เปิดเบื้องหลัง “Bolt” ในสมรภูมิ Ride-Hailing ไทย
จากเกม “ราคาไม่แรง” สู่โจทย์ใหญ่ คนขับปลอดภัย ผู้โดยสารมั่นใจ และต้องโตไปพร้อมกฎหมาย
การแข่งขันในอุตสาหกรรม Ride-Hailing ของไทยกำลังเปลี่ยนไป จากเดิมที่ผู้เล่นอาจแข่งกันเรื่อง “ราคา” และ “ความเร็วในการเรียกรถ” วันนี้โจทย์เริ่มซับซ้อนขึ้น ทั้งต้นทุนน้ำมัน พฤติกรรมผู้โดยสารที่เปลี่ยนไป การแข่งขันที่มีผู้เล่นจำนวนมาก รวมถึงกฎระเบียบใหม่ที่กำลังผลักให้คนขับเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง
ขณะเดียวกัน แพลตฟอร์มเองก็ต้องหาสมดุลให้ได้ว่า จะทำอย่างไรให้ผู้โดยสารยังได้ราคาที่รับไหว คนขับยังมีรายได้ที่เหมาะสม และระบบต้องปลอดภัยมากขึ้น
นี่คือโจทย์ที่ Bolt กำลังเผชิญในตลาดไทย หลังเข้ามาทำตลาดตั้งแต่ปี 2563 โดยประเทศไทยถือเป็นตลาดแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่บริษัทเข้ามาลงทุน และบริษัทมองว่าเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญที่ยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก
นายณัฐดนย์ สุขศิริฐานันท์ ผู้จัดการทั่วไป ประจำ Bolt Thailand เล่าว่า จุดแข็งหนึ่งที่บริษัทพยายามรักษาไว้ คือ การทำให้ค่าโดยสารมีความเสถียรและไม่ปรับขึ้นแรงจนเกินไปในช่วงที่ความต้องการเดินทางสูง ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาจำนวนคนขับให้เพียงพอ เพื่อไม่ให้ผู้โดยสารต้องรอรถนาน
Bolt ตั้งเป้าหมายให้ผู้ใช้งานรอรถประมาณ 3–4 นาที และมองว่าการมีฐานคนขับที่มั่นคงและมีจำนวนมาก เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยไม่ให้ราคาค่าโดยสารกระโดดขึ้นมากในช่วงที่มีคนเรียกรถพร้อมกันจำนวนมาก
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม Bolt ไม่ได้มองการแข่งขันแค่เรื่องราคา แต่ยังให้ความสำคัญกับ จำนวนคนขับ รายได้ของคนขับ คุณภาพการให้บริการ และประสบการณ์ของผู้โดยสาร ไปพร้อมกัน
จาก “ราคาถูก” สู่การรักษาสมดุล 2 ฝั่ง
ตลอดช่วงที่ผ่านมา Bolt ระบุว่า การเติบโตของบริษัทเกิดขึ้นจากทั้งการบอกต่อของคนขับและผู้ใช้งาน รวมถึงจุดขายเรื่องค่าคอมมิชชั่นที่บริษัทมองว่าแข่งขันได้ และอัตราการรอรถที่มีความถี่มากขึ้น แต่บริษัทมองว่า “ราคา” ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่จะทำให้แพลตฟอร์มเติบโตในระยะยาว
ในฝั่งผู้ใช้งาน ยังมีทั้งอินเซนทีฟและส่วนลดอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ในฝั่งคนขับ บริษัทต้องดูว่ารายได้สุทธิที่คนขับได้รับยังสามารถแข่งขันกับแพลตฟอร์มอื่นได้หรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อคนขับจำนวนมากไม่ได้อยู่กับแพลตฟอร์มเดียว แต่สามารถขับหลายแพลตฟอร์ม และบางคนก็ขับเป็นงานพาร์ทไทม์
Bolt ประเมินว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรม Ride-Hailing ไทยมีคนขับประมาณ 300,000–400,000 ราย แต่ตัวเลขนี้เป็นภาพรวมทั้งอุตสาหกรรม ไม่ใช่จำนวนคนขับของ Bolt โดยตรง เพราะคนขับหนึ่งคนสามารถให้บริการหลายแพลตฟอร์มได้
สำหรับ Bolt สัดส่วนการให้บริการเน้นไปที่รถสองล้อเป็นหลักในแง่ของวอลุ่มการเดินทาง ขณะที่สัดส่วนคนขับที่ให้บริการสองล้อและสี่ล้ออยู่ประมาณครึ่งต่อครึ่ง
น้ำมันขึ้น แต่ขึ้นค่าโดยสารมากไม่ได้
โจทย์สำคัญในปีนี้คือราคาน้ำมันที่ผันผวน เพราะกระทบต้นทุนของคนขับโดยตรง โดยมีการพิจารณาปรับอัตราค่าบริการให้ถี่ขึ้นตามสภาพตลาด โดยในช่วงที่ผ่านมาฐานราคาปรับขึ้นประมาณ 10% หากมองเป็นรายสัปดาห์ เพื่อช่วยดูดซับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของคนขับ
แต่การปรับราคาก็ต้องคิดอีกด้าน เพราะหากขึ้นราคามากเกินไป ผู้โดยสารอาจลดการใช้บริการ และสุดท้ายอัตราการรอรถก็อาจเพิ่มขึ้น
ดังนั้น Bolt จึงต้องบริหารทั้งสองฝั่ง และพิจารณาราคาเป็นรายสัปดาห์หรือรายเดือนตามสถานการณ์
ขณะเดียวกัน ค่าโดยสาร Ride-Hailing ยังอยู่ภายใต้กรอบของกรมการขนส่งทางบก ทั้งราคาเริ่มต้นและราคาต่อกิโลเมตร รวมถึงช่วงที่เป็นพีคไทม์ ซึ่งราคาปรับขึ้นได้แต่ต้องอยู่ในกรอบที่กำหนด โดยตัวอย่างที่บริษัทให้ข้อมูลคือราคาช่วงพีคต้องไม่เกิน 2 เท่าของราคาเดิม
“คนขับ” คืออีกด้านที่ Bolt ต้องรักษา
อีกสิ่งที่ให้ความสำคัญคือฐานคนขับ เพราะมองว่าคนขับไม่ได้เป็นเพียงผู้ให้บริการ แต่เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องได้รับการดูแลในฐานะลูกค้าของแพลตฟอร์ม จึงต้องวิเคราะห์คนขับเป็นรายกลุ่ม ทั้งคนที่ขับเต็มเวลาและพาร์ทไทม์ รวมถึงดูว่ารายได้ก่อนและหลังหักค่าคอมมิชชั่นเหมาะสมหรือไม่
นอกจากรายได้แล้ว ยังมองว่าคนขับต้องรู้สึกถึงความเป็นธรรมของระบบ ทั้งการให้คะแนน การหักคะแนน หรือมาตรการต่างๆ ที่นำมาใช้ ไม่ควรสร้างภาระหรือกระทบชีวิตการทำงานของคนขับมากเกินไป
ขณะเดียวกัน Bolt ก็ยอมรับว่าคนขับบางส่วนต้องการความคุ้มครองและสวัสดิการมากขึ้น จึงมีการสนับสนุนผ่านอินเซนทีฟ รวมถึงโปรแกรมส่วนลดที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิต เช่น อาหาร และการดูแลรถ เพื่อช่วยลดต้นทุนของคนขับ
แต่การรักษาคนขับ ไม่ได้หมายถึงการปล่อยผ่านเรื่องความปลอดภัย
อีกด้านหนึ่งที่ต้องยกระดับขึ้นอย่างต่อเนื่องคือเรื่องความปลอดภัย โดยเฉพาะในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา โดยนำ AI และเทคโนโลยีเข้ามาใช้ตั้งแต่ก่อนเดินทาง ระหว่างเดินทาง และหลังจบทริป
ก่อนเดินทาง : ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบข้อมูลคนขับ คะแนน และทะเบียนรถว่าตรงกับข้อมูลในแอปหรือไม่
ระหว่างเดินทาง : มีฟีเจอร์อย่างการบันทึกเสียง การประเมินพฤติกรรม และระบบ Scoring ที่ใช้ติดตามมาตรฐานของคนขับ หากคะแนนต่ำกว่ามาตรฐานหรือมีพฤติกรรมที่ไม่สอดคล้องกับนโยบาย ก็สามารถนำไปสู่มาตรการลงโทษ รวมถึงการบล็อกถาวร
อีกระบบที่ถูกนำมาใช้คือการตรวจสอบตัวตนผ่านการเซลฟี่ โดยเพิ่มความถี่และทำให้ช่วงเวลาการตรวจสอบเป็นแบบสุ่มมากขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าคนที่ให้บริการเป็นคนเดียวกับที่อยู่ในระบบ และภายหลังเพิ่มความถี่ในการตรวจสอบ พบเคสที่เกี่ยวข้องลดลงประมาณ 1,000 เคสต่อเดือน
เช่น กรณีคนขับไม่ตรงกับบุคคลในระบบ หรือรถไม่ตรงกับข้อมูลในแอป ก็ถูกนำมาตรวจสอบเป็นรายวัน และหากเข้าข่าย บริษัทก็มีมาตรการบล็อกถาวร แม้แต่กรณีที่คนขับถูกบล็อกแล้วพยายามกลับมาสร้างบัญชีใหม่ ระบบก็มีการตรวจสอบข้อมูลซ้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้กลับเข้ามาให้บริการอีก
สำหรับพฤติกรรมอื่นๆ มีการแบ่งระดับความเสี่ยงออกเป็นหลายระดับ โดยกรณีที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยอย่างร้ายแรงสามารถนำไปสู่การบล็อกถาวร ขณะที่พฤติกรรมผิดซ้ำหลายครั้งก็จะนำข้อมูลจากระบบหลังบ้านมาพิจารณาประกอบ
เมื่อกฎหมายกำลังเปลี่ยนเกม Ride-Hailing
โจทย์ความปลอดภัยจึงเชื่อมต่อกับอีกเรื่องใหญ่ของอุตสาหกรรม นั่นคือการทำให้คนขับเข้าสู่ระบบกฎหมาย ซึ่ง Bolt เห็นด้วยกับการยกระดับมาตรฐานของอุตสาหกรรม และมองว่ากฎหมายที่เข้มงวดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของการทำให้ Ride-Hailing มีมาตรฐานสูงขึ้น
แต่ขณะเดียวกัน Bolt ก็ให้ฟีดแบ็กกับภาครัฐว่า การออกกฎหมายต้องพิจารณาผลกระทบต่อคนขับด้วย เพราะหากข้อกำหนดเข้มงวดมากเกินไป อาจทำให้คนขับบางส่วนออกจากระบบ และส่งผลต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมได้
ในวันนี้ คนขับใหม่ที่เข้ามาบนแพลตฟอร์ม Bolt ต้องมีใบขับขี่สาธารณะ 100% แล้ว ขณะที่คนขับเดิมกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน
ตรงนี้เองจึงเป็นที่มาของโครงการ Bolt-sure และ Booster week ที่บริษัทนำมาใช้เป็นเครื่องมือเร่งให้คนขับเดิมเข้าสู่ระบบกฎหมาย โดยมีทั้งการสนับสนุนค่าใช้จ่ายและอินเซนทีฟ
โดยคนขับที่อัปโหลดใบขับขี่สาธารณะจะได้รับอินเซนทีฟ 500 บาท ขณะที่ค่าคอมมิชชั่นถูกลดเหลือ 10% สำหรับรถสองล้อ และ 15% สำหรับรถสี่ล้อ
อย่างไรก็ตาม Bolt ได้ลงทุนในโครงการดังกล่าวรวม 330 ล้านบาท และตั้งเป้าให้คนขับดำเนินการให้เสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน หลังจากนั้นคนขับที่ไม่มีใบขับขี่สาธารณะจะถูกบล็อกและนำออกจากแพลตฟอร์ม
ทั้งนี้ ผลตอบรับที่เห็นชัด คือ ตั้งแต่ต้นปีมีคนขับประมาณ 100,000 รายที่อัปโหลดใบขับขี่สาธารณะเพิ่มขึ้น แบ่งเป็นช่วงครึ่งปีแรกประมาณ 40,000 ราย และช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาอีกประมาณ 60,000 ราย หลังบริษัทเพิ่มมาตรการสนับสนุน
เบื้องหลังการทำให้ใบขับขี่ “ง่ายขึ้น”
นอกจากนี้ Bolt มองว่าการผลักคนขับเข้าสู่ระบบกฎหมายจะสำเร็จได้ ไม่ใช่แค่การกำหนดเส้นตาย แต่ต้องช่วยลดอุปสรรคในกระบวนการด้วย ที่ผ่านมา คนขับอาจต้องใช้เวลานานในการทำใบขับขี่สาธารณะ โดยเฉพาะการตรวจประวัติอาชญากรรมที่เคยใช้เวลามากกว่า 1 เดือน
Bolt จึงร่วมมือกับกรมการขนส่งทางบก พัฒนาระบบตรวจประวัติอาชญากรรมแบบเรียลไทม์ ทำให้คนขับสามารถรับผลภายในไม่กี่ชั่วโมง และหากเอกสารพร้อมก็สามารถทำใบขับขี่สาธารณะให้เสร็จภายในวันเดียว
นี่จึงเป็นอีกด้านของการเปลี่ยนผ่านที่ Bolt กำลังพยายามทำ คือไม่ใช่เพียง “บังคับให้คนขับทำ” แต่พยายามลดเวลาและต้นทุนที่คนขับต้องเสียไปด้วย
เพราะ Ride-Hailing ไม่ได้มีแค่เรื่อง “คนไทยเรียกรถ”
อีกปัจจัยที่กำลังเปลี่ยนตลาดคือพฤติกรรมของผู้โดยสาร โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติ จากข้อมูลพบว่าเมื่อ 3–4 ปีก่อน กลุ่มผู้ใช้งานชาวจีนมีจำนวนค่อนข้างมาก แต่พฤติกรรมเปลี่ยนไป โดยบางส่วนหันไปใช้ทัวร์ส่วนตัว เดินทางกับครอบครัว และให้ความสำคัญกับประสบการณ์การเดินทางมากขึ้น ทำให้สัดส่วนผู้ใช้งานกลุ่มจีนลดลง ขณะที่ตลาดนักท่องเที่ยวจากอินเดียและตะวันออกกลางมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น
Bolt จึงมองว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติยังมีผลโดยตรงต่ออุตสาหกรรม Ride-Hailing
ขณะเดียวกัน การเติบโตของ Ride-Hailing ยังถูกมองในมุมที่กว้างกว่าการเรียกรถ เพราะสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการลดการพึ่งพารถยนต์ส่วนตัว ลดต้นทุนการเดินทาง และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ หากการพึ่งพารถส่วนตัวลดลง พื้นที่ที่เคยใช้เป็นที่จอดรถก็อาจถูกนำไปใช้ประโยชน์ด้านอื่น เช่น พื้นที่สาธารณะ หรือการพัฒนาเมืองในรูปแบบใหม่
ตลาดยังโต แต่ Bolt ต้องโตให้เร็วกว่า
สำหรับภาพในระยะยาว Bolt มองว่าอุตสาหกรรม Ride-Hailing ไทยยังมีการเติบโตค่อนข้างสูง โดยฃอ้างอิงการวิเคราะห์ว่า ภายในปี 2573 ตลาดอาจมีมูลค่าประมาณ 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังมีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง
ดังนั้น หากต้องการรักษาการแข่งขันในตลาด Bolt มองว่าตัวเองต้องเติบโตให้เร็วกว่าการเติบโตของอุตสาหกรรม
ในโรดแมป 3–5 ปีข้างหน้า ฐานคนขับจึงยังต้องเติบโต ทั้งการทำให้คนขับเดิมขับถี่ขึ้นและใช้งานแพลตฟอร์มมากขึ้น รวมถึงการดึงคนขับกลุ่มใหม่เข้ามา โดยไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นคนขับประเภทใดเป็นพิเศษ
อีกทั้งต้องการวาง Bolt ให้เป็นทั้งแพลตฟอร์มสร้างรายได้ และเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ช่วยสนับสนุนระบบเศรษฐกิจและการเดินทางรูปแบบใหม่ของไทย
โจทย์ต่อไป อาจไม่ใช่แค่แข่งกันเอง แต่คือการจับมือกับรัฐ
ในมุมของ Bolt ภาครัฐมีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของอุตสาหกรรม และยังมีโอกาสอีกมากในการนำ Ride-Hailing เข้าไปเชื่อมกับโครงการภาครัฐ ซึ่งได้หารือกับกรมการขนส่งทางบกและหน่วยงานด้านคมนาคมอย่างต่อเนื่อง โดยหนึ่งในข้อเสนอคือการทำให้ระบบจดทะเบียนคนขับและรถเป็นดิจิทัลมากขึ้น
Bolt อ้างอิงประสบการณ์จากประเทศอื่นที่มี Portal กลางสำหรับการจดทะเบียน หรือระบบที่มีลักษณะคล้าย e-Visa เพื่อให้คนขับสามารถดำเนินการจากที่บ้านได้ ลดเวลาที่ต้องเดินทางไปกรมการขนส่งทางบก และทำให้การเข้าสู่ระบบสะดวกขึ้น
นอกจากนี้ ยังมองถึงการทำโครงการร่วมกับรัฐ เช่น โครงการด้านการเดินทาง หรือการเชื่อม e-Wallet ของภาครัฐเข้ากับบริการ Ride-Hailing เพื่อเพิ่มช่องทางให้คนไทยเข้าถึงบริการ
รวมถึงแนวคิดในการนำ Ride-Hailing เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น ไทยช่วยไทยพลัส หรือ ไทยเที่ยวไทย โดย Bolt ระบุว่าเคยหารือกับหน่วยงานภาครัฐเกี่ยวกับแนวทางดังกล่าว รูปแบบที่มองว่าอาจเป็นรูปธรรม คือการนำโครงการมา Integrate เข้ากับแพลตฟอร์มโดยตรง สามารถติดตามการใช้งาน ตรวจสอบสิทธิ และ Redeem Code ผ่านระบบเดียวกัน เพื่อให้ประชาชนใช้สิทธิลดต้นทุนการเดินทางได้จริง
และหากทำได้ ก็อาจขยายไปถึงการกระตุ้นการเดินทางไปคอนเสิร์ต สถานที่ท่องเที่ยว รวมถึงเมืองรองที่ Bolt มีฐานคนขับอยู่แล้ว ทั้งในภาคใต้และภาคอีสาน
พร้อมมองว่าหากภาครัฐมีเป้าหมายชัดเจนว่าต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ใดเป็นพิเศษ Ride-Hailing ก็สามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบนั้นได้ และอาจกลายเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐกับแพลตฟอร์มที่ช่วยเชื่อม “การเดินทาง” เข้ากับ “การกระตุ้นเศรษฐกิจ”
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB