ส่องไฮไลต์ ‘WellEra’ พร้อมเปิดสเปก ‘Capella Residences Bangkok’ ราคาเริ่มต้น 6 แสนบาท/ตร.ม.
BDMS เผยโฉมไฮไลต์แรก ‘WellEra’ เมกะโปรเจกต์ 2.9 หมื่นล้าน ผสานโลกสุขภาพกับอสังหาฯ หรู เปิดสเปก ‘Capella Residences Bangkok’ ราคาเริ่มต้น 6 แสนบาท/ตร.ม.
ท่ามกลางการแข่งขันของตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรีที่ไม่ได้วัดกันเพียงทำเล วัสดุ หรือความหรูหราของพื้นที่พักอาศัยอีกต่อไป แต่เริ่มให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและการดูแลสุขภาพในระยะยาวมากขึ้น ชื่อของ ‘WellEra’ จึงเป็นอีกหนึ่งโครงการที่น่าจับตา เมื่อบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS ทุ่มงบลงทุนกว่า 29,000 ล้านบาท พัฒนา Wellness Complex ขนาด 13 ไร่ บนทำเลถนนหลังสวน-สารสิน ตรงข้ามสวนลุมพินี
หลังจากเปิดตัวโครงการไปก่อนหน้านี้ ล่าสุด BDMS ได้เผยรายละเอียดการพัฒนาและองค์ประกอบต่างๆ ของ WellEra ให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะ ‘Capella Residences Bangkok’ ที่พักอาศัยระดับซูเปอร์ลักชัวรีภายใต้แบรนด์ Capella แห่งแรกในประเทศไทย ซึ่งมีราคาห้อง Signature Room อยู่ที่ประมาณ 600,000 บาทต่อตารางเมตรขึ้นไป
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ WellEra แตกต่างจากโครงการอสังหาริมทรัพย์ทั่วไป ไม่ได้มีเพียงราคาหรือแบรนด์ที่พักอาศัยระดับโลก แต่คือแนวคิดที่นำองค์ความรู้ด้านการแพทย์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การออกแบบ และการบริการ มาผสานเข้าด้วยกัน ตั้งแต่สภาพแวดล้อมภายในบ้าน การตรวจประเมินสุขภาพ ไปจนถึงบริการดูแลร่างกายในชีวิตประจำวัน
พูดให้เห็นภาพง่ายๆ คือ BDMS ต้องการขยับบทบาทของบ้าน จากพื้นที่สำหรับพักอาศัย ให้กลายเป็นพื้นที่ที่ช่วยสนับสนุนการมีสุขภาพดีในระยะยาวด้วย
จากธุรกิจโรงพยาบาล สู่ระบบนิเวศแห่งการมีสุขภาพดี
นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่ม 8 (บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก, บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท, บีดีเอ็มเอส ซิลเวอร์) บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) อธิบายว่า การพัฒนา WellEra เป็นส่วนหนึ่งของการต่อยอดธุรกิจสุขภาพของ BDMS จากการให้บริการรักษาพยาบาล ไปสู่การดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและการส่งเสริมคุณภาพชีวิตในระยะยาว
เพราะโจทย์ของสุขภาพในวันนี้ไม่ได้อยู่แค่การรักษาเมื่อเจ็บป่วย แต่คือการทำอย่างไรให้คนเรามีสุขภาพแข็งแรงได้นานที่สุด แนวคิด Longevity หรือการมีอายุยืนจึงต้องมาพร้อมกับ Healthspan ซึ่งหมายถึงช่วงเวลาที่มนุษย์ยังมีสุขภาพดี สามารถใช้ชีวิตและทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างเต็มศักยภาพ ไม่ใช่เพียงมีอายุยืนขึ้น แต่ต้องไม่สูญเสียคุณภาพชีวิตไปกับปัญหาสุขภาพในช่วงบั้นปลาย
นพ.ตนุพลมองว่า การดูแลสุขภาพไม่ควรจำกัดอยู่เฉพาะในโรงพยาบาลหรือคลินิก เพราะคนเราใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ที่บ้านและสภาพแวดล้อมรอบตัว ดังนั้น หากสามารถนำความรู้ทางการแพทย์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตได้ตั้งแต่ต้น ก็จะช่วยให้การดูแลสุขภาพเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องรอให้เจ็บป่วยก่อนจึงค่อยเริ่มดูแลตัวเอง
นี่จึงเป็นที่มาของการวาง WellEra ให้เป็นระบบนิเวศด้านสุขภาพที่เชื่อมโยงการอยู่อาศัย การรักษาเชิงป้องกัน การพักผ่อน และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน ภายใต้แนวคิด ‘The DNA of World Well-Living’ โดยมีเป้าหมายให้ผู้คนสามารถเข้าถึงบริการและองค์ความรู้ด้านสุขภาพได้ในพื้นที่เดียวกัน
อีกประเด็นที่ นพ.ตนุพลให้ความสำคัญ คือการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Wellness Hub โดยกล่าวถึงการจัดตั้งบอร์ด Wellness แห่งชาติ ซึ่งมีการลงนามโดยนายกรัฐมนตรี เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ในระดับประเทศ
มุมมองดังกล่าวสะท้อนว่า Wellness ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของธุรกิจสุขภาพหรือบริการสำหรับผู้มีกำลังซื้อเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการกำหนดทิศทางของประเทศ ทั้งการเชื่อมโยงภาคการแพทย์ การท่องเที่ยว และบริการสุขภาพเข้าด้วยกัน โดย BDMS มองว่าการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนจะช่วยต่อยอดศักยภาพของไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพของคนจากทั่วโลกได้
ผนึก Capella นำมาตรฐานโรงแรมหรูมาสู่การอยู่อาศัย
อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของ WellEra คือความร่วมมือกับ Capella Hotel Group แบรนด์โรงแรมระดับลักชัวรีที่มีจุดเด่นด้านการบริการเฉพาะบุคคล โดยนายโรแลนด์ ฟาเซล ประธานกลุ่มบริษัท Capella Hotel Group มองว่า การอยู่อาศัยที่ดีไม่ควรให้ความสำคัญเพียงความสะดวกสบายหรือความสวยงามของสถานที่ แต่ควรเป็นพื้นที่ที่ช่วยให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และความสัมพันธ์ทางสังคม
ความร่วมมือกับ BDMS จึงเป็นการนำความเชี่ยวชาญด้านการบริการของ Capella มาผสานกับองค์ความรู้ด้านสุขภาพและการแพทย์เชิงป้องกัน เพื่อสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยที่แตกต่างจากการพักอาศัยในคอนโดมิเนียมทั่วไป โดยไม่ได้มีเพียงพนักงานคอยอำนวยความสะดวก แต่ยังให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจความต้องการของผู้อยู่อาศัยแต่ละคน
สำหรับ Capella Residences Bangkok จะเป็นที่พักอาศัยภายใต้แบรนด์ Capella แห่งแรกในประเทศไทย โดยมีบริการ Concierge ตลอด 24 ชั่วโมง และ Capella Culturists ซึ่งทำหน้าที่ดูแลประสบการณ์การใช้ชีวิตแบบเฉพาะบุคคล ตั้งแต่การให้ความช่วยเหลือและอำนวยความสะดวก ไปจนถึงการออกแบบประสบการณ์ให้สอดคล้องกับความสนใจของผู้อยู่อาศัย รวมถึงสิทธิประโยชน์จากเครือ Capella และ Patina ตามเงื่อนไขที่กำหนด
จุดนี้จึงเป็นการนำมาตรฐานการบริการแบบโรงแรมหรูเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวัน ทำให้การอยู่อาศัยไม่ได้จบเพียงการมีห้องพักที่ตกแต่งสวยงาม แต่ยังมีบริการที่ช่วยเติมเต็มประสบการณ์การใช้ชีวิตด้วย
เปิด 4 องค์ประกอบหลักของ WellEra มีอะไรบ้าง?
WellEra ถูกออกแบบให้เป็น Wellness Complex ที่ประกอบด้วย 4 ส่วนหลัก ซึ่งทำงานเชื่อมโยงกันระหว่างการอยู่อาศัย การดูแลสุขภาพ การพักผ่อน และการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ต้องการซื้อที่พักอาศัย ผู้ที่เข้ามารับบริการด้านสุขภาพ หรือผู้ที่ต้องการใช้พื้นที่พักผ่อนและไลฟ์สไตล์
1. Capella Residences Bangkok – ที่พักอาศัยระดับซูเปอร์ลักชัวรี
อาคารที่พักอาศัยสูง 45 ชั้น จำนวน 259 ยูนิต มีรูปแบบห้องตั้งแต่ 1-4 ห้องนอน ไปจนถึงเพนต์เฮาส์ขนาดประมาณ 715 ตารางเมตร โดยห้อง Signature Room มีราคาอยู่ที่ประมาณ 600,000 บาทต่อตารางเมตรขึ้นไป และส่งมอบห้องในรูปแบบ Fully Fitted
อีกหนึ่งรายละเอียดที่น่าสนใจคือการจัดสรรที่จอดรถจำนวน 581 คัน หรือคิดเป็นประมาณ 224% ของจำนวนยูนิต ซึ่งเป็นสัดส่วนที่รองรับการใช้ชีวิตของผู้อยู่อาศัยในระดับลักชัวรีได้มากขึ้น
นอกจากพื้นที่ภายในห้องพักแล้ว ผู้อยู่อาศัยยังสามารถเข้าถึงบริการของ Capella รวมถึงองค์ประกอบด้านสุขภาพที่อยู่ภายใน WellEra ทำให้ที่พักอาศัยส่วนนี้เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของการใช้ชีวิตในระบบนิเวศที่ BDMS ออกแบบไว้
2. BDMS Wellness Clinic – ศูนย์ดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน
ส่วนนี้เป็นหัวใจด้านการแพทย์ของโครงการ ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล ครอบคลุมตั้งแต่การตรวจประเมินสุขภาพ ห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ ไปจนถึงบริการเฉพาะด้าน เช่น Kids Lab, My Lab การดูแลผิวพรรณและเส้นผม ทันตกรรม รวมถึง Fitness และ Rehabilitation
ความน่าสนใจอยู่ที่การรวบรวมบริการหลายด้านไว้ในพื้นที่เดียว โดยผู้ใช้บริการสามารถเข้ามาตรวจประเมินสุขภาพ ทำความเข้าใจสภาพร่างกาย และวางแผนดูแลสุขภาพได้ตามความต้องการของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการดูแลสุขภาพทั่วไป การฟื้นฟูร่างกาย หรือการดูแลสุขภาพเฉพาะด้าน
3. Urban Wellness Retreat – พื้นที่พักผ่อนและฟื้นฟูสุขภาพ
อาคารสูง 20 ชั้น จำนวน 168 ห้องพัก ออกแบบให้รองรับทั้งการเข้าพักระยะสั้นและระยะยาว โดยชั้น 8-14 เป็นส่วนของการเข้าพักระยะสั้น ส่วนชั้น 16-20 รองรับการพักระยะยาว ขณะที่ชั้น 15 เป็นพื้นที่เลานจ์และส่วนกลาง
ภายในยังมีสระว่ายน้ำ ร้านอาหาร และพื้นที่พักผ่อน เพื่อรองรับการใช้ชีวิตของผู้เข้าพักที่ต้องการมากกว่าการเข้าพักในโรงแรมทั่วไป โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการใช้เวลาเพื่อพักผ่อนและฟื้นฟูร่างกาย
อีกจุดที่เชื่อมโยงกับส่วนที่พักอาศัยคือ ผู้อยู่อาศัยใน Capella Residences สามารถใช้พื้นที่ส่วนกลางของโรงแรมได้ตามเงื่อนไขโครงการ ทำให้ทั้งสองส่วนไม่ได้แยกจากกันอย่างสิ้นเชิง แต่สามารถเติมเต็มประสบการณ์การใช้ชีวิตร่วมกันได้
4. Lifestyle Retail & Wellness Garden – พื้นที่ไลฟ์สไตล์และธรรมชาติ
ส่วนนี้เป็นพื้นที่ค้าปลีกและไลฟ์สไตล์ที่รวบรวมร้านค้า ร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต และบริการต่างๆ เข้าด้วยกัน พร้อมพื้นที่สีเขียวสำหรับพักผ่อน เพื่อให้ผู้ที่อยู่อาศัยและผู้มาใช้บริการสามารถทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้ภายในพื้นที่โครงการ
ทำเลที่อยู่ตรงข้ามสวนลุมพินียังถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดการออกแบบ โดยมีแผนเชื่อมต่อกับสวนลุมพินีบริเวณประตู 7 ผ่านสะพานทางเดิน เพื่อให้ผู้คนสามารถเข้าถึงพื้นที่สีเขียวได้สะดวกขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีแผนจัดตั้ง Health Center ขนาด 250 ตารางเมตร เพื่อให้บริการแก่ชุมชนและผู้ใช้สวนลุมพินีด้วย เป็นอีกองค์ประกอบที่ทำให้ WellEra เชื่อมโยงกับพื้นที่โดยรอบ ไม่ได้จำกัดประโยชน์ไว้เฉพาะผู้พักอาศัยหรือผู้ใช้บริการภายในโครงการเท่านั้น
บ้านที่ออกแบบให้ดูแลสุขภาพ ตั้งแต่สิ่งที่มองไม่เห็น
นอกจากองค์ประกอบทั้ง 4 ส่วนแล้ว อีกหนึ่งจุดเด่นของ Capella Residences คือการออกแบบที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพตั้งแต่ระดับโครงสร้างอาคาร เพราะคุณภาพชีวิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับพื้นที่สวยงามหรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่มองเห็นได้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงอากาศที่หายใจ น้ำที่ใช้ แสงสว่าง เสียงรบกวน และอุณหภูมิที่ต้องสัมผัสอยู่ทุกวัน
โครงการร่วมกับ KPF (Kohn Pedersen Fox) บริษัทสถาปนิกจากนิวยอร์ก พัฒนาแนวคิดการออกแบบที่คำนึงถึงทั้งความสวยงาม ฟังก์ชันการใช้งาน และสุขภาวะของผู้อยู่อาศัย ภายใต้แนวคิด Smile Building พร้อมตั้งเป้าหมายมาตรฐานอาคารระดับสากล ได้แก่ WELL Platinum, LEED Gold และ Fitwel 3-Star
รายละเอียดที่น่าสนใจคือการลงทุนกับระบบภายในอาคาร 5 ด้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่อาจไม่ได้เห็นจากภายนอก แต่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตในทุกวัน ได้แก่
- Clean Air ระบบกรองอากาศและเติมอากาศใหม่ พร้อมระบบแรงดันบวก ช่วยลดโอกาสที่ฝุ่น PM2.5 จากภายนอกจะเข้าสู่พื้นที่พักอาศัย
- Purified Water ระบบกรองน้ำคุณภาพสูง ทั้งการกรองด้วยคาร์บอนและ UV รวมถึงการจัดการสิ่งปนเปื้อนอย่างไมโครพลาสติก เพื่อให้ความสำคัญกับคุณภาพน้ำที่ใช้ในชีวิตประจำวัน
- Circadian Lighting การออกแบบแสงสว่างให้สอดคล้องกับนาฬิกาชีวิตของมนุษย์ เพื่อสนับสนุนวงจรการพักผ่อนและการนอนหลับ เพราะแสงสว่างในแต่ละช่วงเวลามีส่วนเกี่ยวข้องกับจังหวะการทำงานของร่างกาย
- Sound Proofing ระบบป้องกันเสียงรบกวน ช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัว ลดเสียงจากภายนอก และสร้างบรรยากาศที่เหมาะกับการพักผ่อน
- Thermal Comfort การควบคุมอุณหภูมิและความชื้นให้เหมาะสมกับการอยู่อาศัย เพื่อให้สภาพแวดล้อมภายในอาคารมีความสบายมากขึ้น
นอกจากนี้ยังคำนึงถึง Universal Design เพื่อรองรับการใช้งานของคนหลากหลายวัย ตั้งแต่เด็ก ผู้ใหญ่ ไปจนถึงผู้สูงอายุ รวมถึงการออกแบบระบบความปลอดภัยให้รองรับความเสี่ยงจากเหตุการณ์ต่างๆ เช่น น้ำท่วมและแผ่นดินไหว
แนวคิดนี้ทำให้การออกแบบบ้านไม่ได้จบอยู่ที่การเลือกวัสดุหรือจัดวางพื้นที่ให้สวยงาม แต่ลงลึกไปถึงสภาพแวดล้อมภายในที่ผู้อยู่อาศัยต้องสัมผัสทุกวัน เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของสุขภาพที่หลายคนอาจมองข้ามไป
ดูแลสุขภาพตั้งแต่ตัวเรา ไปจนถึงคนในครอบครัว
เมื่อมีระบบอาคารที่สนับสนุนสุขภาพแล้ว อีกส่วนที่เข้ามาเติมเต็มคือบริการด้านการแพทย์เชิงป้องกัน โดย WellEra นำ BDMS Longevity Club (BLC) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การอยู่อาศัย ผ่าน Wellness Life Blueprint ซึ่งเป็นแนวทางประเมินสุขภาพแบบเฉพาะบุคคล เพื่อทำความเข้าใจร่างกายและนำข้อมูลไปวางแผนดูแลสุขภาพในระยะยาว
การประเมินครอบคลุมข้อมูลสุขภาพหลายมิติ ตั้งแต่พันธุกรรมและ Epigenetics อายุทางชีวภาพ ระดับสารอาหารและฮอร์โมน ไปจนถึงสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด โดยมีทีมแพทย์ นักกำหนดอาหาร และผู้เชี่ยวชาญด้านการออกกำลังกายร่วมวิเคราะห์และวางแผน
หัวใจของแนวทางนี้คือการเปลี่ยนจากการดูแลสุขภาพแบบทั่วไป ไปสู่การทำความเข้าใจความเสี่ยงและความต้องการของร่างกายแต่ละคน เพราะแม้จะมีอายุเท่ากัน แต่สภาพร่างกาย พฤติกรรมการใช้ชีวิต และความเสี่ยงด้านสุขภาพอาจแตกต่างกัน การมีข้อมูลเฉพาะบุคคลจึงช่วยให้วางแผนป้องกันและดูแลสุขภาพได้เหมาะสมมากขึ้น โดยผู้อยู่อาศัยจะได้รับสิทธิ์สมาชิก BLC ในปีแรกโดยไม่มีค่าใช้จ่ายตามเงื่อนไขที่กำหนด
ขณะเดียวกัน แนวคิดการดูแลสุขภาพไม่ได้มองแค่ตัวบุคคล แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงคนในครอบครัวด้วย เพราะครอบครัวเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ชีวิตร่วมกัน ทั้งพฤติกรรมการกิน การพักผ่อน การออกกำลังกาย และการดูแลกันเมื่อมีปัญหาสุขภาพ
Leasehold 30 ปี พร้อมเงื่อนไขต่อสัญญาอีก 30 ปี ตั้งเป้าเสร็จปี 2573
สำหรับผู้ที่สนใจ Capella Residences Bangkok อีกประเด็นที่ควรทำความเข้าใจคือรูปแบบการถือครอง โดยโครงการเป็นสิทธิการเช่า (Leasehold) ระยะเวลาเริ่มต้น 30 ปี และมีข้อกำหนดในการต่อสัญญาเช่าได้อีก 30 ปี ภายใต้เงื่อนไขของสัญญาและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จึงไม่ใช่การถือครองกรรมสิทธิ์แบบ Freehold
ปัจจุบันโครงการดำเนินงานกำแพงกันดินและเสาเข็มแล้วเสร็จ และอยู่ระหว่างงานโครงสร้าง โดยตั้งเป้าก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2573 พร้อมเตรียมขอรับรองมาตรฐานอาคาร WELL Platinum, LEED Gold และ Fitwel 3-Star
เมื่อมองภาพรวม WellEra จึงไม่ใช่เพียงการนำแบรนด์โรงแรมหรูมาพัฒนาเป็นที่พักอาศัย หรือการสร้างศูนย์สุขภาพขนาดใหญ่ใจกลางเมือง แต่เป็นความพยายามของ BDMS ในการนำองค์ความรู้ด้านการแพทย์มาผสานเข้ากับอสังหาริมทรัพย์และไลฟ์สไตล์ ตั้งแต่ระบบอากาศและน้ำภายในอาคาร การออกแบบพื้นที่พักอาศัย การตรวจประเมินสุขภาพ ไปจนถึงบริการดูแลเฉพาะบุคคล
โจทย์ของการอยู่อาศัยระดับลักชัวรีจึงกำลังขยับไปอีกขั้น จากการมีบ้านที่สะดวกสบายและสวยงาม ไปสู่การมีสภาพแวดล้อมที่ช่วยสนับสนุนให้คนอยู่อาศัยได้อย่างมีสุขภาพดี และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB