คนเอเชียกังวล “ค่าครองชีพ” แต่ไทยห่วงความโปร่งใสรัฐบาลเพิ่ม
ผลสำรวจ Milieu ชี้ “ค่าครองชีพ” ยังเป็นความกังวลอันดับต้นๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ความรู้สึกต่ออนาคตของแต่ละประเทศกลับแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะไทยที่ความกังวลเรื่องความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบของรัฐบาลโดดเด่นขึ้นมา
ผลสำรวจล่าสุดของ Milieu ซึ่งเก็บข้อมูลจากประชาชน 3,000 คนใน 6 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ สะท้อนว่า แม้คนในภูมิภาคจะเผชิญปัญหาหลายอย่างร่วมกัน แต่สิ่งที่แต่ละประเทศรู้สึกและคาดหวังต่ออนาคตกลับไม่ได้เป็นภาพเดียวกัน
โดยมีเพียง 38% ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมดที่มองว่า ประเทศของตนกำลังดีขึ้นอย่างชัดเจนหรือค่อยๆ ดีขึ้นในประเด็นที่พวกเขาให้ความสำคัญ ขณะที่เมื่อแยกเป็นรายประเทศ ความแตกต่างยิ่งเห็นได้ชัด
เวียดนามมองอนาคตบวกที่สุด ขณะที่ไทยอยู่ในกลุ่มความเชื่อมั่นต่ำ
ในกลุ่มตลาดหลักของ Milieu มาเลเซียมีประชาชน 51% ที่เชื่อว่าประเทศกำลังเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง ตามด้วยสิงคโปร์ 41% และไทย 25%
หากมองทั้ง 6 ประเทศ เวียดนามเป็นประเทศที่ประชาชนมองอนาคตในแง่ดีที่สุด โดย 71% เชื่อว่าประเทศกำลังไปถูกทาง ขณะที่ฟิลิปปินส์อยู่ฝั่งตรงข้าม โดยมีเพียง 20% ที่รู้สึกว่าประเทศกำลังไปในทิศทางที่ถูกต้อง และ 62% มองว่าสถานการณ์กำลังแย่ลง
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนเพียงระดับความรู้สึกเชิงบวกหรือเชิงลบของแต่ละประเทศเท่านั้น แต่ยังสะท้อนว่า ความเชื่อมั่นของประชาชนดูจะเชื่อมโยงกับสิ่งที่พวกเขาเห็นว่าเกิดขึ้นจริงในประเทศของตัวเอง ทั้งเรื่องค่าครองชีพ โอกาสในการทำงาน ไปจนถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาล
ค่าครองชีพยังเป็นโจทย์ใหญ่ แต่แรงกดดันไม่เท่ากันทุกประเทศ
เมื่อถามถึงความกังวลทางสังคมระดับโลกที่สำคัญที่สุด “ค่าครองชีพ” เป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในทั้ง 6 ประเทศ โดย 42% ของผู้ตอบแบบสอบถามจัดให้เรื่องนี้ติด 3 อันดับแรกของความกังวล
แต่เมื่อแยกตามประเทศ ความกังวลกลับมีระดับแตกต่างกัน โดยสิงคโปร์สูงที่สุดที่ 65% ตามด้วยมาเลเซีย 50% และไทย 42% ขณะที่อินโดนีเซียอยู่ที่ 36% ฟิลิปปินส์ 30% และเวียดนาม 26%
และเมื่อเปลี่ยนคำถามมาเป็น “ประเด็นสำคัญที่ประเทศกำลังเผชิญ” ค่าครองชีพก็ยังขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่ง โดย 57% ของผู้ตอบแบบสอบถามในภูมิภาคเห็นว่า ราคาสินค้า อาหาร และค่าเดินทางเป็นปัญหาสำคัญระดับประเทศ
สิงคโปร์และไทยมีสัดส่วนเท่ากันที่ 68% ตามด้วยมาเลเซีย 57%
แต่ถ้ามองให้ลึกกว่าเรื่องค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน จะเห็นว่าแต่ละประเทศมี “โจทย์” ที่แตกต่างกันออกไป
ไทยกังวลเรื่องรัฐบาล ขณะที่สิงคโปร์กังวลเรื่องงาน
สำหรับประเทศไทย 42% มองว่า “ความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบของรัฐบาล” เป็นประเด็นสำคัญระดับประเทศ สูงกว่ามาเลเซียที่ 28% และสิงคโปร์ที่ 11%
ขณะเดียวกัน “โอกาสในการทำงานและการจ้างงาน” ก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญ โดยสิงคโปร์มีสัดส่วนสูงถึง 43% ที่มองว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาสำคัญ เทียบกับมาเลเซีย 30% และไทย 28%
ภาพที่ออกมาจึงสะท้อนว่า แม้ค่าครองชีพจะเป็นปัญหาร่วมกันของภูมิภาค แต่สิ่งที่ประชาชนแต่ละประเทศกำลังกังวลไม่ได้มีเพียงเรื่องเงินในกระเป๋าเท่านั้น สำหรับบางประเทศแรงกดดันหลักอยู่ที่ค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน ขณะที่อีกด้านหนึ่งคือคำถามว่ารัฐบาลและสถาบันต่าง ๆ กำลังสร้างความเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายให้เกิดขึ้นจริงหรือไม่
Gen Z ต่างจากคนวัยอื่น “รัฐบาล” แซงค่าครองชีพขึ้นอันดับ 1
เมื่อดูตามช่วงอายุ ความกังวลก็เปลี่ยนไปเช่นกัน สำหรับคนอายุ 25 ปีขึ้นไป “ค่าครองชีพ” เป็นความกังวลอันดับหนึ่ง และยิ่งอายุมากขึ้น สัดส่วนก็เพิ่มขึ้นจาก 39% ในกลุ่มอายุ 25-34 ปี หรือ Millennials ไปจนถึง 57% ในกลุ่มอายุ 55 ปีขึ้นไป
แต่ Gen Z หรือกลุ่มอายุ 16-24 ปี กลับมีมุมที่แตกต่างออกไปเล็กน้อย โดย “การทุจริตคอร์รัปชันและความรับผิดชอบของรัฐบาล” ขึ้นมาเป็นความกังวลอันดับหนึ่งที่ 33% เฉือนค่าครองชีพซึ่งอยู่ที่ 32%
ขณะที่ประเด็นที่กังวลก็เปลี่ยนไปตามช่วงชีวิตด้วย สำหรับคนอายุต่ำกว่า 45 ปี “โอกาสในการทำงานและการจ้างงาน” ยังคงเป็นความกังวลระดับประเทศอันดับสองอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับเรื่องความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ
แต่เมื่อเข้าสู่วัย 45 ปีขึ้นไป “ค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มสูงขึ้น” กลับขยับขึ้นมาเป็นอันดับสองแทนเรื่องงาน โดยเพิ่มจาก 14% ในกลุ่มอายุ 16-24 ปี เป็น 42% ในกลุ่มอายุ 55 ปีขึ้นไป
พูดง่ายๆ คือ ความกังวลไม่ได้เพิ่มขึ้นตามอายุเพียงอย่างเดียว แต่ยัง “เปลี่ยนรูปแบบ” จากช่วงวัยที่ให้ความสำคัญกับงานและโอกาส ไปสู่ช่วงวัยที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลมากขึ้น
จากความกังวล สู่การลงมือทำ
แม้ภาพรวมจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่ผลสำรวจยังพบว่า ผู้คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ได้เพียงรับรู้ปัญหาแล้วปล่อยผ่าน
มากกว่า 1 ใน 4 ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า เคยบริจาคเงินให้กับสาเหตุที่ตัวเองเชื่อมั่น 28% เคยแชร์หรือขยายการรับรู้เนื้อหาทางออนไลน์ 28% และ 27% เคยมีบทสนทนาที่จริงจังจนทำให้ตัวเองเปลี่ยนความคิด จากประเด็นทางสังคมหรือการเมืองที่พวกเขาให้ความสำคัญ
Cindy Pang ประธานผู้บริหารประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ Milieu ระบุว่า แม้ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคจะเผชิญความท้าทายร่วมกัน แต่การรับรู้ปัญหาและสิ่งที่ผู้คนคาดหวังให้เปลี่ยนแปลงอาจแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละประเทศ
ดังนั้น การมองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยภาพรวมของภูมิภาคเพียงอย่างเดียว อาจทำให้มองข้ามสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่ได้ การเข้าใจภูมิภาคนี้จึงต้องมองให้ไกลกว่าค่าเฉลี่ย และดูว่าความเชื่อมั่นกำลังเพิ่มขึ้นที่ไหน แรงกดดันกำลังก่อตัวตรงไหน และอะไรคือเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังความรู้สึกเหล่านั้น
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB