ค่าเงินบาทวันนี้ เปิดตลาดอ่อนค่า "ต่อเนื่อง" ตามเงินหยวน
ค่าเงินบาทเช้านี้ เปิดตลาด 35.46 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าจากเมื่อวานที่ 35.40 บาท/ดอลลาร์ คาดวันนี้มีแนวรับ/แนวต้านระยะสั้นที่ 35.30/35.60 บาทต่อดอลลาร์
ค่าเงินบาท อ่อนค่าอย่างรวดเร็ว โดยยังเคลื่อนไหวในทิศทางอ่อนค่าต่อจากสัปดาห์ก่อน เนื่องจากตลาดกังวลสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศจีน โดยเมื่อวานนี้ดัชนีและข้อมูลเศรษฐกิจของจีนหลายตัวออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาด ส่งผลให้เงินหยวนมีทิศทางอ่อนค่า โดย PBOC เผยยอดปล่อยกู้แบงก์เดือนก.ค.ต่ำสุดในรอบ 14 ปี ,ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมในเดือนก.ค.ชะลอตัวลงเหลือ 3.7%อจากระดับ 4.4% ในเดือนก่อนหน้าและยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้นเพียง2.5 % จาก 3.1% ในเดือนก่อนหน้า
ค่าเงินบาทอ่อนค่าตามเงินหยวน กังวลเศรษฐกิจจีน
ทำให้ล่าสุดธนาคารกลางจีน ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 0.50% เพื่อหวังจะกระตุ้นเศรษฐกิจและเลี่ยงภาวะเงินฝืด ซึ่งเป็นการลดดอกเบี้ยนอกเหนือจากที่ตลาดคาดไว้ บ่งชี้ความกังวลของทางการจีนเกี่ยวกับสถานะของเศรษฐกิจมหภาคกำลังเพิ่มสูงขึ้น
คาดว่าค่าเงินบาทยังคงถูกกดดันในทิศทางอ่อนค่า โดยได้แรงสนับสนุนจากข้อมูลยอดค้าปลีกที่แข็งแกร่งเกินคาดในสหรัฐฯ เดือนก.ค.ที่เพิ่มขึ้น 3.17% YOY (คาดการณ์ 1.5% ) และเพิ่มขึ้น 0.7% MOM (คาดการณ์ 0.4%) บวกกับสัญญาณขายสุทธิพันธบัตรและหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองของไทยที่ยังมีความไม่แน่นอน โดย fund flow เมื่อวานนักลงทุนต่างชาติขายพันธบัตรสุทธิ 3,409 ล้านบาท และขายหุ้นไทยสุทธิ 3,816 ล้านบาท
ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีเอ็มบีธนชาต (ttb) แนะนำผู้นำเข้าควรซื้อเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า เพื่อปิดความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
ด้านกลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) มีมุมมองต่อทิศทางค่าเงินบาท ในสัปดาห์นี้ว่า เงินบาทสัปดาห์นี้มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 34.90-35.50 บาท/ดอลลาร์ เทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทปิดอ่อนค่าที่ 35.06 บาท/ดอลลาร์ หลังซื้อขายในช่วง 34.62-35.19 บาท/ดอลลาร์ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 1 เดือน
เงินดอลลาร์เดินหน้าแข็งค่าเทียบกับทุกสกุลเงินสำคัญในสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตร(บอนด์ยิลด์)สหรัฐฯปรับตัวสูงขึ้นถึงแม้ข้อมูลบ่งชี้ว่าเงินเฟ้อชะลอตัวลง โดยดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปเดือนก.ค.ของสหรัฐฯเพิ่มขึ้น 3.2% เทียบกับที่เพิ่มขึ้น 3.0% ในเดือนมิ.ย. ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 4.7% ซึ่งเป็นอัตราต่ำสุดในรอบเกือบ 2 ปี
ท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้จากเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด) ดัชนีราคาผู้ผลิตรวมถึงผลประมูลพันธบัตรท้ายสัปดาห์ดึงบอนด์ยิลด์ขึ้นโดยเฉพาะตราสารระยะยาว ขณะที่สัญญาล่วงหน้าสะท้อนว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยนโยบายในกรอบ 5.25-5.50% ทั้งนี้ จะมีข้อมูล CPI อีกหนึ่งชุดก่อนการประชุมวันที่ 19-20 ก.ย. ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยสุทธิ 116 ล้านบาท และขายพันธบัตร 17,835 ล้านบาท โดยมีตราสารหนี้ครบอายุ 7,161 ล้านบาท
สำหรับภาพรวมในสัปดาห์นี้ กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ กรุงศรี ระบุว่า ตลาดจะให้ความสนใจกับตัวเลขยอดค้าปลีกเดือนก.ค.ของสหรัฐฯ รวมถึงรายงานการประชุมนโยบายเฟดเมื่อวันที่ 25-26 ก.ค. โดยในกรณีที่ข้อมูลยังแข็งแกร่งและเฟดยึดเหนี่ยวกับมุมมองที่ว่าภาวะเงินเฟ้อยังไม่คลายตัวลงในระดับที่เฟดพอใจ นักลงทุนอาจปรับเลื่อนการคาดการณ์เกี่ยวกับจังหวะเวลาสำหรับการลดดอกเบี้ยครั้งแรกออกไป
นอกจากนี้ หากผู้ร่วมตลาดกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจจีนมากขึ้นท่ามกลางภาวะตึงเครียดในภาคอสังหาริมทรัพย์ เรามองว่าเงินดอลลาร์จะแกว่งตัวในกรอบที่แข็งค่าต่อไปในระยะสั้นนี้
สำหรับประเด็นในประเทศ มองว่า ผู้ว่าการธปท.ให้ความเห็นว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวต่อเนื่องจากการบริโภคภาคเอกชนและการท่องเที่ยว แต่คาดว่าธปท.จะปรับลดประมาณการอัตราการเติบโตเศรษฐกิจในปีนี้ และปี 2567 ลงจากเดิมที่คาดไว้ที่ 3.6% และ 3.8% ตามลำดับ เนื่องจากภาคส่งออกชะลอตัว
ส่วนการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 27 ก.ย. ผู้ว่าการฯระบุว่ามีโอกาสทั้งการคงดอกเบี้ยหรือปรับขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่ไม่ได้วิตกเกี่ยวกับความล่าช้าในการตั้งรัฐบาลมากนัก อย่างไรก็ดี ธปท.มองว่านโยบายของรัฐบาลใหม่ไม่ควรเน้นประชานิยมสุดโต่ง แต่ควรให้ความสำคัญกับเสถียรภาพในระยะยาว
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB