"ศุภจี" เผย ไทยต้องปรับสมดุลการค้า ส่งออกอย่างเดียวไม่พอ
กระทรวงพาณิชย์-สภาอุตฯ หารือขับเคลื่อนอุตสาหกรรม ปรับสมดุลการค้าไทย ชี้ ไทยต้องได้มากกว่า “ส่งออก” เดินหน้าปรับสมดุลการค้า เพิ่มมูลค่าในประเทศ
ไทยต้องได้มากกว่า “ส่งออก” พาณิชย์-ส.อ.ท. ปรับสมดุลการค้า เพิ่มมูลค่าในประเทศ กระจายโอกาสสู่ SMEs
ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ ทั้งเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มสูงขึ้น การเติบโตที่ไม่ทั่วถึง และความท้าทายด้านดุลการค้า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยจึงไม่อาจมุ่งเพียงเพิ่มมูลค่าการส่งออก แต่ต้องทำให้การค้าสร้างมูลค่าเพิ่มกลับคืนสู่เศรษฐกิจภายในประเทศ พร้อมกระจายโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยทุกระดับ โดยเฉพาะ SMEs
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จึงหารือร่วมกับนางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และผู้บริหาร เพื่อวางแนวทางความร่วมมือในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย รับมือความผันผวนทางการค้า และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ทั่วถึงมากขึ้น
ปรับสมดุลการค้า ต้องเพิ่มมูลค่าให้เกิดในประเทศ
หัวใจสำคัญของแนวทางครั้งนี้ คือการสร้าง “สมดุลทางการค้า” ทั้งด้านตลาด สินค้า และรายได้ ไม่ใช่เพียงผลักดันยอดส่งออกให้เพิ่มขึ้น แต่ต้องเพิ่มมูลค่าที่เกิดขึ้นภายในประเทศ เสริมความแข็งแกร่งให้ห่วงโซ่อุปทาน และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป
กระทรวงพาณิชย์วางแนวทางขับเคลื่อนผ่าน 4 กุญแจสำคัญ ได้แก่
- Rethink Partnerships คิดใหม่เรื่องพันธมิตร เพื่อเปิดตลาดใหม่และกระจายความเสี่ยง
- Redefine Value สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าไทยผ่านนวัตกรรม ทรัพย์สินทางปัญญา และการต่อยอดศักยภาพสินค้า
- Rewire Trade เชื่อมโยงการค้า การลงทุน เทคโนโลยี และผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทาน
- Rebuild Trust & Resilience สร้างความเชื่อมั่นและเสริมความยืดหยุ่นให้ภาคธุรกิจรับมือความไม่แน่นอนและเติบโตอย่างยั่งยืน
ดันสินค้าไทย สร้างความแข็งแกร่งให้ห่วงโซ่อุปทาน
หนึ่งในแนวทางสำคัญ คือการส่งเสริมสินค้าไทยผ่านการรับรอง Made in Thailand (MiT) และโครงการ Buy Thai เพื่อเพิ่มโอกาสให้สินค้าไทยเข้าถึงตลาด กระตุ้นการใช้สินค้าไทย และสนับสนุนการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ หรือ Local Content ให้มากขึ้น
ขณะเดียวกัน การผลักดันความตกลงการค้าเสรี (FTA) จะช่วยเปิดตลาดใหม่ ลดอุปสรรคทางการค้า และกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยขยายตลาดได้กว้างขึ้น
นอกจากนี้ ยังมุ่งยกระดับอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ โดยผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอัญมณีและเครื่องประดับโลก (Jewelry Hub) พร้อมยกระดับสินค้าเกษตรจากสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ไปสู่ผลิตภัณฑ์แปรรูปที่มีมูลค่าเพิ่ม (Value-added Products) ผ่านโครงการ Thailand Food Valley รวมถึงส่งเสริมและคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อสนับสนุนการใช้นวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และองค์ความรู้ในการเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการไทย
SMEs ต้องเติบโตและเชื่อมต่อสู่ตลาดโลก
การเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจในประเทศจะเกิดขึ้นได้อย่างทั่วถึง ต้องเปิดโอกาสให้ SMEs สามารถเติบโตและแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยภาครัฐและ ส.อ.ท. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการให้เหมาะสมกับความพร้อมของธุรกิจ เพิ่มช่องทางการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ตลอดจนเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับแหล่งเงินทุนและเครือข่ายธุรกิจ
เป้าหมายคือการช่วยให้ SMEs เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และขยายโอกาสไปสู่ตลาดต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เปลี่ยนจาก “ขายให้” เป็น “ขายร่วมกัน”
นอกจากการขยายตลาดแล้ว กระทรวงพาณิชย์ยังมุ่งส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศคู่ค้าในรูปแบบที่สร้างประโยชน์ร่วมกัน โดยปรับแนวคิดจากการ “ขายให้” (Sell To) สู่การ “ขายร่วมกัน” (Sell With) ผ่าน Co-Creation ซึ่งเป็นการนำจุดแข็งของไทยและประเทศคู่ค้ามาร่วมพัฒนาสินค้า เทคโนโลยี และตลาดใหม่ เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่การค้าระดับภูมิภาคและระดับโลก
สำหรับการผลักดันความร่วมมือให้เกิดผลเป็นรูปธรรม จะดำเนินการทั้งในระดับนโยบายผ่านคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน ภายใต้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) และการประสานหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ เครือข่ายสภาธุรกิจภายใต้ ส.อ.ท. และกรอบ กกร.
เป้าหมายสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มรายได้จากการส่งออก แต่คือการทำให้การค้าเป็นกลไกสร้างการเติบโตที่เข้มแข็งและทั่วถึง ผ่านการเพิ่มมูลค่าในประเทศ ส่งเสริมสินค้าและวัตถุดิบไทย และกระจายโอกาสให้ผู้ประกอบการทุกระดับ เพื่อให้การเติบโตทางการค้ากลายเป็นการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB