ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ "แข็งค่า" คาดได้แรงหนุนจากเงินไหลเข้า
ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 34.85 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นจากปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ 34.95 บาท/ดอลลาร์ มองกรอบวันนี้ในช่วง 34.75 - 35.00 บาท/ดอลลาร์
ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีเอ็มบีธนชาต (ttb) ระบุว่า ปัจจัยที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ได้แก่ การประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) และธนาคารกลางจีน (PBOC) ในวันที่ 20 ธ.ค.65 และทิศทางเงินทุนต่างชาติ ค่าเงินหยวนและสกุลเงินเอเชีย และการประกาศตัวเลขการส่งออกของไทย รวมทั้งตัวเลข GDP ของสหรัฐฯ ไตรมาส 3/65 (final)
ในส่วนของ Fundflow เมื่อวันศุกร์ที่ 16 ธ.ค.65 ที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติขายสุทธิพันธบัตรไทย 1,053 ล้านบาท แต่เข้าซื้อสุทธิหุ้นไทย 2,310.88 ล้านบาท
การเคลื่อนไหวค่าเงินบาทในรอบ 5 วัน
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่งสัญญาณเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปถึงปีหน้า
ทั้งนี้ ธนาคารกลางหลายประเทศต่างประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมรอบสุดท้ายของปีนี้ นำโดยธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ที่ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปเมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 65 ตามด้วยธนาคารกลางยุโรป (ECB) ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และ ธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ (SNB) ต่างก็ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในวันที่ 15 ธ.ค. 65 เช่นกัน พร้อมทั้งธนาคารกลางรายใหญ่ๆ ยังส่งสัญญาณเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไปเพื่อควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับเป้าหมาย
แนะนำ ผู้นำเข้าควรซื้อเงินตราต่างประเทศเพื่อปิดความเสี่ยง ส่วนผู้ส่งออก แนะนำขายเงินตราต่างประเทศที่เหนือระดับ 35.50 บาท/ดอลลาร์
ด้านนายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดการเงินยังคงอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง ท่ามกลางความกังวลแนวโน้มการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย หากบรรดาธนาคารกลางหลักเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่อง
ในสัปดาห์นี้ จับตารายงานดัชนี PCE สหรัฐฯ ซึ่งเป็นข้อมูลสะท้อนเงินเฟ้อที่เฟดติดตามอย่างใกล้ชิด และรอติดตามผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ)
แนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวลงต่อเนื่อง รวมถึงราคาสินค้าพลังงานที่ปรับตัวลดลงในช่วงที่ผ่านมา อาจส่งผลให้ในเดือนพฤศจิกายน ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลทั่วไป (PCE) ซึ่งเป็นอัตราเงินเฟ้อที่เฟดจับตาอย่างใกล้ชิด อาจเพิ่มขึ้น +5.5% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ส่วนดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่รวมผลของราคาอาหารและพลังงาน ก็อาจเพิ่มขึ้นเพียง +4.6%y/y นับว่าเป็นการชะลอลงอย่างต่อเนื่องของดัชนีชี้วัดภาวะเงินเฟ้อที่เฟดจับตามองใกล้ชิด
หากดัชนี PCE และ Core PCE ชะลอลงตามคาดและยังคงชะลอลงในอัตราดังกล่าวต่อเนื่อง ก็จะสะท้อนว่าเฟดคาดการณ์ล่าสุดอาจมองแนวโน้มเงินเฟ้อสูงเกินไปบ้าง ซึ่งในกรณีที่ ดัชนี PCE และ Core PCE ชะลอลงตามคาด หรือ ชะลอลงมากกว่าคาด ก็อาจหนุนให้ผู้เล่นในตลาดคลายกังวลแนวโน้มเฟดเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยไปไกลเกินกว่าระดับ 5.00% ซึ่งอาจช่วยให้บรรยากาศในตลาดการเงินพลิกกลับมาเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้นได้
ตลาดคาดว่า ผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกจะทำให้ยอดการส่งออก (Exports) ในเดือนพฤศจิกายน อาจหดตัวต่อเนื่อง -5%y/y ในขณะที่ยอดการนำเข้า (Imports) อาจยังขยายตัวราว +0.6%y/y ทำให้ดุลการค้า (Trade Balance) อาจขาดดุลราว -100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท ประเมินว่า เงินบาทอาจแกว่งตัว Sideways และผันผวนอ่อนค่าลงบ้างตามการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ หรือแรงขายทำกำไรสินทรัพย์เสี่ยงในระยะสั้น แต่เรามองว่า เงินบาทจะไม่อ่อนค่าทะลุโซนแนวต้าน
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB