โลกผันผวน ห่วงโซ่อุปทานไทยเสี่ยงแค่ไหน? เปิด 3 อุตสาหกรรมที่ต้องเร่งปรับตัว
TDRI–สศอ. ศึกษาห่วงโซ่อุปทานไทย 3 อุตสาหกรรม ทั้งยานยนต์ เทคโนโลยีขั้นสูง และอาหารแห่งอนาคต พบจุดเปราะบางจากการพึ่งพาวัตถุดิบและเทคโนโลยีต่างประเทศ ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
ลองนึกภาพว่า วันหนึ่งโรงงานผลิตรถยนต์ในไทยต้องการแบตเตอรี่เพื่อประกอบรถ แต่แหล่งนำเข้าสำคัญเกิดปัญหา หรือผู้ผลิตชิปไม่สามารถส่งมอบสินค้าได้ตามกำหนด กระบวนการผลิตที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องก็อาจสะดุดลงได้ แม้โรงงานในไทยจะยังมีความพร้อมในการผลิตก็ตาม
สถานการณ์เช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่า ในโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า การเปลี่ยนแปลงนโยบายการลงทุน และเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว ความสามารถในการผลิตเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป
แต่สิ่งสำคัญคือการทำให้มั่นใจได้ว่า ไทยยังมีวัตถุดิบ เทคโนโลยี และแหล่งจัดหาสำรองเพียงพอ แม้จะเกิดวิกฤตขึ้นก็ตาม
นี่จึงเป็นที่มาของการศึกษาร่วมกันระหว่างสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อหาแนวทางเพิ่มความแข็งแกร่งให้ห่วงโซ่อุปทานของไทย ภายใต้กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิกเพื่อความเจริญรุ่งเรือง หรือ IPEF
การศึกษาครั้งนี้เจาะลึก 3 อุตสาหกรรม ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วนสมัยใหม่ เทคโนโลยีขั้นสูง และอาหารแห่งอนาคต เพื่อค้นหาจุดเสี่ยงและโอกาสที่ไทยจะต่อยอดการผลิตให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น
ยานยนต์ไทยแข็งแกร่ง แต่ยังมีจุดอ่อนเรื่องแบตเตอรี่และชิป
ไทยมีฐานการผลิตรถยนต์และผู้ผลิตชิ้นส่วนมากกว่า 2,000 ราย แต่การเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้าทำให้ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีและวัตถุดิบใหม่ ๆ มากขึ้น แม้จะมีมาตรการสนับสนุน EV 3.0, EV 3.5 และสิทธิประโยชน์จาก BOI แล้วก็ตาม
ผลการศึกษาพบว่า แบตเตอรี่ยังพึ่งพาการนำเข้าจากจีนสูง ขณะที่การผลิตชิปขั้นสูงกระจุกตัวในไต้หวัน และวัตถุดิบแร่หายากสำหรับผลิตมอเตอร์กระจุกตัวในจีน นอกจากนี้ การเปลี่ยนผู้ผลิตชิ้นส่วนยังต้องผ่านการทดสอบและรับรอง จึงไม่สามารถทำได้ทันทีเมื่อเกิดปัญหา
แนวทางสำคัญคือการเลือกพัฒนาชิ้นส่วนที่ไทยมีศักยภาพ เช่น มอเตอร์และแบตเตอรี่ พร้อมกระจายแหล่งจัดหาและร่วมมือกับประเทศสมาชิก IPEF โดยไทยอาจต่อยอดความร่วมมือกับอินโดนีเซีย ซึ่งมีทรัพยากรนิกเกิลและศักยภาพด้านแบตเตอรี่ ขณะที่ไทยมีฐานการผลิตรถยนต์อยู่แล้ว
เทคโนโลยีขั้นสูง โอกาสดึงลงทุนต้องมาพร้อมทักษะ
อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงครอบคลุมชิป ฮาร์ดดิสก์ และโซลาร์เซลล์ โดยเฉพาะชิปที่มีห่วงโซ่อุปทานซับซ้อน ตั้งแต่การออกแบบ เครื่องจักร ไปจนถึงการผลิตและประกอบ ซึ่งแต่ละประเทศมีความเชี่ยวชาญต่างกัน
ความเสี่ยงสำคัญคือการแข่งขันทางเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ กับจีน การกระจุกตัวของฐานผลิต ปัญหาขนส่งและภัยธรรมชาติ รวมถึงการขาดแคลนวิศวกรและช่างเทคนิคทักษะสูง ขณะเดียวกัน หากลงทุนมากเกินความต้องการหรือเกิดภาวะฟองสบู่ AI แตก ก็อาจกระทบผู้ผลิตและเศรษฐกิจโดยรวม
อย่างไรก็ตาม การย้ายฐานผลิตตามแนวทาง China Plus One เปิดโอกาสให้ไทยดึงดูดการลงทุนได้ แต่ไม่ควรมุ่งเพิ่มกำลังผลิตเพียงอย่างเดียว ต้องพัฒนาทักษะแรงงาน งานวิจัย และความสามารถด้านการออกแบบชิปกับทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อให้ไทยสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้น ส่วนฮาร์ดดิสก์และโซลาร์เซลล์ ข้อมูลที่นำเสนอยังไม่มีรายละเอียดข้อค้นพบเฉพาะสินค้า
อาหารแห่งอนาคต มีโอกาส แต่ต้องเพิ่มมูลค่ามากกว่าปริมาณ
อีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่ไทยต่อยอดได้ คืออาหารแห่งอนาคต ซึ่งแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
อาหารฟังก์ชัน ตลาดโลกมีแนวโน้มเติบโตประมาณ 8% ต่อปี ขณะที่ไทยมีการค้าเกินดุลและเติบโตประมาณ 12% ต่อปี แต่ยังขาดดุลการค้าวัตถุดิบฟังก์ชัน โดยวัตถุดิบ 15 รายการพึ่งพาแหล่งนำเข้าเดียวมากกว่า 50% ไทยจึงควรเพิ่มการวิจัยและพัฒนา ยกระดับวัตถุดิบในประเทศ และกระจายแหล่งนำเข้า
โปรตีนทางเลือก ได้แรงหนุนจากความต้องการอาหารเพื่อสุขภาพและความกังวลด้านสิ่งแวดล้อม ไทยมีศักยภาพด้านการเพาะเลี้ยงแมลงและพัฒนาผลิตภัณฑ์ แต่ยังนำเข้าวัตถุดิบขั้นกลาง เช่น โปรตีนเข้มข้นและสารสกัดโปรตีน จากจีน มาเลเซีย สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย จึงควรเร่งพัฒนาการแปรรูปและเชื่อมโยงงานวิจัยกับต่างประเทศ
อาหารฮาลาล มีโอกาสจากตลาดผู้บริโภคมุสลิมทั่วโลกประมาณ 1,900 ล้านคน และมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 3.5% ต่อปี แต่ไทยยังเผชิญความเสี่ยงจากการพึ่งพาวัตถุดิบต่างประเทศและมาตรฐานรับรองที่แตกต่างกัน การสร้างความเชื่อมั่นจึงต้องดูแลมาตรฐานฮาลาลตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่วัตถุดิบ การผลิต การจัดเก็บ ไปจนถึงการขนส่ง พร้อมพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ
ทั้งสามกลุ่มจึงไม่ได้แข่งขันกันแค่ปริมาณการผลิต แต่ต้องอาศัยนวัตกรรม มาตรฐาน และความสามารถในการสร้างผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงด้วย
ใช้ IPEF ลดความเสี่ยง ไม่ใช่แค่เพิ่มความร่วมมือ
ผลการศึกษาชี้ว่า ไทยควรใช้กรอบ IPEF ซึ่งเสาหลักด้านห่วงโซ่อุปทานมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2567 ให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม โดยประเทศสมาชิกเป็นตลาดส่งออกประมาณ 55% และเป็นแหล่งนำเข้าประมาณ 35% ของไทย
ข้อเสนอหลักมี 3 ด้าน ได้แก่
1. จัดทำฐานข้อมูลห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้รู้แหล่งวัตถุดิบ ผู้ผลิตหลัก และจุดเสี่ยงจากการพึ่งพาต่างประเทศ
2. สร้างเครือข่ายรับมือวิกฤต เชื่อมโยงข้อมูลการผลิต การค้า การลงทุน และแหล่งจัดหาสำรองระหว่างประเทศสมาชิก พร้อมพัฒนาความร่วมมือด้านบุคลากรและเทคโนโลยี
3. ยกระดับผู้ประกอบการไทย เพิ่มผลิตภาพ พัฒนาทักษะแรงงาน ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา โดยเฉพาะธุรกิจที่ยังมีข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี พร้อมกำหนดหน่วยงานรับผิดชอบและตัวชี้วัดติดตามผลให้ชัดเจน
ท้ายที่สุด ความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานไม่ได้วัดจากกำลังการผลิตหรือมูลค่าการค้าเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากความสามารถในการรักษาการผลิตให้ต่อเนื่อง เข้าถึงวัตถุดิบและเทคโนโลยีได้ แม้เกิดวิกฤต
โจทย์ของไทยจึงไม่ใช่การผลิตทุกอย่างให้ได้เอง แต่คือการเลือกพัฒนาสิ่งที่ประเทศมีศักยภาพ กระจายความเสี่ยงจากแหล่งจัดหา และใช้ความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมให้แข่งขันได้ในระยะยาว
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB