ค่าเงินบาทเปิด "แข็งค่า" เล็กน้อย แนวโน้มอ่อนจากเฟดเร่งขึ้นดอกเบี้ย
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 37.93 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่า” จากระดับปิดวันก่อนหน้า มองกรอบเงินบาทวันนี้ อยู่ที่ระดับ 37.85-38.15 บาท/ดอลลาร์
ตลาดเงิน และค่าเงินบาทยังกังวลแนวโน้มการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของเฟด หลังรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด โดยยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) ที่ลดลงสู่ระดับเพียง 1.93 แสนราย
นอกจากนี้ ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดก็ยังคงสนับสนุนการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ต่างทยอยลดการถือสินทรัพย์เสี่ยง
การเคลื่อนไหวค่าเงินบาทในเช้าวันศุกร์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่าการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของเฟดอาจกดดันให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวหนักหรือถดถอย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผลกำไรของบรรดาบริษัทจดทะเบียนอย่างชัดเจน
โดยแรงขายหุ้นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงกระจุกตัวอยู่ในหุ้นกลุ่มเทคฯ และหุ้นสไตล์ Growth อาทิ Tesla -6.8%, Meta -3.7% นอกจากนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังถูกกดดันจากแรงขายหุ้น Apple -4.9% และหุ้นเทคฯ อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ หุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิพฯ หลังบริษัท Apple ได้ยกเลิกแผนการเพิ่มกำลังการผลิต iPhone 14 จากกระแสตอบรับที่แย่กว่าคาด ทำให้ดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ดิ่งลงแรงกว่า -2.84% เช่นเดียวกันกับดัชนี S&P500 ที่ดิ่งลง -2.11%
ทางด้านตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป กลับมาปรับตัวลงแรงกว่า -1.67% หลังรายงานข้อมูลเศรษฐกิจยุโรป อาทิ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจต่างออกมาแย่กว่าคาด รวมถึงบรรดาบริษัทค้าปลีกก็มีการประกาศผลประกอบการที่แย่กว่าคาดและปรับลดคาดการณ์รายได้รวมถึงกำไรลดลง ซึ่งภาพดังกล่าวยิ่งตอกย้ำความกังวลแนวโน้มเศรษฐกิจชะลอตัวลงหนัก จากการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางและความเสี่ยงวิกฤตพลังงานในยุโรป
ส่วนตลาดบอนด์ ความกังวลแนวโน้มเศรษฐกิจชะลอตัวหนักหรือเข้าสู่ภาวะถดถอยจากการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลาง รวมถึงผลของการเข้าไปรักษาเสถียรภาพในตลาดบอนด์ของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ได้หนุนให้ผู้เล่นในตลาดกลับเข้ามาซื้อบอนด์ระยะยาวในจังหวะย่อตัว หรือในจังหวะที่บอนด์ยีลด์ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวลดลงหลังจากแตะระดับ 3.86% สู่ระดับ 3.78%
ด้านตลาดเงิน เงินดอลลาร์กลับอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก โดยดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY Index) พลิกกลับมาปรับตัวลดลงต่อเนื่องสู่ระดับ 111.8 จุด หรือ 1.3% ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการปรับตัวลดลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และแรงกดดันจากการแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินปอนด์อังกฤษ (GBP) +2.7% สู่ระดับ 1.116 ดอลลาร์ต่อปอนด์ รวมถึงการแข็งค่าของเงินยูโร (EUR) ราว +1.3% สู่ระดับ 0.98 ดอลลาร์ต่อยูโร
การปรับตัวลงของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้หนุนให้ราคาทองคำ สามารถปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง 1.0% สู่ระดับ 1,672 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับวันนี้ ตลาดรอรายงานเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ โดยตลาดคาดว่า เงินเฟ้อทั่วไป PCE ในเดือนสิงหาคม อาจชะลอลงสู่ระดับ 6.0% จาก 6.3% ในเดือนก่อนหน้า ตามการปรับลดลงของราคาสินค้าพลังงาน แต่เงินเฟ้อพื้นฐาน Core PCE ซึ่งไม่รวมราคาอาหารสดและพลังงาน อาจเร่งขึ้นสู่ระดับ 4.7% ทำให้เฟดยังคงจำเป็นต้องเดินหน้าเร่งขึ้นดอกเบี้ย เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อ ซึ่งอาจจะสอดคล้องกับถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดในวันนี้เช่นกัน
สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาท มีโอกาสอ่อนค่า ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน อย่างไรก็ดี การอ่อนค่าของเงินบาทอาจถูกชะลอลงได้บ้าง หากราคาทองคำยังสามารถปรับตัวขึ้นต่อเนื่องได้ นอกจากนี้ การปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วของเงินหยวนจีน (CNY) หลังทางการจีนส่งสัญญาณพร้อมเข้าดูแลไม่ให้เงินหยวนผันผวนและอ่อนค่ารุนแรงต่อเนื่อง ก็อาจเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทในระยะนี้ ซึ่งต้องรอลุ้นให้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจจีนไม่ได้แย่ไปกว่าคาดมากด้วย ทำให้เราคงมองแนวต้านของเงินบาทอาจอยู่ในโซน 38.20-38.30 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงนี้
อนึ่ง หลังจากที่เงินบาทได้อ่อนค่าทะลุระดับ 38 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้ผู้นำเข้าส่วนใหญ่ต่างรอจังหวะการย่อตัวของเงินบาทในการเข้าซื้อเงินดอลลาร์ ซึ่งจะทำให้แนวรับของเงินบาทอาจอยู่ในโซน 37.80-37.90 บาทต่อดอลลาร์
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB