ค่าเงินบาท “ทรงตัว” เปิดที่ 36.70 บาทต่อดอลลาร์
เงินบาทมีแนวโน้มผันผวน “อ่อนค่า” และอาจทดสอบโซนแนวต้านใกล้ระดับ 36.80 บาทต่อดอลลาร์ หากเงินดอลลาร์ยังได้แรงหนุนจากภาวะปิดรับความเสี่ยง และแรงกดดันยูโรจากวิกฤติพลังงาน
มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 36.60-36.80 บาท/ดอลลาร์ โดยต้องระมัดระวังความผันผวนของเงินบาทที่อาจสูงขึ้นมากในช่วงระหว่างการรับรู้ผลการประชุมเฟดในวันพรุ่งนี้ เนื่องจากเป็นช่วงวันหยุดยาวของตลาดการเงินไทย ซึ่งปริมาณการซื้อ ขาย ในตลาดอาจเบาบางลงกว่าช่วงปกติ
แต่...หากเฟดไม่ได้ส่งสัญญาณพร้อมเร่งขึ้นดอกเบี้ยรุนแรงต่อเนื่อง เงินดอลลาร์ก็สามารถจะทยอยอ่อนค่าลงได้
ซึ่งก็จะช่วยให้เงินบาทเริ่มมีทิศทางกลับมาแข็งค่าขึ้นได้บ้าง แต่ยังคงต้องระวังความเสี่ยงในกรณีที่สินทรัพย์ฝั่ง EM Asia เผชิญแรงเทขาย ซึ่งอาจเกิดขึ้นหากทางการจีนตัดสินใจใช้มาตรการ Lockdown เพื่อควบคุมสถานการณ์การระบาดของ COVID-19
ในช่วงที่ตลาดการเงินยังมีความผันผวนสูง ดังจะเห็นได้จากความผันผวนของเงินบาทที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 10 ปี ที่ระดับ +2 S.D. (Standard Deviation) เราแนะนำว่า ผู้ประกอบการควรใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น Option เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
ผู้เล่นปิดรับความเสี่ยง กังวลเศรษฐกิจโลกอาจเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ในปีหน้า
ผู้เล่นในตลาดต่างอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง ท่ามกลางความกังวลแนวโน้มเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงหนักและเสี่ยงเข้าสู่สภาวะถดถอย (Recession) หลังจากที่ IMF ได้ปรับลดคาดการณ์อัตราการเติบโตเศรษฐกิจโลกในปีนี้และปีหน้าลง พร้อมเตือนว่าเศรษฐกิจโลกอาจเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ในปีหน้า จากผลกระทบของสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อ ปัญหาเงินเฟ้อสูง การขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลาง รวมถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน
ไฮไลท์สำคัญ
ตลาดจะให้ความสนใจ คือ ผลการประชุมเฟดที่จะทราบในช่วงเช้าตรู่ของวันพฤหัสฯ นี้ โดยคาดว่า แนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงมากขึ้น กอปรกับเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางที่ลดลงต่อเนื่อง จะทำให้เฟดตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพียง 0.75% สู่ระดับ 2.25-2.50%
จึงมองว่าหากเฟดไม่ได้ส่งสัญญาณพร้อมเร่งขึ้นดอกเบี้ยรุนแรงต่อเนื่อง ก็อาจบอกได้ว่า นโยบายการเงินเฟดได้มาถึงจุด Peak Hawkishness เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่กดดันให้เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลงได้
SCCC ไตรมาส 2 กำไรสุทธิ 1,355 ล้านบาท ลด 6.2% ต้นทุนพุ่ง
กฟผ.ได้เงินกู้ระยะสั้น 3 หมื่นล้านบาท ครม.ไฟเขียวเสริมสภาพคล่อง
ฝั่งสหรัฐฯ รายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Conference Board Consumer Confidence) เดือนกรกฎาคมที่ลดลงต่อเนื่องสู่ระดับ 95.7 จุด แย่กว่าคาด และการปรับลดคาดการณ์ผลกำไรของบริษัทค้าปลีกขนาดใหญ่อย่าง Walmart ได้ยิ่งทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างกังวลแนวโน้มการใช้จ่ายของผู้คน ซึ่งอาจกดดันให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวลงมากขึ้น ส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดต่างเดินหน้าเทขายสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มค้าปลีก เช่น Amazon -5.2%, Walmart -7.6% กดดันให้ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -1.15%
ฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ผันผวนต่อเนื่อง ท่ามกลางความกังวลวิกฤติพลังงาน หลังที่บริษัท Gazprom ของรัสเซียเปิดเผยว่าจะลดปริมาณการส่งแก๊สผ่านท่อ Nord Stream 1 เหลือเพียง 20% ของปริมาณการส่งในช่วงปกติ ทำให้บรรดารัฐบาลของยุโรปต่างเห็นชอบที่จะควบคุมการใช้พลังงาน ด้วยการลดการใช้แก๊สธรรมชาติลง 15% ทั้งนี้ แนวโน้มเศรษฐกิจยุโรปที่อาจชะลอตัวลงหนักจากวิกฤติพลังงานได้หนุนให้ผู้เล่นในตลาดต่างเข้ามาถือหุ้นในกลุ่ม Defensive มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม Healthcare (Novo Nordisk +2.8%, Roche +1.3%)
ตลาดบอนด์ แม้ว่าตลาดจะอยู่ในภาวะระมัดระวังตัว แต่ผู้เล่นบางส่วนก็ยังคงรอผลการประชุมเฟดอย่างระมัดระวัง เนื่องจากผู้เล่นบางส่วนคงมุมมองว่าเฟดมีโอกาสราว 25% ในการขึ้นดอกเบี้ย 1.00% ในการประชุมครั้งนี้ ทำให้โดยรวมบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงแกว่งตัว sideways ใกล้ระดับ 2.80% ซึ่งเราคาดว่าบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีแนวโน้มแกว่งตัว sideways จนกว่าตลาดจะรับรู้แนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด
ตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก โดยดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY Index) ได้ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 107.2 จุด หนุนโดยภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาด รวมถึงการอ่อนค่าลงของเงินยูโร (EUR) จากความกังวลวิกฤติพลังงาน ทั้งนี้ แม้ตลาดจะปิดรับความเสี่ยงต่อเนื่อง แต่การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ได้กดดันให้ราคาทองคำยังคงแกว่งตัวใกล้ระดับ 1,717 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง อนึ่งการปรับตัวลดลงของราคาทองคำอาจหนุนให้ผู้เล่นบางส่วนทยอยเข้ามาซื้อทองคำในจังหวะย่อตัว ซึ่งธุรกรรมดังกล่าวอาจเป็นปัจจัยกดดันเงินบาทในฝั่งอ่อนค่าได้
สำหรับวันนี้คาดว่าตลาดจะรอจับตารายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ซึ่งหากผลประกอบการออกมาดีกว่าคาดก็อาจช่วยหนุนให้ตลาดเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงและกดดันให้เงินดอลลาร์ย่อตัวลงหรือแกว่งตัว sideways ได้
ที่มาข้อมูล : พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย
โตโยต้า เตรียมเปิด Toyota Yaris ATIV ดึง "แบมแบม GOT7" เป็นพรีเซนเตอร์
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB