เงินบาทแนวโน้มอ่อนค่า จากทิศทางดอลลาร์แข็ง-เงินไหลออก
แนวโน้มค่าเงินบาทอ่อนค่า จากค่าเงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่า รับเฟดขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่ในประเทศเจอแรงเทขายสินทรัพย์เสี่ยงจากนักลงทุนต่างชาติ
นักลงทุนในตลาดการเงินฝั่งสหรัฐฯ ทยอยกลับมาเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น หลังถ้อยแถลงของประธานเฟดต่อสภาคองเกรสล่าสุด ไม่ได้แตกต่างจากที่ตลาดรับรู้มากนัก ขณะที่ภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ดูจะชะลอลง จากรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและการบริการที่ออกมาแย่กว่าคาด ก็ทำให้ผู้เล่นในตลาดบางส่วนเริ่มมองว่า เฟดอาจไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยรุนแรงไปมากนัก
ข้อมูลจาก CME FedWatch Tool ระบุว่า ตลาดมอง เฟดขึ้นดอกเบี้ยสูงสุดที่ระดับ 3.75% ลดลงจากที่เคยมองว่า เฟดอาจขึ้นได้ราว 4% หรือสูงกว่านั้น
การเคลื่อนไหวค่าเงินบาทในเช้าวันนี้ (24 มิ.ย.)
มุมมองดังกล่าว ทำให้ผู้เล่นบางส่วนกลับเข้ามาซื้อหุ้นกลุ่มเทคฯ ที่ปรับตัวลงแรงในช่วงที่ผ่านมา อาทิ Amazon +3.2%, Apple และ Microsoft +2.0% หนุนให้ ดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq พลิกกลับมา +1.62% ส่วนดัชนี S&P500 ก็ปิดตลาด +0.95%
ยอดจดทะเบียนรถอีวีสะสมในไทย 17,026 คัน เพิ่มขึ้น 118.79% จากปีก่อน
ส่วนในฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ยังคงปรับตัวลดลง -0.82% กดดันโดยความกังวลแนวโน้มเศรษฐกิจชะลอตัวลงหนัก หลังล่าสุดรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและการบริการในเดือนมิถุนายน ของยูโรโซนได้ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 52.0 จุด และ 52.8 จุด ตามลำดับ ซึ่งแย่กว่าที่ตลาดคาดไว้มาก ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงเดินหน้าขายหุ้นยุโรป นำโดยหุ้นกลุ่มธนาคาร Santander -2.7%, UBS -2.5%
ส่วนในฝั่งตลาดบอนด์ แม้ว่าตลาดหุ้นฝั่งสหรัฐฯ จะพลิกกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น ทว่า ผู้เล่นบางส่วนยังคงกังวลแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัว และเลือกที่จะเข้ามาถือพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวมากขึ้นทำให้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง สู่ระดับ 3.09%
นอกจากนี้ มุมมองของผู้เล่นในตลาดบางส่วนที่เริ่มปรับลดคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยสูงสุดของเฟดในรอบนี้(Terminal Rate) เหลือ 3.75% ก็มีส่วนที่ทำให้บอนด์ยีลด์ระยะยาวทยอยปรับตัวลดลง
พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย มองว่า บอนด์ยีลด์ระยะยาวยังคงมีโอกาสผันผวนต่อจนกว่า ตลาดจะมั่นใจว่าเฟดจะไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ยรุนแรง จนทำให้ จุดสูงสุดของดอกเบี้ยนโยบายเฟด หรือ Terminal Rate สูงกว่าที่ตลาดมองไว้ ซึ่งอาจเป็นจังหวะที่ตลาดรับรู้ข้อมูลเงินเฟ้อเดือนมิถุนายน รวมถึงผลการประชุมเฟดในเดือนกรกฎาคมก่อน
ในฝั่งตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์รีบาวด์ขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก โดยล่าสุดดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY Index) ได้ปรับตัวขึ้นใกล้ระดับ 104.4 จุด แม้ว่าเงินดอลลาร์จะถูกกดดันโดยภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดและการย่อตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ แต่ เงินดอลลาร์ยังพอได้แรงหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินฝั่งยุโรป หลังผู้เล่นในตลาดต่างผิดหวังกับรายงานข้อมูล PMI ล่าสุด ซึ่งทำให้ เงินยูโร (EUR) กลับมาอ่อนค่าลงสู่ระดับ 1.052 ดอลลาร์ต่อยูโร เช่นเดียวกันกับ เงินปอนด์อังกฤษ (GBP) ที่ย่อตัวลงแตะระดับ 1.226 ดอลลาร์ต่อปอนด์ ทั้งนี้ การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์และภาวะเปิดรับความเสี่ยงของผู้เล่นในตลาดบางส่วน ก็กดดันให้ราคาทองคำผันผวนหนักและปรับตัวลดลงใกล้ระดับ 1,825 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับวันนี้ ตลาดจะรอติดตามแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยุโรป ผ่านรายงานข้อมูลเศรษฐกิจของฝั่งอังกฤษและเยอรมนี หลังจากที่ล่าสุด ตลาดได้ผิดหวังกับรายงานดัชนี PMI ของยุโรปที่ออกมาแย่กว่าคาดในวันก่อนหน้า โดยในฝั่งอังกฤษ ตลาดคาดว่า อัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนพฤษภาคมที่ยังคงอยู่ในระดับสูงจะกดดันให้การใช้จ่ายของผู้คนอาจชะลอตัวลง ซึ่งจะสะท้อนผ่านยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนพฤษภาคมที่อาจหดตัว -0.7%m/m นอกจากนี้ ความกังวลแนวโน้มเศรษฐกิจชะลอตัว จะสะท้อนผ่านดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจเยอรมนี (IFO Business Climate) ที่จะลดลงสู่ระดับ 92.7 จุด ในเดือนมิถุนายน
สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาท ในระยะสั้นนี้ เงินบาทยังคงมีแนวโน้มผันผวนและมีโอกาสอ่อนค่าในช่วงระหว่างวันไปทดสอบโซนแนวต้านแถว 35.50-35.75 บาทต่อดอลลาร์ หลังจากที่เงินบาทล่าสุดอ่อนค่าแตะแนวต้านก่อนหน้าที่ 35.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยแรงกดดันฝั่งอ่อนค่ายังคงเป็นแนวโน้มเงินดอลลาร์ที่ยังคงแข็งแกร่งและมีแรงหนุนต่อเนื่อง และแรงเทขายสินทรัพย์เสี่ยงจากนักลงทุนต่างชาติก็ยังเป็นปัจจัยที่กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงในสัปดาห์นี้
ทั้งนี้ในระหว่างวัน ควรจับตาความผันผวนของเงินบาท ผ่านความผันผวนของเงินยูโร ในช่วงที่ตลาดทยอยรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจในฝั่งยุโรป ซึ่งหากแย่กว่าที่ตลาดคาดไว้มากก็อาจกดดันให้ตลาดเดินหน้าขายเงินยูโร กดดันให้เงินยูโรอ่อนค่าลงและยิ่งหนุนการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ในระยะสั้นได้
เรามองว่า แรงหนุนฝั่งแข็งค่าของเงินบาทก็อาจจะมาการโฟลว์ธุรกรรมขายทำกำไรทองคำได้เช่นกัน หากราคาทองคำสามารถรีบาวด์ขึ้นแตะโซนแนวต้านแถว 1,840-1,850 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ในช่วงที่ตลาดการเงินยังมีความผันผวนสูง เราคงแนะนำว่า ผู้ประกอบการควรใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย อาทิ ใช้ Option เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 35.40-35.60 บาท/ดอลลาร์
คาร์ม็อบ บุก ก.พลังงาน ขีดเส้นตาย 7 วัน น้ำมันต้องลงลิตรละ 2-3 บาท
โควิดวันนี้ (24 มิ.ย.65) ป่วยใหม่ยังทะลุ 2 พัน เสียชีวิต 16 ราย
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB