คืนนี้รู้กัน! ตลาดทั่วโลกจับตา สหรัฐฯประกาศเงินเฟ้อ กดดัน “เฟด” ขึ้นดอกเบี้ยแรง
สหรัฐฯเตรียมประกาศตัวเลขเงินเฟ้อเดือนล่าสุดคืนนี้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยหลักของเฟด ในการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งต่อไป ขณะที่ไทยเศรษฐกิจยังคงฟื้นตัวต่อเนื่อง จากมาตรการรัฐกระตุ้นการบริโภค รวมถึงการเปิดประเทศ
ฝ่ายวิจัยบริษัทหลักทรัพย์ เอเซียพลัส หรือ ASPS เปิดเผยรายงานบทวิเคราะห์ ระบุว่า ตลาดหุ้นส่วนใหญ่วานนี้ ( 12 ก.ย.65) ปิดตัวในแดนบวก ทั้งสหรัฐอเมริกา +0.7% - 1.3% ขณะที่เช้านี้ (13 ก.ย.65) ตลาดหุ้นเอเชียอย่างเปิดบวกราว 0.5%-2% และเป็นการบวกติดต่อกันมากว่า 4 วันทำการ บนความคาดหวังว่าตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐเดือน ส.ค. 65 ที่จะประกาศวันนี้มีโอกาสชะลอตัวลง
โดยตลาดคาดการณ์ (Consensus) เงินเฟ้อสหรัฐฯ จะลดลงราว -0.1% จากเดือนก่อน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 8.1%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งจะรู้ผลตัวเลขจริงในวันนี้เวลา 19.30 น. ตามเวลาประเทศไทย
ทั้งนี้ตัวเลขคาดการณ์ดังกล่าว ถือเป็นอัตราเงินเฟ้อที่ชะลอลงเมื่อเทียบกับเดือน ก.ค. ที่ 8.5% จากปีก่อน เป็นผลจากราคาพลังงานที่ปรับตัวลงในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ความคาดหวังดังกล่าวช่วยลดแรงกดดันในการเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด (FED)
ตลาดคาดเฟดขึ้นดอกเบี้ยแรงครั้งหน้า แต่แผ่วปลายปี
ขณะที่ในมุมของ FED Watch Tool ของ CME Group เครื่องมือวิเคราะห์แนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ย จะพบว่ามีโอกาสที่ เฟด จะขึ้นดอกเบี้ย 0.75% ในการประชุมครั้งถัดไป สูงถึง 90% อย่างไรก็ตามดอกเบี้ยสิ้นปีนี้คาดอยู่ที่ 4% เท่านั้น ดังนั้นหมายความว่าการประชุมเดือน พ.ย.-ธ.ค. คาดการณ์ว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยรวมกันราว 0.75%
อย่างไรก็ตามหากพิจารณาอัตราเงินเฟ้อเดือน ส.ค.65 แต่ละประเทศจะเห็นว่า ยุโรปยังมีอัตราเงินเฟ้อในอัตราเร่งตัวต่อ อาทิ ยูโรโซน อิตาลี และเยอรมนี มาจากประเด็นการคว่ำบาตรรัสเซีย และราคาก๊าซธรรมชาติที่ปรับตัวสูงขึ้น หลังรัสเซียไม่ส่งก๊าซธรรมชาติมาให้ตามกำหนด ซึ่งเปิดความเสี่ยงว่าอาจทำให้อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯเดือน ส.ค.65 ไม่ลดลงอย่างที่คาดได้ ถือเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม ขณะที่ประเทศแถบเอเชียมีแนวโน้มที่ดีกว่า โดยอัตราเงินเฟ้อเดือน ส.ค.65 หลายประเทศปรับตัวลง จากเดือนก่อน อาทิ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน และจีน เพราะไม่ได้รับผลกระทบเชิงเศรษฐกิจมากเท่ากับสหรัฐฯ และยุโรป
ศก.ไทย แนวโน้มฟื้นต่อ มาตรการรัฐกระตุ้นบริโภค ร้านอาหาร-เครื่องดื่มได้อานิสงส์
ด้านประเทศไทย เศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัวจากมาตรการกระตุ้นภาครัฐ โดยการบริโภคภาคครัวเรือนในประเทศส่งสัญญาณการฟื้นตัวภายใต้แรงหนุนของ มาตรการช่วยเหลือประชาชน ซึ่งจะมีการเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อบรรเทาค่าครองชีพของประชาชน เช่น การช่วยเหลือค่าไฟฟ้าในกลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อย ในช่วงเดือน ก.ย.-ธ.ค. 65 การต่ออายุลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล รวมถึงการปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ ในอัตราค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 337 บาท หรือเป็นการปรับเพิ่มขึ้น 5.02% โดยจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 เป็นต้นไป
นอกจากนี้หากไปดูข้อมูลในอดีต ในช่วง 12 – 13 ปีที่ผ่านมา พบว่า กระทรวงแรงงานมีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำมาแล้ว 6 ครั้ง หากไม่นับปี 2011 มีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล อยู่ในช่วง 3 –15 บาท/วัน หรือมีการปรับขึ้น 1% - 5% เป็นต้น แสดงว่า การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในปี 2022 นี้ถือว่าอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับในอดีต
ในมุมมองของฝ่ายวิจัย ASPS ถือเป็นแรงหนุนการบริโภคในประเทศให้มีแนวโน้มฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง หลังจากที่ไทยเริ่มการกลับมาเปิดประเทศ และการผ่อนคลายมาตรการโควิด-19 ทำให้ภาคการท่องเที่ยวเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง บวกกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐฯ อาทิ โครงการคนละครึ่งเฟสที่ 5 จากการที่ภาครัฐออกมาตการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น ถือเป็นผลดีต่อกลุ่มค้าปลีก HMPRO, CPALL, CRC เช่าซื้อ TIDLOR AEONTS และที่สำคัญธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (F&D) อาทิ M, CBG เป็นต้น
ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันนี้ "แข็งค่า" นักลงทุนคาดเฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยไม่มาก
“เอเชียซอฟท์” จับมือ “บิทคับ” ตั้งบริษัทร่วมทุน 20 ล้าน พัฒนา Hybrid GameFi
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB