จาก “I do” สู่ “We do” “เอกนิติ” ชูเปลี่ยนแผนประเทศ สู่การลงมือทำจริง
“เอกนิติ” ชี้ 4 วิกฤตเศรษฐกิจไทย โตต่ำ-สังคมสูงวัย-พลังงานแพง เร่ง “ซ่อม-สร้าง-เปลี่ยนผ่าน”
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในงานเสวนา “ประเทศไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม : เปลี่ยนอย่างไรให้ไปต่อ” ในการประชุมประจำปี 2569 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หัวข้อ “พลิกโฉมเศรษฐกิจไทยบนฐานผลิตภาพและนวัตกรรม” โดยมองว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตใหญ่ 4 ด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม และการเมือง
สำหรับการประเมินภาพเศรษฐกิจไทย นายเอกนิติระบุว่า มี 4 เรื่องที่ต้องติดตาม คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจ เสถียรภาพเศรษฐกิจ การกระจายรายได้ และสิ่งแวดล้อม
1. เศรษฐกิจโตต่ำ ต้องกลับมาสร้างศักยภาพใหม่
นายเอกนิติระบุว่า สัญญาณเศรษฐกิจไทยในวันนี้ชัดเจนว่า “โตต่ำ” โดยก่อนวิกฤตปี 2540 เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยประมาณ 7% หลังวิกฤตช่วงปี 2540-2550 ลดลงมาอยู่ราว 4% และปัจจุบันเหลือประมาณ 3% หรือต่ำกว่านั้น
โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การทำให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโต โดยเฉพาะการเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน ซึ่งสาเหตุหนึ่งมาจากประเทศไทยไม่ได้ลงทุนมานาน
นายเอกนิติเปรียบเทียบว่า หากโรงงานมีแต่เครื่องจักรเก่า ผลิตไปก็ต้องหยุดซ่อมไป และไม่ได้ลงทุนเครื่องจักรใหม่ ก็ยากที่จะเพิ่มกำลังการผลิตในอนาคต ดังนั้น ไทยจำเป็นต้องลงทุนทั้งใน เครื่องจักร เทคโนโลยี และคน เพื่อเพิ่มผลิตภาพ หรือทำให้แรงงาน 1 คนและเครื่องจักร 1 เครื่องสามารถผลิตสินค้าและบริการได้มากขึ้น โดย AI จะเข้ามาช่วยเพิ่มศักยภาพในส่วนนี้
อีกด้านหนึ่งคือโครงสร้างประชากรไทยที่เข้าสู่สังคมสูงวัย ปัจจุบันคนอายุเกิน 60 ปีมีประมาณ 20% ของประชากร หรือ 1 ใน 5 ของประเทศ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่เมื่อเข้าสู่วัยเกษียณ รายได้ก็มีแนวโน้มลดลง
ดังนั้น ไทยต้องทำให้คนไทยมีทักษะและความสามารถเพิ่มขึ้น ควบคู่กับการลงทุนในเครื่องจักรและเทคโนโลยีใหม่ เพื่อให้ประเทศกลับมาเติบโตได้
2. เสถียรภาพวันนี้ยังแข็งแรง แต่ต้อง “ซ่อม” การคลัง
สำหรับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ นายเอกนิติระบุว่า ไทยได้เรียนรู้จากวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ซึ่งครั้งนั้นทุนสำรองระหว่างประเทศลดลงจนต้องลอยตัวค่าเงินบาท และเกิดปัญหาสถาบันการเงิน โดยมีบริษัทเงินทุน 56 แห่งปิดกิจการ รวมถึงธนาคารหลายแห่ง
แต่ปัจจุบันโอกาสที่จะเกิดวิกฤตในรูปแบบเดียวกับปี 2540 ลดลง เพราะทุนสำรองระหว่างประเทศล่าสุดอยู่ที่กว่า 280,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเมื่อรวมเงินในส่วน Forward แล้วอยู่ที่ประมาณ 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพียงพอรองรับการนำเข้าได้ประมาณ 10 เดือน แม้ไม่มีรายได้จากการส่งออกเลย ขณะที่มาตรฐานที่ใช้เป็นสัญญาณเสี่ยงอยู่ที่ประมาณ 6 เดือน
นอกจากนี้ ทุนสำรองยังสูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นประมาณ 2.5 เท่า หมายความว่า หากเจ้าหนี้ต่างประเทศถอนเงินออก ไทยยังมีทุนสำรองรองรับ
ดังนั้น หากเกิดวิกฤตในอนาคต นายเอกนิติมองว่า ความเสี่ยงจะไม่เหมือนวิกฤตปี 2540 แต่จุดที่ต้องระวังคือ “วิกฤตการคลัง” ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นในอดีต โดยที่ผ่านมาไทยใช้เงินจำนวนมากในช่วงโควิดและช่วงก่อนหน้า ทำให้ฐานะการคลังเป็นเรื่องที่ต้องเร่งดูแล
นายเอกนิติระบุว่า การรักษาวินัยการคลังจึงเป็นเรื่องที่ต้อง “ซ่อม” และที่ผ่านมา บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือทั้ง 3 แห่งเคยมองไทยในเชิงลบ ซึ่งหากยังมีมุมมองดังกล่าวต่อเนื่องก็มีโอกาสถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ แต่ปัจจุบันทั้ง 3 แห่งปรับมุมมองต่อไทยมาเป็น “มีเสถียรภาพ” แล้ว
3. โตกระจุก ต้องทำให้โอกาสกระจายถึงคนไทย
อีกปัญหาคือการกระจายรายได้ นายเอกนิติใช้คำว่า “โตกระจุก จนกระจาย” โดยระบุว่า GDP ประเทศไทยอยู่ที่เกือบ 20 ล้านล้านบาท แต่เมื่อดูสัดส่วนรายได้ คน 20% ที่มีรายได้สูงสุดถือครองสัดส่วนรายได้ประมาณ 50% ของประเทศ ขณะที่คน 20% ที่มีรายได้น้อยที่สุดมีสัดส่วนรายได้ไม่ถึง 5%
โจทย์จึงไม่ใช่เพียงทำให้เศรษฐกิจเติบโต แต่ต้องทำให้ผลจากการเติบโตกระจายไปถึง SME แรงงาน และคนไทยในวงกว้างด้วย
นายเอกนิติมองว่า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในโลกปัจจุบันกำลังทำให้เกิดโอกาสใหม่ เพราะนักลงทุนต่างชาติต้องการกระจายความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน และมองหาประเทศที่มีความปลอดภัยและมีความน่าเชื่อถือ
ไทยจึงต้องคว้าโอกาสจากอุตสาหกรรมใหม่ แต่ไม่ใช่เพียงดึงการลงทุนเข้าประเทศ ต้องทำให้ SME ไทยเข้าไปอยู่ใน Supply Chain และทำให้แรงงานไทยได้รับประโยชน์ผ่านการพัฒนาทักษะใหม่
หนึ่งในตัวอย่างคือโครงการ Skill Bridge ที่ต้องการเชื่อมทักษะของคนกับความต้องการของภาคการผลิต โดยจับมือกับมหาวิทยาลัย เพื่อให้หลักสูตรและทักษะที่สอนตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม เมื่อเรียนจบแล้วสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานและมี “Quality Jobs” หรือการจ้างงานที่มีคุณภาพและรายได้ดีขึ้น
ขณะเดียวกัน ต้องนำ AI และเทคโนโลยีใหม่ไปถึงคนตัวเล็ก เช่น การนำ AI ไปสอนพ่อค้าแม่ค้าในโครงการไทยช่วยไทยพลัสและโครงการถุงเงิน เพื่อให้สามารถขายสินค้าออนไลน์และเพิ่มทักษะใหม่ได้
4. โลกร้อน-น้ำท่วม-พลังงานแพง ต้องเร่งเปลี่ยนผ่าน
ด้านสิ่งแวดล้อม นายเอกนิติระบุว่า ไทยกำลังเผชิญความผันผวนจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งน้ำท่วมในปีนี้ และอาจเผชิญภัยแล้งในช่วง 6 เดือนข้างหน้า จึงต้องเร่งลงทุนด้านการบริหารจัดการน้ำ
ขณะเดียวกัน ไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เพราะปัจจุบันยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสูง โดยการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรวมกันคิดเป็นเกือบ 10% ของ GDP และส่วนใหญ่พึ่งพาการนำเข้าจากตะวันออกกลาง ทำให้ความขัดแย้งในภูมิภาคดังกล่าวส่งผลกระทบต่อไทย
นายเอกนิติระบุว่า ไฟฟ้าที่ใช้ในประเทศประมาณ 60% มาจากก๊าซธรรมชาติ ซึ่งต้องนำเข้า เมื่อราคาพลังงานสูงขึ้น 80-90% ก็ส่งผลต่อดุลบัญชีเดินสะพัด โดยในไตรมาส 1 และไตรมาส 2 ของปีเดียวกัน ดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาขาดดุลประมาณ 600,000 ล้านบาท จากผลของราคาพลังงานที่สูงขึ้น
จึงจำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด โดยไทยมีทั้งเอทานอลและปาล์มน้ำมัน รวมถึงพลังงานแสงอาทิตย์ที่สามารถนำมาพัฒนาเป็นอุตสาหกรรมใหม่ได้
นายเอกนิติมองว่า หากไฟฟ้าสามารถมาจากโซลาร์และมีแบตเตอรี่สำหรับกักเก็บพลังงาน จะช่วยลดการนำเข้าพลังงาน และขณะเดียวกันต้องทำให้ประโยชน์จากพลังงานสะอาดตกถึงคนไทยด้วย เช่น การให้ภาคการไฟฟ้ารับซื้อไฟจากประชาชนที่ผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์
จาก “ซ่อม” สู่ “สร้าง” อุตสาหกรรมใหม่
นายเอกนิติระบุว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าต้องทิ้งอุตสาหกรรมเดิม แต่ต้องนำอุตสาหกรรมที่ไทยมีอยู่มาต่อยอดด้วยเทคโนโลยีใหม่
เช่น ภาคเกษตรที่มีคนทำงานจำนวนมาก ต้องพัฒนาเป็น Smart Agriculture ขณะที่ทั่วโลกต้องการอาหาร ไทยจึงมีโอกาสต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร
อีกตัวอย่างคืออุตสาหกรรม Pet Food ที่เติบโตประมาณ 20% ต่อปี และไทยมีผู้ผลิตอยู่ในอันดับ 1-2 ของโลก โดยจุดแข็งสำคัญคือไทยมีฐานการเกษตรและวัตถุดิบที่สามารถนำมาต่อยอดเป็นอาหารสัตว์เลี้ยงได้
โจทย์จึงอยู่ที่การทำให้แรงงานไทยและธุรกิจไทยเข้าไปอยู่ในอุตสาหกรรมใหม่เหล่านี้ให้มากขึ้น
“แผน 14” ต้องเปลี่ยนจาก I do เป็น We do
นายเอกนิติกล่าวว่า ปัญหาสำคัญของไทยคือการทำงานแบบ “ไซโล” หรือ ต่างคนต่างทำ ดังนั้น แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 หรือ “แผน 14” ต้องไม่เป็นเพียงแผนที่ “คิด” แต่ต้องเป็นแผนที่ “ทำ” และต้องทำร่วมกันทั้งภาครัฐและเอกชน
หนึ่งในกลไกสำคัญคือ คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หรือ กรอ. ซึ่งเคยมีบทบาทในการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในอดีต โดยเฉพาะช่วงทศวรรษ 1980 ที่ภาครัฐและเอกชนร่วมกันวางแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งไฟฟ้า น้ำ ท่าเรือแหลมฉบัง และมาบตาพุด จนเกิดฐานอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก
ในเวลานั้น ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น ทำให้ญี่ปุ่นย้ายฐานการผลิตมายังอาเซียนและไทย ขณะที่ไทยมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ จึงเกิดนิคมอุตสาหกรรมและอุตสาหกรรมใหม่ขึ้น
แต่โลกวันนี้เปลี่ยนไปอีกครั้ง จากความขัดแย้งหลายขั้ว หรือ “Fragmented World” ทั้งในตะวันออกกลาง รัสเซีย-ยูเครน และพื้นที่อื่นๆ ทำให้นักลงทุนต้องการประเทศที่มีความปลอดภัย มีความน่าเชื่อถือ และมีโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับห่วงโซ่อุปทานใหม่
นายเอกนิติจึงมองว่า ไทยต้องใช้โอกาสนี้ดึงอุตสาหกรรมใหม่เข้ามา โดยเฉพาะ AI พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมเชื่อมการลงทุนเหล่านี้เข้ากับ Supply Chain ของไทย ให้ถึง SME และแรงงานไทย
7 อุตสาหกรรม “กองหน้า” ลุยตลาดโลก
สำหรับกรอบการขับเคลื่อนภายใต้ กรอ. ภาคเอกชนได้เลือก 7 Sector สำคัญที่จะเป็น “กองหน้า” ประกอบด้วย
1. Smart Agriculture เกษตรอัจฉริยะ
2. Food Processing การแปรรูปอาหาร
3. Smart Electronics อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ
4. Future Mobility ยานยนต์แห่งอนาคต เช่น EV
5. Wellness สุขภาพและเวลเนส
6. Quality Tourism การท่องเที่ยวคุณภาพ
7. Trade & Logistics การค้าและโลจิสติกส์
นอกจากนี้ ภาคเอกชนยังเสนอเพิ่ม Creative Economy เพราะมองว่าคนไทยมีศักยภาพด้านความคิดสร้างสรรค์
ทั้ง 7 Sector จะเป็น “กองหน้า” ในการพาประเทศไปแข่งขันกับทั่วโลก ขณะที่ภาครัฐทำหน้าที่เป็น “กองกลาง” สนับสนุนเรื่องที่แต่ละอุตสาหกรรมต้องการ ทั้งการลงทุนโดย BOI การต่างประเทศ SME และการกระจายไปยังภูมิภาค การพัฒนาคน รวมถึงการปลดล็อกกฎระเบียบ
ส่วน “กองหลัง” คือการดูแลเสถียรภาพ ทั้งวินัยการคลัง เสถียรภาพทางการเงิน ปัญหาหนี้ครัวเรือน การเข้าถึงแหล่งทุนของ SME และเสถียรภาพด้านต่างประเทศ
นายเอกนิติกล่าวว่า ตลาดทุนไทยที่ปรับขึ้นจากระดับประมาณ 1,200-1,300 จุดมาอยู่ที่ประมาณ 1,600 จุด ส่วนหนึ่งสะท้อนความสำคัญของเสถียรภาพในฐานะ “ปราการหลัง” ของเศรษฐกิจ
ท้ายที่สุด นายเอกนิติย้ำว่า สิ่งที่ไทยต้องทำไม่ใช่เพียงมี “ไอเดีย” แล้วจบ แต่ต้องเดินหน้าสู่การลงมือทำ จาก “I do” เป็น “We do” โดยให้ กรอ. เป็นแพลตฟอร์มกลางที่เชื่อมภาครัฐและเอกชน เพื่อขับเคลื่อนแผน 14 ให้เกิดขึ้นจริง และทำให้การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจไทยกระจายไปถึงธุรกิจและคนไทยในวงกว้าง
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB