ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ "อ่อน" ตามภูมิภาค ผวาเฟดขึ้นดอกเบี้ยแรง
ค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ยังเผชิญกับแรงดันจากการประชุมเฟดในเดือนหน้า ตลาดกลับมาวิตกว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ย "แรง"เพื่อสกัดเงินเฟ้อ
ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 36.2650 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าเล็กน้อย จากราคาปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ที่ระดับ 36.23 บาท/ดอลลาร์ โดยมองกรอบค่าเงินบาทวันนี้ เคลื่อนไหวช่วง 35.95 - 36.50 บาท/ดอลลาร์ ขณะที่กรอบเงินบาทสัปดาห์นี้มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 35.75-36.50 บาท/ดอลลาร์
เงินบาทยังคงอ่อนค่าต่อเนื่องตามค่าเงินในภูมิภาค นักลงทุนต่างชาติยังคงขายสุทธิในตลาดพันธบัตรเมื่อวาน 829.85 ล้านบาท ขณะที่มียอดซื้อสุทธิในตลาดหุ้น 1,524 ล้านบาท
การเคลื่อนไหวค่าเงินบาทอ่อนค่าตั้งแต่วันจันทร์ ทะลุ 36 บาท/ดอลลาร์
ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีเอ็มบีธนชาต (ttb) มองว่าว่าค่าเงินดอลลลาร์แนวโน้มแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องเมื่อเทียบกับสกุลหลัก และกลับมาเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยอีกครั้ง จากความกังวลสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดในจีน กับมาตรการ zero covid หลังพบมีผู้เสียชีวิต 2 รายในกรุงปักกิ่ง
ทั้งนี้นักลงทุนยังจับตารายงานการประชุมของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) ที่ผ่านมา ซึ่งจะมีการเปิดเผยในวันที่ 23 พ.ย. เพื่อบ่งชี้ทิศทางนโยบายอัตราดอกเบี้ยของเฟดต่อไป
แนะนำ ผู้นำเข้า แนะนำควรซื้อเงินตราต่างประเทศเพื่อปิดความเสี่ยง และผู้ส่งออก แนะนำขายเงินตราต่างประเทศที่เหนือระดับ 36.50 บาท/ดอลลาร์
กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) มีมุมมองต่อทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ว่า เงินบาทสัปดาห์นี้มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 35.75-36.50 บาท/ดอลลาร์ เทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทปิดแข็งค่าที่ 35.76 บาท/ดอลลาร์ หลังซื้อขายในช่วง 35.53-36.01 โดยเงินบาทแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 3 เดือน เงินดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินสำคัญส่วนใหญ่ยกเว้นเงินปอนด์ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่รองประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด)กล่าวว่าเฟดอาจจะชะลอการขึ้นดอกเบี้ยในไม่ช้า
อย่างไรก็ดี ประธานเฟดสาขาเซนต์หลุยส์ระบุว่าจำเป็นจะต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไปโดยการคาดการณ์แบบเข้มงวดบ่งชี้ว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับสูงกว่า 7% ในอนาคต และการที่อัตราเงินเฟ้อเดือนล่าสุดต่ำเกินคาดถือเป็นเพียงหลักฐานเพียงชั่วคราวเท่านั้นที่แสดงว่าแรงกดดันเงินเฟ้อมีแนวโน้มลดลง
นอกจากนี้ ยอดค้าปลีกเดือนต.ค.ของสหรัฐฯยังออกมาสดใสเกินคาด ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นและพันธบัตรไทยสุทธิ 6,735 ล้านบาท และ 24,665 ล้านบาท ตามลำดับ
สำหรับสถานการณ์ในสัปดาห์นี้ มองว่า ตลาดจะให้ความสนใจกับรายงานประชุมเฟดเมื่อวันที่ 1-2 พ.ย. ก่อนเข้าสู่ช่วงเทศกาลขอบคุณพระเจ้าซึ่งปริมาณธุรกรรมอาจซึมลง ทางด้านอังกฤษประกาศแผนงบประมาณขนาด 5.5 หมื่นล้านปอนด์ต่อปีเพื่อแก้ไขสถานะทางการเงินของรัฐบาลอังกฤษ โดยแผนดังกล่าวรวมถึงการปรับขึ้นภาษีและการปรับลดงบรายจ่ายของรัฐบาลในอนาคต
แผนรัดเข็มขัดทางการคลังที่ล่าช้าออกไปหลังการเลือกตั้งสร้างความไม่แน่นอนในทางปฎิบัติขณะที่อังกฤษเป็นเพียงประเทศเดียวในกลุ่มเศรษฐกิจอุตสาหกรรมชั้นนำที่ยังคงมีขนาดเศรษฐกิจต่ำกว่าในช่วงก่อนเกิดวิกฤติโรคระบาด ส่วนอัตราเงินเฟ้อพุ่งขึ้นแตะจุดสูงสุดรอบ 41 ปีที่ 11.1% ในเดือนต.ค. ทั้งหมดนี้จะเป็นประเด็นกดดันค่าเงินปอนด์ในระยะข้างหน้า
สำหรับปัจจัยในประเทศ จีดีพีไตรมาส 3/2565 เติบโต 4.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามความคาดหมายของตลาด ขณะที่สภาพัฒน์คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 3.2% และ 3-4% ในปี 2565 และ 2566 ตามลำดับ
ทางด้านธปท.ให้ความเห็นว่าจะไม่ดำเนินนโยบายการเงินที่สร้างความประหลาดใจให้กับตลาด สนับสนุนมุมมองของเราที่ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) จะขึ้นดอกเบี้ย 25bp สู่ 1.25% ในการประชุมวันที่ 30 พ.ย. นี้ โดยธปท.ประเมินว่าเงินบาทในขณะนี้ยังอยู่ในระดับที่รับได้และยังไม่กระทบภาพรวมเศรษฐกิจ ขณะที่เราคาดว่ากระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายจะยังคงผันผวนต่อเนื่อง
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB