2 อดีตขุนคลัง ค้านสุดตัว “พ.ร.บ.ศูนย์กลางการเงิน”
พปชร. 2 อดีตขุนคลัง ค้าน ร่าง พ.ร.บ.ศูนย์กลางการเงิน ห่วงทำงานทับซ้อน - ไม่โปร่งใส
นายอุตตม สาวนายน รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ พร้อมด้วยนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ประธานกรรมการด้านวิชาการ พรรคพลังประชารัฐ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ถึงร่างพระราชบัญญัติศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน พ.ศ. .... หรือร่าง พ.ร.บ. Financial Hub หลังจากเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบหลักการของร่าง พ.ร.บ. Financial Hub นอกจากนี้ ครม.ยังรับทราบแผนในการจัดทำกฎหมายลำดับรอง
โดยนายอุตตม ระบุว่า ร่าง พ.ร.บ. Financial Hub รัฐบาลต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ ก่อนหน้านี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มีหนังสือไปยังรัฐบาล โดยเนื้อหาชี้ชัดว่าการกำหนดเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของการจัดตั้งศูนย์กลางฯ ต้องชัดเจน โดยความสำเร็จในการจัดตั้งศูนย์กลางฯ จะขึ้นกับการประเมินจุดแข็งเพื่อกำหนดเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของศูนย์กลางฯ เนื่องจากศูนย์กลางฯ มีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์และความเสี่ยงที่แตกต่างกันออกไป อีกทั้งยังมีเงื่อนไขที่จำเป็น แนวทางการผลักดัน และโอกาสของความสำเร็จทีแตกต่างกันด้วย จึงควรมีการประเมินศักยภาพ ความได้เปรียบเสียเปรียบของประเทศ และข้อจำกัดต่าง ๆ เพื่อกำหนดเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของการจัดตั้งศูนย์กลางฯ ให้เป็นไปในทิศพางที่จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
การจัดตั้งศูนย์กลางฯ ในประเทศต่าง ๆ ส่วนใหญ่ นอกจากจะมีการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและมีกฎเกณฑ์ที่ผ่อนคลายเป็นปัจจัยหลักในการสร้างแรงจูงใจแล้ว การกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนและปัจจัยดึงดูดอื่น ๆ ก็มีความสำคัญไม่น้อยกว่ากัน อาทิ ศูนย์กลางฯ ประเทศสิงคโปร์มีเป้าหมายในการเป็นศูนย์กลางการค้าการลงทุนของภูมิภาคเอเชีย จึงผลักดันผ่านการสร้างระบนิเวศ (ecosystem) ที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ
นายอุตตม กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า กฎหมายเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถทำให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางการเงินได้ เพราะนักลงทุนจะเลือกประเทศที่พร้อมที่สุด เช่น สิงคโปร์ประสบความสำเร็จด้วย
- นโยบายภาครัฐที่เอื้อต่อธุรกิจ อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลที่เหมาะสม พร้อมสิทธิประโยชน์ดึงดูดฟินเทคและกองทุนบริหารสินทรัพย์ กฎระเบียบโปร่งใสภายใต้การกำกับของธนาคารกลางสิงคโปร์
- โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินแข็งแกร่ง เช่น ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ และศูนย์กลางแลกเปลี่ยนเงินตรา ระบบดิจิทัลที่รองรับธุรกรรมทางการเงิน และเครือข่ายธนาคารระดับโลก
- แรงงานคุณภาพสูงจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ และโครงการพัฒนาทักษะด้านการเงินและ ฟินเทค
หากไทยต้องการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการเงินของโลก ต้องสร้างความพร้อมในทุกมิติ ไม่ใช่แค่ออกกฎหมาย แต่รวมถึงเสถียรภาพทางการเมืองที่เป็นรากฐานของความเชื่อมั่น หลักนิติธรรมและธรรมาภิบาลที่โปร่งใสและเป็นมาตรฐานสากล และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน ทั้งด้านกฎระเบียบ เทคโนโลยี และบุคลากร หากไม่เร่งปฏิรูปไทยอาจไม่ใช่ตัวเลือกของนักลงทุนในเวทีการเงินโลก.....นายอุตตม กล่าวทิ้งท้าย
ด้านนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ประธานกรรมการด้านวิชาการ พรรคพลังประชารัฐ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กฎหมายฉบับดังกล่าวนี้ เป็นกฎหมาย “ลับ ลวง พราง” โดยมีข้อสังเกตดังนี้
- ศูนย์การทางการเงินสิงคโปร์ เวลามีข้อพิพาททางการเงินจะใช้ข้อกฎหมายที่เป็นสากล และเป็นกฎหมายภาษาอังกฤษเท่านั้น และต้องมีอนุญาโตตุลาการเข้ามามีบทบาท แต่ไทยเรายังไม่คุ้นชินการใช้กฎหมายแบบฉบับอังกฤษมาแก้ข้อพิพาททางการเงิน จึงเป็นเรื่องน่ากังวลหากเกิดข้อพิพาททางการเงินในระดับสากลไทยจะรับมือปัญหานี้อย่างไร
- ไทยยังไม่มีดัชนีธรรมาภิบาลที่จะสามารถดึงดูดนักลงทุนเข้ามาทำธุรกรรม ที่ผ่านมาไทยเราติดอันดับด้านคอรัปชั่นมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นถึงตั้งศูนย์ฯ ขึ้นมาก็ไม่ได้ช่วยดึงดูดการลงทุน เพราะการคอรัปชั่นไม่ได้ลดลง ไม่มีความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติ
นายธีระชัย ตั้งข้อสงสัยว่าร่างกฎหมายนี้มีเป้าหมายแฝงเพื่อปลดล็อคสองปัญหาเรื่องเงินดิจิทัลใช่หรือไม่ ปัญหาที่หนึ่ง ปัจจุบันการพิจารณาอนุญาตตามกฎหมายเงินตราต้องผ่าน ธปท.ซึ่งอาจจะไม่เห็นด้วย ร่างมาตรา 10 ปลดอำนาจ ธปท.ไปให้คณะกรรมการพิจารณาแทน ปัญหาที่สอง ปัจจุบันการพิจารณาอนุญาตเชื่อมเงินดิจิทัลกับระบบบาทเนต (Bahtnet) ซึ่ง ธปท.อาจไม่เห็นด้วย ร่างมาตรา 36 ได้ปลดอำนาจในกฎหมายว่าด้วยระบบการชำระเงินทิ้งไปเลย
ขอเรียกร้อง ให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สั่งให้นายพิชัย ชุณหวชิร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกมาชี้แจงให้ชัดว่าการออกกฎหมายนี้มีจุดประสงค์อย่างไร ได้มีการศึกษากฎหมายในต่างประเทศหรือไม่ ว่าในประเทศที่ประสบความสำเร็จมีร่างกฎหมายรูปแบบใดในการจัดการข้อพิพาททางด้านการเงิน.....นายธีระชัย กล่าวทิ้งท้าย
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB