกิจการศูนย์จัดหาจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วนและส่วนประกอบระหว่างประเทศ (International Procurement Office: IPO) ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีส่วนสำคัญในการยกระดับประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้าการลงทุนในระดับภูมิภาค
3. ธุรกิจบริการด้านคอมพิวเตอร์ เช่นบริการพัฒนาซอฟต์แวร์ / แพลตฟอร์ม, บริการ Cloud Service เป็นต้น ซึ่งตรงกับเป้าหมายเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) และ AI Services
สำหรับการลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC ของนักลงทุนต่างชาติ ในช่วง 8 เดือน ปี 2569 มีนักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC 260 ราย คิดเป็น 31%
ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้นจากปี 2568 จำนวน 63 ราย หรือ เพิ่มขึ้น 32% โดยมีมูลค่าการลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC 96,857 ล้านบาท คิดเป็น 39% ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยเป็นนักลงทุนจาก จีน 98 ราย ลงทุน 34,846 ล้านบาท ญี่ปุ่น 38 ราย ลงทุน 25,759 ล้านบาท ฮ่องกง 33 ราย ลงทุน 7,063 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 91 ราย ลงทุน 29,189 ล้านบาท โดยธุรกิจที่ลงทุน อาทิ
- ธุรกิจบริการติดตั้ง ซ่อมแซม บำรุงรักษาสินค้าประเภทโมดูลเครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซล
- ธุรกิจบริการพัฒนา/ปรับปรุงซอฟต์แวร์
- ธุรกิจบริการเป็นศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย
- ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์, Compressor สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้า, Multilayer Printed Circuit Board เป็นต้น
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB