เงินบาทแข็งค่าสุดรอบ 13 เดือนครั้งใหม่ สัปดาห์หน้ากรอบ 33.50-34.50 บาท/ดอลลาร์ฯ
เงินบาทแข็งค่าสุดรอบ 13 เดือนครั้ง สัปดาห์หน้ากรอบ 33.50-34.50 บาท/ดอลลาร์ฯ ใหม่ขณะที่หุ้นไทยย่อตัวท้ายสัปดาห์แต่ยังปิดบวกได้เป็นสัปดาห์ที่3
ศูนย์วิจัยกสิกร ระบุว่า เงินบาทแข็งค่าสุดในรอบ 13เดือนครั้งใหม่ที่ 33.84 บาทต่อดอลลาร์ฯ เงินบาทแข็งค่าขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์สอดคล้องกับทิศทางของสกุลเงินอื่นๆในภูมิภาคท่ามกลางการคาดการณ์เกี่ยวกับแนวโน้มการปรับลดดอกเบี้ยของเฟดในเดือน ก.ย. นี้ประกอบกับน่าจะมีแรงหนุนเพิ่มเติมจากการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในตลาดโลก
อย่างไรก็ดี กรอบการแข็งค่าของเงินบาทชะลอลงบางส่วนตามแรงขายสุทธิพันธบัตรไทยของต่างชาติและแรงซื้อคืนเงินดอลลาร์ฯ ในฐานะสกุลเงินปลอดภัยท่ามกลางสัญญาณที่ตึงเครียดมากขึ้นในตะวันออกกลาง
ประกอบกับตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2/2567 ของสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด
อย่างไรก็ดี เงินบาทกลับมาแข็งค่าและทำสถิติแข็งค่าสุดในรอบ 13 เดือนครั้งใหม่ที่ 33.84 บาทต่อดอลลาร์ฯ ตามทิศทางเงินหยวนที่แตะระดับแข็งค่าสุดในรอบกว่า 1 ปีในตลาด Offshore ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ ขาดแรงหนุนในช่วงก่อนการรายงานตัวเลขเงินเฟ้อที่วัดจากดัชนีราคาPCE และ Core PCE ของสหรัฐฯ ในช่วงตลาดนิวยอร์กวันศุกร์
ในวันศุกร์ที่30 ส.ค. 2567 เงินบาทแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 13 เดือนครั้งใหม่ที่ 33.84 บาทต่อดอลลาร์ฯ ก่อนจะกลับมาปิดตลาดในประเทศที่33.88 บาทต่อดอลลาร์ฯเทียบกับระดับ34.27 บาทต่อดอลลาร์ฯในวันศุกร์ก่อนหน้า(23 ส.ค. 67)
สัปดาห์ที่ 2-6 ก.ย.คาดค่าเงินบาทที่ระดับ33.50-34.50 บาทต่อดอลลาร์ฯ
ธนาคารกสิกรไทยมองกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่ระดับ33.50-34.50 บาทต่อดอลลาร์ฯขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามได้แก่ตัวเลขเงินเฟ้อเดือน ส.ค. ของไทยสัญญาณเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ทิศทางเงินทุนต่างชาติและสถานการณ์ราคาทองคำในตลาดโลก
ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯที่สำคัญได้แก่ดัชนี PMI และISM ภาคการผลิต/ภาคบริการตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตรและอัตราการว่างงานเดือน ส.ค.ตัวเลขการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงานยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเดือน ก.ค. และรายงาน Beige Book ของเฟดนอกจากนี้ตลาดยังรอติดตามตัวเลขดัชนี PMI ภาคการผลิต/ภาคบริการเดือนส.ค. ของญี่ปุ่นจีนอังกฤษและยูโรโซนด้วยเช่นกัน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
ความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทย
ดัชนีหุ้นไทยเข้าสู่โหมดพักฐาน หลังปรับตัวขึ้นติดต่อกันหลายวันทำการ
หุ้นไทยดีดตัวขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์นำโดยหุ้นวัสดุก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์และค้าปลีก โดยมีแรงหนุนจากการคาดการณ์เรื่องการปรับลดดอกเบี้ยของเฟด และรายงานข่าวเกี่ยวกับความคืบหน้าของกองทุนวายุภักษ์ก่อนจะเคลื่อนไหวในกรอบแคบจนถึงช่วงกลางสัปดาห์หลังจากปรับตัวขึ้นติดต่อกันมา 7 วันทำการ และตลาดตอบรับปัจจัยบวกไปพอสมควรแล้ว
หุ้นไทยย่อตัวลงต่อเนื่องในเวลาต่อมาตามแรงขายจากกลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศ โดยเป็นการเทขายเพื่อลดความเสี่ยงก่อน MSCI Rebalance ที่มีผลในวันที่ 30 ส.ค. นี้ น าโดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีซึ่งมีปัจจัยลบเพิ่มเติมจากผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของสหรัฐฯรายหนึ่งที่ออกมาต ่ากว่าที่ตลาดคาด อย่างไรก็ดีหุ้นไทยขยับขึ้นได้เล็กน้อยช่วงท้ายสัปดาห์ตามทิศทางหุ้นภูมิภาคขานรับตัวเลขจีดีพีสหรัฐฯไตรมาส 2/2567 ที่ออกมาดีกว่าคาด
ในวันศุกร์ที่ 30ส.ค.2567 ดัชนี SET ปิดที่ระดับ1,359.07 จุดเพิ่มขึ้น 0.31% จากระดับปลายสัปดาห์ก่อนขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 45,890.75 ล้านบาทลดลง 9.22% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai ลดลง 0.59% มาปิดที่ระดับ 327.47จุด
สัปดาห์ถัดไป (2-6ก.ย.) โบรกฯ คาด ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,340 และ 1,330 จุด
บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ขณะที่แนวต้านอยู่ที่1,375 และ 1,385 จุดตาม ลำดับ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามได้แก่ตัวเลขเงินเฟ้อเดือน ส.ค. ของไทยประเด็นการเมืองในประเทศ และทิศทางเงินทุนต่างชาติส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญได้แก่ ดัชนี ISM/PMI ข้อมูลการจ้างงานภาคเอกชนของADP ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรอัตราการว่างงานเดือน ส.ค.
รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ขณะที่ปัจจัยเศรษฐกิจต่างประเทศอื่นๆ ได้แก่ ดัชนี PMI เดือนส.ค.ของญี่ปุ่น จีน ยูโรโซน และอังกฤษ ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2/2567 และดัชนีราคาผู้ผลิตเดือน ก.ค. ของยูโรโซน
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB