ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 33.59 บาท/ดอลลาร์ "แข็งค่าขึ้น"
ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 33.59 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าจากราคาปิดตลาดเมื่อวาน
ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีเอ็มบีธนชาต (ttb) เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 33.59 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าจากราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ระดับ 33.65 บาท/ดอลลาร์ โดยค่าเงินบาทแข็งค่าตามทิศทางสกุลเงินในภูมิภาค เนื่องจากตลาดกังวลว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจส่งสัญญาณชะลอตัวลง หลังจากหลายประเทศเริ่มมีมาตรการตอบโต้กำแพงภาษีของสหรัฐฯ ส่งผลให้ดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่น
โดยดอลลาร์อ่อนค่าเทียบสกุลเงินหลัก หลังสหรัฐส่งสัญญาณประนีประนอมในการแก้ไขความขัดแย้งทางการค้ากับแคนาดาและเม็กซิโก มีรายงานว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้ตัดสินใจเลื่อนเวลาเรียกเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์จากแคนาดาและเม็กซิโก ออกไปอีก 1 เดือน ภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีสหรัฐฯ-เม็กซิโก-แคนาดา (USMCA) หลังจากที่ปธน.ทรัมป์เคยกดดันที่จะเรียกเก็บภาษีต่อสินค้าที่นำเข้าจากประเทศทั้งสองสูงถึง 25% นอกจากนี้ ดอลลาร์ถูกกดดันจากการที่นักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งในปีนี้ โดยจะเกิดขึ้นในเดือน มิ.ย.,ก.ย.และ ธ.ค. หลังสหรัฐเปิดเผยตัวเลขภาคการผลิตที่อ่อนแอ
และล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 93.0% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 4.25-4.50% ในการประชุมเดือนมีนาคมนี้ และคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน พ.ค. ก่อนที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 4.00-4.25% ในการประชุมเดือน มิ.ย. และคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับดังกล่าวในการประชุมเดือนก.ค. ก่อนที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ในการประชุมเดือน ก.ย. และคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนต.ค. ก่อนที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมเดือน ธ.ค.
ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่
ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของสหรัฐปรับตัวลง สู่ระดับ 50.3 ในเดือนก.พ. และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 50.6 จากระดับ 50.9 ในเดือนม.ค. โดยดัชนี PMI ได้รับผลกระทบจากการดิ่งลงของคำสั่งซื้อใหม่และการจ้างงาน รวมทั้งความกังวลเกี่ยวกับการทำสงครามการค้าของสหรัฐ นอกจากนี้มีการเปิดเผยตัวเลขจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐต่ำสุดในรอบ 7 เดือน ซึ่งทำให้นักลงทุนกังวลเกี่ยวกับการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ การจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐเพิ่มขึ้นเพียง 77,000 ตำแหน่งในเดือน ก.พ. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน ก.ค.2567 และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 148,000 ตำแหน่ง หลังจากเพิ่มขึ้น 186,000 ตำแหน่งในเดือน ม.ค.
สัปดาห์นี้จับตาการรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจ หรือ Beige Book จากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ยอดนำเข้า ยอดส่งออก และดุลการค้าเดือน ม.ค. และตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือน ก.พ.โดยคาดการณ์ว่า ตัวเลขจ้างงานเพิ่มขึ้น 156,000 ตำแหน่งในเดือน ก.พ. หลังจากเพิ่มขึ้น 143,000 ตำแหน่งในเดือนม.ค. และคาดว่าอัตราว่างงานทรงตัวที่ระดับ 4.0%
เมื่อวานนี้ สถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ซื้อสุทธิหุ้นไทย 1,379 ล้านบาท และซื้อสุทธิตลาดพันธบัตรไทย 4,537 ล้านบาท
* กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
USD/THB 33.40- 33.90
*แนะนำ ทยอยซื้อที่ 33.40/ ขาย 33.90
EUR/THB 36.20- 36.50
* แนะนำ ซื้อ 36.20/ ขาย 36.50
JPY/THB 0.2240- 0.2290
* แนะนำ ซื้อ 0.2240/ ขาย 0.2290
GBP/THB 43.20- 43.80
AUD/THB 21.00- 21.50
ด้าน นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผย แนวโน้มของค่าเงินบาท เราประเมินว่า เงินบาทอาจยังคงแกว่งตัวในกรอบ Sideways และยังไม่สามารถกลับไปอ่อนค่าลงต่อเนื่องได้ชัดเจน หลังผู้เล่นในตลาดทยอยคลายกังวลประเด็นสงครามการค้า จากการที่ทางการสหรัฐฯ อาจเลื่อนการเก็บภาษีนำเข้ากับสินค้าบางรายงานจากเม็กซิโกและแคนาดา อย่างไรก็ดี เรามองว่า เงินบาทก็เสี่ยงกลับมาอ่อนค่าลงได้ทุกเมื่อ หากตลาดกลับมากังวลแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งในเดือนมีนาคมนี้
ซึ่งต้องจับตาท่าทีของรัฐบาลสหรัฐฯ ว่าจะตัดสินใจเดินหน้าขึ้นภาษีนำเข้ากับสินค้าจากยุโรปหรือไม่ เนื่องจากในช่วงนี้ เงินยูโร (EUR) ได้ทยอยแข็งค่าขึ้นพอสมควร ตอบรับความหวังการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่เยอรมนี รวมถึงการปรับสถานะ Short EUR (มองเงินยูโรอ่อนค่าลง) ของผู้เล่นในตลาด ทำให้เงินยูโรก็เสี่ยงกลับมาอ่อนค่าลงได้ หากเผชิญปัจจัยกดดันเพิ่มเติม
ทั้งนี้ เราคงมุมมองเดิมว่า แม้เงินบาทเสี่ยงเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าบ้าง จากประเด็นนโยบายกีดกันทางการค้า แต่การอ่อนค่าของเงินบาทอาจไม่รุนแรงมากนัก ตราบใดที่ราคาทองคำยังคงปรับตัวขึ้นได้ หรือ อย่างน้อยก็แกว่งตัว Sideways แต่หากมีปัจจัยที่กดดันให้ ราคาทองคำปรับตัวลงหนัก เข้าสู่ช่วงการปรับฐานอีกครั้ง ก็อาจยิ่งกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้
อย่างไรก็ดี เรามองว่า เงินบาทอาจเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าลงบ้าง ตามแรงซื้อเงินดอลลาร์จากบรรดาผู้นำเข้า และโฟลว์ธุรกรรมน้ำมัน หลังราคาน้ำมันดิบได้ปรับตัวลดลงต่อเนื่องในช่วงนี้ ทำให้เงินบาทยังคงมีแนวโน้มแถว 33.50-33.60 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่โซนแนวต้านของเงินบาทจะอยู่ในช่วง 33.80 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 34.00 บาทต่อดอลลาร์)
ท่ามกลางความผันผวนในตลาดการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในช่วงปีหน้าที่จะเผชิญกับ Trump’s Uncertainty ทำให้เรายังคงแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการปิดความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งการใช้เครื่องมือเช่น Options หรือ สกุลเงินท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปิดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.50-33.80 บาท/ดอลลาร์
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB