ม.หอการค้า ชี้ ส่งออกไทยปี 70 โต 7.4% จับตาภาษีสหรัฐ-เศรษฐกิจโลกฉุด
การส่งออกไทยปี 2570 ยังมีแนวโน้มขยายตัว 7.4% รับแรงหนุนจาก AI และ Data Center แต่ผู้ประกอบการยังกังวลภาษีสหรัฐ จับตาความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกกดดัน
การส่งออกยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยนายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ คาดการณ์ว่า การส่งออกไทยปี 2569 จะขยายตัว 17.8% และปี 2570 จะขยายตัวประมาณ 7.4% โดยมีการลงทุนด้าน AI และ Data Center รวมถึงตลาดสหรัฐฯ เป็นแรงสนับสนุนสำคัญ อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในระดับสูง ตลอดจนความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีการค้าสหรัฐฯ
ดอกเบี้ยสูงและการรัดเข็มขัดการคลังกระทบกำลังซื้อทั่วโลก
ผลสำรวจสมาชิกหอการค้าไทย 113 ราย พบว่า 73.5% มองว่าดอกเบี้ยสูงและการรัดเข็มขัดทางการคลังทั่วโลกจะกระทบการส่งออกผ่านกำลังซื้อของลูกค้าต่างชาติ โดย 33.6% มองว่ากระทบมาก และ 39.8% มองว่ากระทบบางส่วน
เมื่อแยกตามประเภทธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบมากหรือบางส่วน 88.9% ภาคบริการ 88.0% ภาคการค้า 78.3% และภาคเกษตร 37.9%
ผู้ประกอบการยังไม่แน่ใจต่อทิศทางการส่งออกในอนาคต
ผู้ประกอบการ 29.2% มองว่าทิศทางการส่งออกไทยหลังการประชุม IMF-World Bank 2026 จะเหมือนเดิมเมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ 23.9% มองว่าดีขึ้น 23.0% มองว่าแย่ลง และอีก 23.9% ยังไม่แน่ใจ สะท้อนถึงความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและการค้าโลก
กระแส AI และ Data Center ยังหนุนการส่งออก แต่ประโยชน์กระจุกตัว
ผู้ประกอบการ 40.7% มองว่า AI จะยังช่วยสนับสนุนการส่งออกไทยในปี 2570 แต่แรงส่งจะชะลอลง ขณะที่ 31.0% ยังไม่แน่ใจ และ 15.0% มองว่าแรงหนุนจะหมดลง
นอกจากนี้ 41.6% มองว่าประโยชน์จาก AI และ Data Center จะยังจำกัดอยู่ในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนเป็นหลัก มีเพียง 9.7% ที่มองว่าประโยชน์จะกระจายไปยังสินค้าส่งออกส่วนใหญ่
ภาษีสหรัฐเป็นความเสี่ยงสำคัญที่สุดต่อการส่งออกปี 2570
ปัจจัยที่ผู้ประกอบการมองว่าจะส่งผลต่อการส่งออกไทยมากที่สุด ได้แก่
• ภาษีสหรัฐ 24.8%
• ราคาอาหารโลกและเอลนีโญ 21.2%
• ราคาพลังงานและสถานการณ์ตะวันออกกลาง 18.6%
• การค้าในภูมิภาคและอาเซียน 14.2%
• ดอกเบี้ยสูงและการรัดเข็มขัดการคลังทั่วโลก 10.6%
• กระแสการลงทุน AI 8.0%
ด้านความสามารถในการปรับตัวต่อมาตรการภาษีสหรัฐ พบว่า 34.5% ปรับตัวได้บางส่วน แต่ยังมี 30.1% ที่ปรับตัวไม่ได้ 15.9% ปรับตัวได้ดี และ 19.5% ยังไม่แน่ใจ
ตลาดจีนและอาเซียนเป็นเป้าหมายสำคัญในการขยายการส่งออก
ผู้ประกอบการเลือกจีนเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงสุดสำหรับการขยายการส่งออกในปี 2570 ที่ 30.1% รองลงมาคืออาเซียน 23.9% สหรัฐ 15.0% และตะวันออกกลางกับอินเดีย 13.3% ขณะที่สหภาพยุโรปอยู่ที่ 4.4%
อย่างไรก็ตาม ความต้องการแตกต่างกันตามภาคธุรกิจ โดยภาคเกษตรให้น้ำหนักกับตลาดอาเซียนมากที่สุด 44.8% ส่วนภาคบริการ ภาคการค้า และภาคอุตสาหกรรมให้น้ำหนักกับตลาดจีนมากกว่า
ราคาอาหารโลกเป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยง โดยภาคเกษตรต้องจับตาเอลนีโญ
ผู้ประกอบการ 30.1% มองว่าราคาอาหารโลกที่สูงขึ้นเป็นทั้งโอกาสและภาระ ขณะที่ 24.8% มองว่าเป็นโอกาส และ 23.9% มองว่าเป็นภาระ โดยภาคการค้ามองเป็นโอกาสมากที่สุด 52.2% และภาคเกษตร 37.9%
สำหรับภาคเกษตร ราคาอาหารโลกและเอลนีโญเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ โดยมีผู้ประกอบการภาคเกษตร 51.7% เลือกเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการส่งออกมากที่สุด สะท้อนถึงความสำคัญของการรับมือภัยแล้งและความผันผวนของราคาอาหาร
ผู้ประกอบการต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลืออย่างตรงจุด
ข้อเสนอที่ผู้ประกอบการต้องการให้รัฐบาลเร่งดำเนินการ ได้แก่
• สินเชื่อและประกันภัยพิบัติสำหรับ SME 31.9%
• ผลักดันข้อตกลงการค้าที่ลงนามแล้วให้เกิดผลจริง 24.8%
• ลดอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีในอาเซียน 23.9%
เมื่อแยกตามภาคธุรกิจ พบว่าภาคเกษตร 62.1% ต้องการสินเชื่อและประกันภัยพิบัติ ภาคการค้า 52.2% ต้องการลดอุปสรรคทางการค้าในอาเซียน และภาคอุตสาหกรรม 44.4% ต้องการให้ผลักดันข้อตกลงการค้าที่ลงนามแล้วให้เกิดผลจริง
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB