รู้สึกไหม? ว่าเศรษฐกิจดีขึ้น เปิด 5 ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญสะท้อนช่องว่างระหว่างเศรษฐกิจกับชีวิตจริง
รู้สึกไหม? ว่าเศรษฐกิจดีขึ้น เปิด 5 ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญสะท้อนช่องว่างระหว่างเศรษฐกิจกับชีวิตจริง หลังเดือน ก.ย. 2569 ทั้งแบงก์ชาติ และ คลัง บอกว่า ดูเหมือนจะมีสัญญาณฟื้นตัวที่ชัดเจน
ภาพเศรษฐกิจไทยในเดือนกันยายน 2569 และไตรมาส 3 ปี 2569 ดูเหมือนจะมีสัญญาณฟื้นตัวที่ชัดเจนขึ้น เมื่อการส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชนขยายตัว โดยมีแรงสนับสนุนจากวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของโลก รวมถึงการลงทุนในศูนย์ข้อมูล (Data Center) ในประเทศไทย
โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ปี 2569 ปรับดีขึ้นจากไตรมาสก่อน จากแรงขับเคลื่อนของการส่งออก การลงทุนภาคเอกชน และการบริโภคที่ได้รับแรงสนับสนุนส่วนหนึ่งจากมาตรการภาครัฐ
ปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) บอกว่า เศรษฐกิจไทยในเดือน ก.ย. โดยรวมปรับดีขึ้นจากเดือนก่อน จากการส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชนที่ได้รับแรงส่งจาก วัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ของโลกและการลงทุนในศูนย์ข้อมูล (Data Center) ในไทย
ขณะที่กิจกรรมในภาคท่องเที่ยวยังปรับลดลงสอดคล้องกับจำนวนนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ สำหรับการบริโภคภาคเอกชนชะลอลงจากหมวดบริการ โดยยังมีแรงกดดันจากค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง ส่วนเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 3 ปรับดีขึ้นจากไตรมาสก่อน โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่องตาม ไปจนถึงแรงส่งจาก AI Cycle ของโลก
ประกอบกับอุปสงค์ในประเทศที่ปรับดีขึ้นจากทั้งการลงทุนภาคเอกชนโดยเฉพาะหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ขยายตัวต่อเนื่อง และการบริโภคภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งจากมาตรการรัฐ อย่างไรก็ดี กิจกรรมในภาคการท่องเที่ยวชะลอลงตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะกลุ่มตลาดระยะใกล้ ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือน ก.ย. เพิ่มขึ้นจากหมวดพลังงานตามราคาน้ำมันโลกหลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาตึงเครียด ขณะที่อัตราเงินเฟ้อหมวดอาหารสดและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานทรงตัวใกล้เคียงเดือนก่อน
แต่ยังมีประเด็นที่ต้องติดตาม
- ความต่อเนื่องของวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์โลก
- พัฒนาการสงครามและนโยบายกีดกันการค้าระหว่างประเทศ
- การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว
- ผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมและเอลนีโญ
ขณะที่ นายปัณณ์ อนันอภิบุตร ผู้อำนวยการกองนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ในฐานะรองโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง บอกว่า ภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือนกันยายน 2569 สถานการณ์เศรษฐกิจไทย ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวต่อเนื่องของการส่งออกสินค้าและ การบริโภคในหมวดสินค้าคงทน อย่างไรก็ดี การท่องเที่ยวยังคงชะลอตัว
ทั้งนี้ ยังจำเป็นต้องติดตามทิศทางราคาพลังงาน สถานการณ์ตลาดเงินและตลาดทุน และสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน ต้นทุนการผลิต และการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย
แต่เมื่อมองลึกลงไปในรายละเอียด กลับพบภาพอีกด้านหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะแม้กิจกรรมทางเศรษฐกิจบางส่วนจะขยายตัว แต่การใช้จ่ายของผู้บริโภคในเดือนกันยายนกลับชะลอลง ขณะที่ค่าครองชีพและภาระหนี้ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้เกิดคำถามว่า การฟื้นตัวที่เกิดขึ้นกำลังเปลี่ยนเป็นรายได้และกำลังซื้อของประชาชนได้มากน้อยเพียงใด กับ 5 ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญสะท้อนช่องว่างระหว่างเศรษฐกิจกับชีวิตจริง
ข้อมูล ธปท. ระบุว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำในเดือนกันยายน 2569 เพิ่มขึ้น 3.7% จากเดือนก่อน หลังปรับปัจจัยฤดูกาล โดยมีแรงสนับสนุนจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงอุปกรณ์โทรคมนาคมและคอมพิวเตอร์ที่ได้รับอานิสงส์จากวัฏจักรเทคโนโลยีและ AI ของโลก
การส่งออกที่เพิ่มขึ้นเป็นสัญญาณบวกต่อภาคธุรกิจและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่การขยายตัวของการส่งออกไม่ได้หมายความว่ารายได้จะเพิ่มขึ้นพร้อมกันในทุกอุตสาหกรรม หรือส่งผ่านไปถึงรายได้ของแรงงานทุกกลุ่มในทันที นอกจากนี้ การส่งออกที่เติบโตจากสินค้าบางหมวด ยังทำให้ต้องพิจารณาต่อว่า ภาคธุรกิจอื่น ๆ ที่ไม่ได้รับแรงส่งเดียวกันกำลังเผชิญสถานการณ์แบบใด
2. ลงทุนภาคเอกชนพุ่ง แต่การลงทุนไม่ได้แปลว่าเงินจะไหลถึงทุกคนเท่ากัน
อีกหนึ่งตัวเลขที่โดดเด่นคือ การลงทุนภาคเอกชนในเดือนกันยายน 2569 เพิ่มขึ้น 21.6% จากเดือนก่อน หลังปรับปัจจัยฤดูกาล โดยเฉพาะการลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ AI และ Data Center
อย่างไรก็ตาม ธปท. ระบุด้วยว่า การลงทุนส่วนหนึ่งเป็นไปตามรอบการส่งมอบอุปกรณ์ของบางธุรกิจ
ประเด็นที่ต้องพิจารณาจึงอยู่ที่ลักษณะของการลงทุนและการกระจายผลประโยชน์ การลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์อาจช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตและสนับสนุนการเติบโตในระยะต่อไป แต่ไม่ได้หมายความว่ารายได้ของครัวเรือนจะเพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกันหรือในเวลาเดียวกัน
สำหรับประชาชนทั่วไป สิ่งที่สัมผัสได้ในชีวิตประจำวันยังคงเป็นรายได้ที่ได้รับ ภาระค่าใช้จ่าย และเงินที่เหลือหลังหักค่าใช้จ่ายจำเป็น ไม่ใช่เพียงมูลค่าการลงทุนที่เพิ่มขึ้นในระบบเศรษฐกิจ
3. เงินเฟ้อ 2.82% แต่ทำไมคนยังรู้สึกว่าค่าครองชีพสูง?
ข้อมูล ธปท. ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนกันยายน 2569 อยู่ที่ 2.82% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 1.50%
แม้ตัวเลขเงินเฟ้อจะเป็นหนึ่งในเครื่องชี้เสถียรภาพเศรษฐกิจ แต่การพิจารณาว่าครัวเรือนมีภาระค่าครองชีพมากน้อยเพียงใด ไม่สามารถดูจากอัตราเงินเฟ้อเพียงตัวเดียวได้ เพราะสิ่งที่ประชาชนต้องจ่ายจริงในแต่ละเดือนยังขึ้นอยู่กับรายการค่าใช้จ่ายของแต่ละครัวเรือน ไม่ว่าจะเป็นอาหาร การเดินทาง ที่อยู่อาศัย หรือภาระหนี้ที่ต้องชำระ
ธปท. ระบุว่า ในเดือนกันยายน การบริโภคภาคเอกชนชะลอลงจากหมวดบริการ โดยเฉพาะการใช้จ่ายด้านโรงแรมและร้านอาหาร ขณะที่ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงลดลงสอดคล้องกับราคาน้ำมันในประเทศที่เพิ่มขึ้น
4. การบริโภคภาคเอกชนลดลง 2.2% ในเดือนกันยายน สะท้อนอะไร?
หนึ่งในตัวเลขที่ควรจับตาคือ เครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลแล้ว ลดลง 2.2% จากเดือนก่อน
ธปท. ระบุว่า การลดลงมาจากการใช้จ่ายหมวดบริการ โดยเฉพาะโรงแรมและร้านอาหาร ซึ่งสอดคล้องกับกิจกรรมท่องเที่ยวของคนไทยที่ลดลง ขณะที่การใช้จ่ายหมวดสินค้าคงทนลดลงจากยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถกระบะ ส่วนสินค้าไม่คงทนลดลงเล็กน้อย
ขณะเดียวกัน ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลง จากความกังวลต่อผลกระทบของน้ำท่วมในช่วงปลายเดือน ท่ามกลางค่าครองชีพและภาระหนี้ที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงความไม่แน่นอนจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการค้าโลก
ตัวเลขนี้จึงเป็นอีกด้านของภาพเศรษฐกิจที่ควรพิจารณาควบคู่กับการส่งออกและการลงทุน เพราะการฟื้นตัวของภาคธุรกิจและการตัดสินใจใช้จ่ายของครัวเรือนไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นพร้อมกัน
อย่างไรก็ตาม การลดลงในเดือนกันยายนเพียงเดือนเดียว ไม่ได้หมายความว่าการบริโภคจะลดลงต่อเนื่องในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อ ธปท. ระบุว่าการบริโภคภาคเอกชนในไตรมาส 3 ปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน ส่วนหนึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ
5. ตลาดแรงงานยังมีจุดเปราะบาง แม้การจ้างงานโดยรวมทรงตัว
อีกหนึ่งปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกมั่นคงทางการเงินคือสถานการณ์ตลาดแรงงาน ข้อมูล ธปท. ระบุว่า จำนวนผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ในเดือนกันยายน 2569 อยู่ที่ 12.3 ล้านคน และทรงตัวจากเดือนก่อน ขณะที่จำนวนผู้ขอรับสิทธิว่างงานตามมาตรา 38 อยู่ที่ 0.3 ล้านคน เพิ่มขึ้น 7.1% จากเดือนก่อน หลังปรับปัจจัยฤดูกาล
ธปท. ระบุว่า ตลาดแรงงานยังมีความเปราะบาง และควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกลุ่มที่เผชิญการแข่งขันสูง แม้ว่ายังไม่สามารถมองว่าการจ้างงานของคนไทยกำลังลดลงทั่วทั้งระบบ แต่ชี้ให้เห็นว่าภาพตลาดแรงงานไม่ได้แข็งแกร่งในทุกมิติ แม้จำนวนผู้ประกันตนตามมาตรา 33 จะทรงตัวก็ตาม
ในมุมของครัวเรือน ความมั่นคงทางการเงินไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีงานทำเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับความต่อเนื่องของรายได้ ภาระค่าใช้จ่าย และความสามารถในการรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดคิดด้วย
ที่นี่มาดูสาเหตุที่ความรู้สึกของคนในสังคมสวนทางกับตัวเลขเศรษฐกิจระดับมหภาค เกิดจากปัจจัยกดดันรอบด้าน ได้แก่
- ค่าครองชีพพุ่งสูงจากราคาพลังงาน สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนกันยายนปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 2.82% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากหมวดพลังงานและราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศที่ปรับเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกหลังสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานทรงตัวอยู่ที่ระดับ 1.50%
- ภาระหนี้สินบีบให้ต้องรัดเข็มขัด สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับลดลงท่ามกลางค่าครองชีพและภาระหนี้ที่ยังอยู่ในระดับสูง สถานการณ์นี้ส่งผลให้ผู้บริโภคต้องระมัดระวังการใช้จ่ายอย่างหนัก สะท้อนให้เห็นจากการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอตัวลงในหมวดบริการ โดยเฉพาะการจำกัดการใช้จ่ายด้านโรงแรมและร้านอาหาร
- ความเปราะบางในตลาดแรงงาน สะท้อนจากการจ้างงานโดยรวมของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 จะยังคงใกล้เคียงเดิม แต่ความจริงแล้วตลาดแรงงานยังมีความเปราะบางแฝงอยู่ สัญญาณอันตรายสะท้อนผ่านจำนวนผู้ขอรับสิทธิว่างงานตามมาตรา 38 ที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการแข่งขันสูงและความยากลำบากในการหางาน
- ภาคการท่องเที่ยวชะลอตัว สะท้อนจากกิจกรรมในภาคการท่องเที่ยวปรับลดลงสอดคล้องกับจำนวนนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติที่ลดลง โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติหดตัวลง 6.3% จากเดือนก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะใกล้ที่เผชิญข้อจำกัดด้านเที่ยวบิน รวมถึงต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมัน
- ปัจจัยรุมเร้าภายนอกและความกังวล สะท้อนจากประชาชนยังมีความกังวลต่อผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในช่วงปลายเดือน ตลอดจนความไม่แน่นอนจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายการค้าโลก และต้นทุนที่สูงขึ้นจากการแข่งขันของสินค้านำเข้า
ทำให้เห็นว่า แม้การส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชนจะได้รับแรงส่งจากการเติบโตของวัฏจักรเทคโนโลยีโลกอย่างแข็งแกร่ง แต่ถ้าประชาชนยังเผชิญกับค่าครองชีพยังคงอยู่ในระดับสูง ภาระหนี้สินยังคงกดดัน และตลาดแรงงานยังคงมีความเปราะบางจากตัวเลขผู้ขอรับสิทธิว่างงานที่เพิ่มขึ้น เม็ดเงินจากการเติบโตทางเศรษฐกิจจึงยังไม่หมุนเวียนลงมาถึงฐานรากมากพอที่จะทำให้ประชาชนคนธรรมดาสัมผัสได้ถึงความมั่งคั่งหรือการมีเงินเหลือใช้ในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง
เศรษฐกิจดีขึ้น ต้องดูต่อว่าประชาชนได้รับประโยชน์อย่างไร
เมื่อพิจารณาข้อมูลทั้งหมดร่วมกัน จะเห็นว่าเศรษฐกิจไทยในเดือนกันยายน 2569 มีทั้งสัญญาณบวกจากการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชน และแรงกดดันจากการบริโภคที่ชะลอลง ค่าครองชีพและภาระหนี้ที่ยังอยู่ในระดับสูง ตลอดจนความเปราะบางในตลาดแรงงาน
สิ่งสำคัญคือ ไม่ควรใช้ตัวเลขเพียงด้านเดียวมาตัดสินว่าเศรษฐกิจดีหรือไม่ดีทั้งหมด เพราะตัวเลขแต่ละชุดสะท้อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจคนละด้าน และไม่ได้บอกความเปลี่ยนแปลงของรายได้หรือฐานะทางการเงินของทุกครัวเรือนโดยตรง แต่ท้ายที่สุด เศรษฐกิจที่ดีขึ้นในภาพรวม กับประชาชนที่รู้สึกว่ามีเงินพอใช้และมีฐานะทางการเงินดีขึ้น เป็นคนละคำถามแต่ต้องใช้ข้อมูลประกอบกัน
และนี่คือประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามต่อไปว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจะสามารถขยายผลจากภาคธุรกิจและการลงทุน ไปสู่กำลังซื้อและความมั่นคงทางการเงินของครัวเรือนได้มากน้อยเพียงใด
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB