ผลกระทบแบงก์ไทย หากเลื่อนขึ้นดอกเบี้ยเพื่อช่วยลูกหนี้
ถ้าแบงก์ชาติขึ้นอัตราดอกเบี้ยแล้ว แต่แบงก์พาณิชย์ยังเลื่อนการปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ ช่วยลูกหนี้ อาจส่งผลต่อแนวโน้มส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระบบธนาคารไทย
ประธานธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.75% ทำให้อัตราดอกเบี้ยขยับขึ้นจากระดับใกล้ 0% ไปอยู่ที่ระดับ 2.25-2.50% และมีความเป็นไปได้สูงมากที่ธนาคารทั่วโลกจะขยับขึ้นตาม รวมถึงไทยซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยส่งสัญญาณมาแล้วระยะหนึ่ง
รวมถึงปัจจยัต่างๆ ในประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นแรงกดดันเงินเฟ้อในประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการอ่อนค่าของเงินบาท ทำให้ไทยคงเข้าใกล้จังหวะการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยนโยบายมากแล้ว
แต่อีกด้านหนึ่ง....สถานการณ์การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ยังไม่เต็มที่และไม่ทั่วถึง จากสถานการณ์โควิด-19 ลูกหนี้ที่เคยขอรับความช่วยเหลือทางการเงิน และยังอยู่ระหว่างการปรับตัวในช่วงของการเปลี่ยนผ่านนี้อีกจำนวนมากนั้น
สำหรับธนาคารพาณิชย์ อาจยังคงเผชิญแรงกดดันต่อการเลื่อนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ออกไป
ซึ่งการที่ธนาคารพาณิชย์เลื่อนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยโดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ออกไป จะส่งผลกระทบเบื้องต้นต่อส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (Net Interest Margin: NIM) คือ
ในกรณีเลื่อนออกไป 3-6 เดือน
ผลกระทบต่อส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยจะปรากฏชัดเจนในปี 2566 เนื่องจากต้องทยอยรับรู้ต้นทุนเงินฝากประจำที่ทยอยปรับเพิ่มขึ้นตามการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากในช่วงไตรมาส 3-4 ของปี 2565
หากเทียบกับกรณีที่กำหนดให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำและเงินกู้ปรับขึ้นตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายในภาวะปกติแล้ว จะพบว่า การเลื่อนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้มาตรฐานออกไป 3-6 เดือน จะส่งผลกระทบต่อส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยในปี 2565 ประมาณ 0.04-0.06% และกระทบปี 2566 ประมาณ 0.08-0.18% ตามลำดับ
และถ้าธนาคารพาณิชย์ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์ แม้จะไม่มากนักแต่ผลกระทบต่อส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้นมาที่ประมาณ 0.05-0.07% ในปี 2565 และ 0.15-0.25% ในปี 2566
สุดท้ายแล้ว แนวโน้มส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยในกรณีนี้ แทบจะไม่แตกต่างไปจากที่เห็นในปี 2564 ที่ 2.54% และต่ำกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤตโควิดที่ 2.78% อย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ ความกังวลเพิ่มเติมจะอยู่ที่คุณภาพสินทรัพย์ เนื่องจากการเลื่อนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในปี 2565 จะไปเพิ่มแรงกดดันการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2566
ซึ่งเป็นจังหวะที่อัตราเงินนำส่งจากสถาบันการเงินเข้ากองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) จะต้องถูกปรับขึ้นอีก 0.23% กลับสู่ระดับปกติที่ 0.46% ทำให้อาจเห็นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในประเทศดูเสมือนว่าจะปรับขึ้นแรงกว่าที่ควรจะเป็น และอาจกระทบต่อธุรกิจและครัวเรือนที่ยังไม่ได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวหรือเศรษฐกิจอย่างเต็มที่
ขณะเดียวกัน การยืนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ท่ามกลางภาวะที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินอื่นๆ ปรับขึ้นแล้ว อาจสร้างแรงจูงใจให้ลูกหนี้ทั้งที่มีความเสี่ยงปกติและความเสี่ยงสูงเข้ามากู้ธนาคารพาณิชย์เพิ่มเติม ซึ่งหากมีส่วนผสมจากลูกหนี้กลุ่มหลังมากขึ้น ก็อาจส่งผลต่อคุณภาพพอร์ตสินเชื่อในภาพรวมได้
นอกจากนี้ ในเดือนเมษายน 2566 จะเป็นจังหวะที่ธุรกิจที่เข้าโครงการสินเชื่อฟื้นฟูจะเริ่มทยอยถูกปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย จากเดิมที่จ่ายดอกเบี้ยไม่เกิน 2% ต่อปีในช่วง 2 ปีแรกของสัญญา (แม้จะไม่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้มาตรฐาน เพราะเป็นลูกค้าที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขของโครงการสินเชื่อฟื้นฟู) ขณะที่ มาตรการให้ความช่วยเหลือทางการเงินอย่างเช่น โครงการพักทรัพย์พักหนี้ก็จะสิ้นสุดกำหนดการรับเรื่องขอเข้าร่วมโครงการเช่นกัน
สรุปคือ ด้วยเงื่อนไขเศรษฐกิจที่การฟื้นตัวยังมีความเปราะบาง เช่นเดียวกับสถานะทางการเงินของลูกหนี้ ทำให้ธนาคารพาณิชย์ไทยอยู่ภายใต้แรงกดดันมากขึ้นในการช่วยเหลือลูกค้าผ่านการเลื่อนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ออกไปนั้น คงทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยได้รับผลกระทบอย่างยากจะหลีกเลี่ยง โดยเฉพาะในปี 2566
ขณะที่แรงกดดันต่อการขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่จะเพิ่มขึ้นในปีหน้า จากทั้งส่วนที่เลื่อนการขึ้นออกไป และผลกระทบจากการปรับเพิ่มอัตราเงินนำส่งกองทุนฟื้นฟูฯ อาจทำให้เห็นภาพการปรับขึ้นของต้นทุนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งทำให้ยังต้องติดตามผลกระทบต่อคุณภาพหนี้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันภาครัฐอาจต้องเตรียมมาตรการดูแลลูกหนี้กลุ่มเปราะบางเพิ่มเติมหากพบสัญญาณลบชัดเจนขึ้นด้วย
อย่างไรก็ตาม คาดว่าในช่วงที่เหลือของปี 2565 กนง.ยังเหลือการประชุมนโยบายการเงินอีก 3 ครั้ง คือ ในเดือนสิงหาคม กันยายน และพฤศจิกายน คาดว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยประมาณ 0.50-0.75% มาที่ 1.00-1.25% ภายในช่วงสิ้นปีนี้ ก่อนที่ยังมีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมอีกในช่วงต้นปี 2566
ข้อมูล : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
“การบินไทย” ไตรมาส 1 ขาดทุนลดลง 73% ที่ 3,243 ล้านบาท
ครม. เห็นชอบร่างพ.ร.บ.งบปี 66 ชงสภาฯตั้งกมธ. 64 คนพิจารณาร่าง
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB