ค่าเงินบาท "อ่อน" ต่อเนื่อง จากปัจจัยเดิม "เฟดขึ้นดอกเบี้ย"
ค่าเงินบาทและตลาดเงินทั่วโลกยังเผชิญกับแรงกดดันจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟด เพื่อสกัดเงินเฟ้อ แม้จะมีสัญญาณว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะเข้าสู่ภาวะถดถอย
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 38.28 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่า” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ที่ระดับ 38.10 บาทต่อดอลลาร์ (ระดับปิด ณ วันที่ 12 ตุลาคม) มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 37.80-38.50 บาท/ดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 38.20-38.40 บาท/ดอลลาร์ โดยค่าเงินบาทยังได้รับแรงกดดันจากปัจจัยเดิม ๆ คือ ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)เร่งขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ
ค่าเงินบาทในรอบหนึ่งเดือน อ่อนค่าต่อเนื่องจากนโยบายเฟด
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่าสัปดาห์ที่ผ่านมา ความกลัวการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของเฟด รวมถึงแนวโน้มเศรษฐกิจโลกชะลอตัวหนักและเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอย คือ ปัจจัยที่ยังคงกดดันให้ตลาดการเงินอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off)
ในสัปดาห์นี้ มองว่า ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา ผลการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์จีน รวมถึง รายงานผลประกอบการบรรดาบริษัทจดทะเบียน และ ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด โดยในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าสนใจมีดังนี้
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
ฝั่งสหรัฐฯ – รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้อาจสะท้อนแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจมากขึ้น ท่ามกลางผลกระทบของภาวะเงินเฟ้อสูง การเร่งขึ้นดอกเบี้ยของเฟดและการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก โดยดัชนีภาคการผลิตที่สำรวจโดยเฟดนิวยอร์ก (Empire Manufacturing Index) เดือนตุลาคมอาจปรับตัวลดลงสู่ระดับ -4.3 จุด (ดัชนีน้อยกว่า 0 หมายถึง ภาวะภาคการผลิตที่แย่ลง) กดดันโดยทั้งยอดการสั่งซื้อและการจ้างงานในภาคการผลิตที่ลดลงต่อเนื่องตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯและเศรษฐกิจโลก
ภาพดังกล่าวจะสอดคล้องกับรายงานสภาวะเศรษฐกิจโดยเฟดสาขาต่างๆ หรือ Fed Beige Book ที่อาจชี้ว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจเริ่มชะลอลงหรือทรงตัว ซึ่งจะสะท้อนโมเมนตัมเศรษฐกิจที่แย่ลงชัดเจนนับตั้งแต่ที่เศรษฐกิจฟื้นตัวจากวิกฤต COVID-19
อย่างไรก็ดี ตลาดมองว่า ภาพการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจจะยังไม่สามารถเปลี่ยนใจบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดในการประชุมที่เหลือของปีนี้ได้ หลังจากข้อมูลเงินเฟ้อและเงินเฟ้อคาดการณ์ล่าสุดนั้นออกมาสูงกว่าคาด ทำให้ตลาดมองว่าเฟดอาจเร่งขึ้นดอกเบี้ย 0.75% ในการประชุมอีกสองครั้งที่เหลือในปีนี้
นอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจและถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน อาทิ Bank of America, Goldman Sachs, Netflix และ Tesla จะอยู่ในความสนใจของตลาด โดยหากรายงานผลประกอบการส่วนใหญ่ออกมาแย่กว่าคาดและมีการปรับลดคาดการณ์แนวโน้มผลกำไร ก็อาจกดดันให้ตลาดการเงินยังคงอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) ต่อได้ไม่ยาก
คาดการณ์เงินเฟ้อระยะสั้นและระยะปานกลาง โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกนปรับตัวสูงขึ้นในเดือนตุลาคม ยิ่งส่งผลให้ตลาดกังวลแนวโน้มการเร่งขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องของเฟด (ตลาดมองว่ามีโอกาสที่เฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยแตะระดับ 5.00% เป็นอย่างน้อย ในต้นปีหน้า)
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เราประเมินว่า เงินบาทอาจผันผวนอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้าน 38.50 บาทต่อดอลลาร์ ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินที่ยังหนุนเงินดอลลาร์อยู่ อนึ่ง ควรจับตาทิศทางราคาทองคำ (Correlation กับเงินบาทสูงถึง 80%) โดยหากราคาทองคำย่อตัวลง โฟลว์ธุรกรรมซื้อทองคำในจังหวะย่อตัวอาจกดดันเงินบาทให้อ่อนค่าได้
ส่วนฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติอาจยังมีทิศทางไหลออกสุทธิ โดยเฉพาะในฝั่งตลาดบอนด์ หากบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่องทะลุระดับ 4.00% ชัดเจน
ในส่วนเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า ตลาดการเงินมีโอกาสที่จะอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยงต่อในช่วงนี้ ท่ามกลางความกังวลการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ผลประกอบการที่แย่ลงและอาจรวมถึงความผิดหวังผลการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์จีน หากสุดท้ายไม่มีการผ่อนคลายนโยบาย Zero COVID หรือมีการประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ เงินดอลลาร์ยังมีโมเมนตัมฝั่งแข็งค่า
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB