เวทีแรก IMF–World Bank 2026 จับตา! AI พลิกโลกการทำงาน คาดกระทบแรงงานทั่วโลก 40%
เวทีแรก IMF–World Bank 2026 จับตา! AI พลิกโลกการทำงาน คาดกระทบแรงงานทั่วโลก 40% แนะ รัฐบาลทั่วโลก เร่งปรับทักษะ รับมือความเปลี่ยนแปลง
ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (IMF–World Bank Annual Meetings 2026) ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยในช่วงเช้าของวันที่ 12 ตุลาคม 2569 มีการบรรยายหัวข้อ “World Bank Group Flagship, Small AI, More and Better Jobs”
ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้าร่วมรับฟังมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต่อเศรษฐกิจและตลาดแรงงานโลก
เริ่มจาก อาเจย์ แบงก้า (Ajay Banga) ประธานกลุ่มธนาคารโลก (President, World Bank Group) กล่าวว่า ความพยายามผลักดันการใช้ AI ในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะ AI ขนาดเล็ก ไม่ควรมุ่งเน้นเพียงการสร้างการจ้างงานเท่านั้น แต่ต้องให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับคุณภาพการทำงาน เพื่อสร้างงานที่ดีขึ้น โดยมี 5 อุตสาหกรรมสำคัญที่สามารถนำ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพ เช่น
- ภาคไฟฟ้า
- สนามบิน
- การก่อสร้าง
- การศึกษา
- เกษตรกรรม
ในอีก 15 ปีข้างหน้า จะมีเยาวชนในประเทศกำลังพัฒนาประมาณ 1.2 พันล้านคนมีอายุครบ 18 ปี ซึ่งถือเป็นความท้าทายครั้งสำคัญในการสร้างงานและโอกาสทางเศรษฐกิจรองรับประชากรกลุ่มนี้
ควบคู่กับการส่งเสริมให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงเทคโนโลยี AI ได้อย่างทั่วถึง
ขณะที่ คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวว่า AI กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ทั้งในด้านอุปสงค์และการลงทุน โดยบางประเทศมีการเติบโตจากการลงทุนเพื่อรองรับเทคโนโลยีดังกล่าว เช่น การก่อสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) ซึ่ง จีน อินเดีย และสหรัฐอเมริกา ถือเป็นประเทศสำคัญในการผลิต AI ของโลก
พร้อมประเมินว่า การนำ AI มาใช้สามารถเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ถึง 3% ขณะที่ ขั้นตอนต่อไปคือการขยายการนำ AI ไปใช้งานจริง โดยต้องมั่นใจว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีความเป็นธรรมและปลอดภัย โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา ประชาชนจำเป็นต้องพร้อมเปิดรับเทคโนโลยี ขณะที่ รัฐบาลต้องมีมาตรการคุ้มครองประชาชนจากมิจฉาชีพและความเสี่ยงที่เกิดจากการใช้ AI
สำหรับแนวโน้มการเติบโตของ AI ในเอเชีย คาดว่าจะช่วยเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ประเทศพัฒนาแล้วในภูมิภาคประมาณ 0.5–1% และช่วยให้ประเทศพัฒนาแล้วในภาพรวมเติบโตประมาณ 0.2–0.8% ตามการประเมินที่กล่าวถึงบนเวที โดยประโยชน์จาก AI อาจช่วยชดเชยผลกระทบจากสังคมสูงวัย ซึ่งหลายประเทศกำลังเผชิญกับจำนวนประชากรวัยทำงานที่ลดลง
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ผู้กำหนดนโยบายต้องเร่งพิจารณา คือ ผลกระทบของ AI ต่อตลาดแรงงานทั่วโลก โดยมีการคาดการณ์ว่า AI อาจส่งผลกระทบต่องานประมาณ 40% ของงานทั้งหมด และในบางประเทศอาจสูงถึง 60% โดยงานบางประเภทอาจหายไป ขณะที่งานอีกหลายประเภทจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปจากเดิม ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า รัฐบาลจะสร้างโอกาสให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีดังกล่าวอย่างไร และจะเตรียมความพร้อมให้แรงงานรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร
อีกหนึ่งประเด็นที่สร้างความกังวล คือ อนาคตของคนหนุ่มสาวที่กำลังจะเข้าสู่ตลาดแรงงาน ซึ่งจำเป็นต้องศึกษาว่า AI จะเปลี่ยนแปลงลักษณะงานและความต้องการแรงงานอย่างไร รวมถึงต้องทบทวนความเชื่อเดิมเกี่ยวกับการศึกษาและการทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป โดยรัฐบาลแต่ละประเทศจำเป็นต้องเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบจาก AI อย่างเป็นระบบ
นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของภาคการคลังและการพัฒนาทักษะแรงงาน เนื่องจากหาก AI ทำให้จำนวนแรงงานลดลง แต่เงินทุนและผลตอบแทนจากการใช้เทคโนโลยีเพิ่มขึ้น รัฐบาลจะต้องทบทวนว่าจะจัดเก็บภาษีอย่างไรเพื่อให้มีรายได้เพียงพอสำหรับการดำเนินนโยบายสาธารณะ หากฐานรายได้จากแรงงานลดลง ขณะที่ รัฐบาลยังมีภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลประชาชน ก็อาจทำให้การบริหารการคลังมีความยากลำบากมากขึ้น
เมื่อถูกตั้งคำถามถึงการเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงานในอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งเปรียบได้กับคลื่นสึนามิที่กำลังเข้ามา ก็มองว่า ยังต้องติดตามพัฒนาการของ AI และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด พร้อมฝากข้อคิดว่า “ให้ AI มาทำงานที่เราไม่อยากทำ” สะท้อนแนวคิดการนำเทคโนโลยีมาใช้สนับสนุนมนุษย์และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แทนที่จะมอง AI เป็นเพียงเครื่องมือที่เข้ามาแย่งงาน
ด้าน ทาร์แมน แชนมูการัตนม (Tharman Shanmugaratnam) ประธานาธิบดีสิงคโปร์ (Singapore President) กล่าวว่า โลกยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI โดยภาครัฐควรเริ่มต้นจากการนำ AI มาใช้กับภารกิจของรัฐ ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนต้องทำงานร่วมกับภาครัฐเพื่อผลักดันการใช้เทคโนโลยีให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ซึ่งมองว่า AI ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเครื่องมือทดแทนแรงงาน แต่สามารถเป็นเครื่องมือที่ทำงานร่วมกับมนุษย์เพื่อสร้างงานและเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจได้
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีลักษณะ K-shaped ซึ่งผลประโยชน์และการฟื้นตัวกระจายตัวไม่เท่ากัน รัฐบาลจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับผลกระทบต่อประชาชนและแรงงาน พร้อมพิจารณาการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างขนาดใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้น
สำหรับประเทศกำลังพัฒนา เห็นว่ายังมีโอกาสจากการนำ AI มาใช้ หากสามารถวางแนวทางได้อย่างเหมาะสม โดยยกตัวอย่างจีนที่นำหุ่นยนต์เข้ามาใช้ในกระบวนการผลิต อินเดียที่สนับสนุนภาคการส่งออก และเวียดนามที่มีการลงทุนเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาทักษะ ทั้งนี้ การขยายตัวของ AI ยังต้องคำนึงถึงความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับการทำงานของเทคโนโลยีด้วย
ทั้งนี้ การนำ AI มาใช้ควรมุ่งสร้างโอกาสให้คนทำงานสามารถทำงานได้ดีขึ้น มากกว่าการเข้ามาแทนที่แรงงานอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะในภาคการดูแลสุขภาพที่ควรส่งเสริมให้แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์นำ AI มาใช้สนับสนุนการทำงาน พร้อมเร่งปิดช่องว่างในการเข้าถึงเทคโนโลยี เพื่อให้ประชาชนและธุรกิจสามารถใช้ AI ในราคาที่เหมาะสม แม้จะมีข้อจำกัดด้านจำนวนบุคลากรหรือทรัพยากรก็ตาม
นอกจากนี้ AI ยังอาจทำให้เส้นแบ่งระหว่างการเป็นพนักงานกับการเป็นผู้ประกอบการไม่ชัดเจนเหมือนเดิม เนื่องจากเทคโนโลยีช่วยให้คนทั่วไปเข้าถึงเครื่องมือที่จำเป็นต่อการทำธุรกิจได้ง่ายขึ้น เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีทรัพยากรหรือจำนวนแรงงานจำกัดสามารถสร้างงานและดำเนินธุรกิจได้มากขึ้น
สำหรับความกังวลว่า AI จะเข้ามาแย่งงานมนุษย์ ก็มองว่า ในระบบเศรษฐกิจที่มีความก้าวหน้า คนทำงานจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง โดยเปรียบ AI เป็นเสมือนคลื่นยักษ์สึนามิที่อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อบางอุตสาหกรรม ซึ่งภาคเทคโนโลยีถือเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด
ท้ายที่สุด การหารือในครั้งนี้ สะท้อนว่า AI กำลังเป็นทั้งโอกาสในการเพิ่มผลิตภาพและการเติบโตทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน ก็เป็นความท้าทายต่อการจ้างงาน ทักษะแรงงาน และรายได้ภาครัฐ ประเทศต่าง ๆ จึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมทั้งด้านการศึกษา การพัฒนาทักษะ การคุ้มครองแรงงาน การเข้าถึงเทคโนโลยี และการปรับระบบภาษี เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI เกิดประโยชน์อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในเวทีเสวนา “Small AI, More and Better Jobs” ในการประชุมประจำปี IMF-World Bank 2026 ว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานของผู้คนและการดำเนินธุรกิจ โดยโจทย์สำคัญคือจะนำ AI มาใช้เพื่อสร้างงานที่ดีขึ้นและเพิ่มโอกาสให้ประชาชนได้อย่างไร
สำหรับประเทศไทย มีแนวทางสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ AI in All, All in AI และ AI for All เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน สร้างขีดความสามารถและงานใหม่ ตลอดจนทำให้ประชาชนทุกกลุ่มได้รับประโยชน์จาก AI อย่างทั่วถึง
1. AI in All ใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจเดิม
ประเทศไทยต้องการนำ AI มาช่วยเพิ่มผลิตภาพให้กับงานและธุรกิจที่มีอยู่ โดยเฉพาะร้านค้ารายย่อย ซึ่งนอกจากการสนับสนุนทางการเงินเพื่อช่วยรับมือกับผลกระทบด้านพลังงานแล้ว ยังมีการนำ AI เข้ามาช่วยให้ผู้ประกอบการพัฒนาธุรกิจได้มากขึ้น
หนึ่งในนั้นคือ AI ผู้ช่วยธุรกิจขนาดเล็กที่เรียกว่า “นกกระซิบ” ซึ่งติดตั้งอยู่ในแอปพลิเคชันเป๋าตัง ที่ร้านค้าใช้เข้าถึงเงินอุดหนุนอยู่แล้ว ทำให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงเครื่องมือ AI ได้โดยสะดวก
ปัจจุบันมีร้านค้ารายย่อยเกือบ 1 ล้านแห่งใช้งานนกกระซิบ เพื่อช่วยจัดการสต็อกสินค้าและคำนวณกำไรของร้าน นอกจากนี้ หากได้รับความยินยอมจากผู้ประกอบการ ข้อมูลธุรกรรมยังอาจช่วยให้ธนาคารเข้าใจลักษณะธุรกิจได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อร้านค้ารายย่อยที่อาจไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันหรือประวัติสินเชื่ออย่างเป็นทางการ
2. All in AI ลงทุนสร้างทักษะและงานใหม่
นายเอกนิติกล่าวว่า ประเทศไทยสามารถดึงดูดการลงทุนขนาดใหญ่ในธุรกิจศูนย์ข้อมูล เซมิคอนดักเตอร์ บริการคลาวด์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงได้แล้ว แต่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ จำเป็นต้องทำให้มั่นใจด้วยว่า การลงทุนเหล่านี้จะสร้างงานให้กับคนไทยด้วย
รัฐบาลจึงทำงานร่วมกับนักลงทุนผ่านโครงการลดช่องว่างทางทักษะ โดยประสานความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาเพื่อจัดหลักสูตรฝึกอบรมให้ตรงกับความต้องการของภาคธุรกิจ ช่วยพัฒนาทักษะแรงงานและเชื่อมโยงคนไทยเข้ากับโอกาสการจ้างงานจริง
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยต้องการให้การเข้าถึง AI ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ที่มีเงินทุนสูงเท่านั้น จึงให้ความสำคัญกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านคอมพิวเตอร์และระบบคลาวด์ ควบคู่กับการลดต้นทุนการใช้ AI รวมถึงต้นทุนของโทเคน (Tokens) ซึ่งเป็นหน่วยที่ใช้ประมวลผลข้อมูลของ AI
เป้าหมายคือช่วยให้สตาร์ทอัพ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) รวมถึงมหาวิทยาลัย สามารถพัฒนาและนำเครื่องมือ AI มาใช้ได้ โดยไม่ปล่อยให้โอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยีกระจุกตัวอยู่กับบริษัทขนาดใหญ่เพียงกลุ่มเดียว
3. AI for All ทำให้ทุกคนได้รับประโยชน์จาก AI
นายเอกนิติระบุว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI ต้องคำนึงถึงความแตกต่างในการปรับตัวของประชาชน เพราะแรงงานบางส่วนอาจจำเป็นต้องเรียนรู้ทักษะใหม่ ขณะที่ธุรกิจบางแห่งต้องใช้เวลาและได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติม ส่วนลักษณะงานบางประเภทก็อาจเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา
รัฐบาลจึงมีหน้าที่ช่วยให้ประชาชนสามารถปรับตัวผ่านการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้ง่ายขึ้น โดยประเทศไทยกำลังดำเนินการเชื่อมโยงข้อมูลผ่านโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะดิจิทัลและโครงการด้านการเงิน เพื่อให้เข้าใจความต้องการของประชาชนได้ดีขึ้น และสามารถออกแบบความช่วยเหลือได้ตรงจุดมากขึ้น
โดยมาตรการช่วยเหลืออาจครอบคลุมตั้งแต่การสนับสนุนรายได้ การฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะใหม่ ไปจนถึงการเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อที่เหมาะสม โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมศักยภาพให้ประชาชนสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีได้
ย้ำ AI ต้องพัฒนาควบคู่กับการดูแลความเสี่ยง
นายเอกนิติกล่าวว่า หัวใจสำคัญของการพัฒนา AI คือการเสริมสร้างศักยภาพให้กับผู้คน ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ประเทศไทยให้ความสำคัญในฐานะเจ้าภาพการประชุมประจำปี IMF-World Bank 2026
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยไม่สามารถดำเนินการเพียงลำพังได้ โดยธนาคารโลกและสถาบันระหว่างประเทศอื่นๆ สามารถร่วมกันแบ่งปันแนวทางปฏิบัติและบทเรียนที่เป็นประโยชน์ เพื่อให้ประเทศต่างๆ และประชาชนได้รับประโยชน์จาก AI อย่างแท้จริง
ขณะเดียวกัน การพัฒนา AI ต้องมาพร้อมกับการปกป้องประชาชนจากความเสี่ยงใหม่ๆ โดยเฉพาะการหลอกลวงทางออนไลน์และสื่อปลอมที่สร้างขึ้นด้วย AI หรือ Deepfake รวมถึงความร่วมมือระหว่างประเทศในการกำกับดูแลการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ
ทั้งนี้ ประเทศไทยมุ่งผลักดันให้การใช้ AI ไม่ได้เป็นเพียงการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจ แต่ต้องช่วยสร้างงาน เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ และทำให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างทั่วถึง
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB