แบงก์ชาติบอกเล่า "เงินเฟ้อ" ผ่าน "ชามก๋วยเตี๋ยว" ตลอดระยะ 64 ปี
แบงก์ชาติ บอกเล่าเรื่องราวกลไกของ "เงินเฟ้อ" ผ่าน "ชามก๋วยเตี๋ยว" ตลอดระยะเวลา 64 ปีที่ผ่านมา เงิน 50 บาทตอนนี้กับตอนนั้น ซื้อก๋วยเตี๋ยวได้กี่ชาม?
ธนาคารแห่งประเทศไทย เผยแพร่บทความ “เศรษฐกิจไทยในชามก๋วยเตี๋ยว : ‘เงินเฟ้อ’ กับปากท้องของคนไทย” บอกเล่าเรื่องราวของ “เงินเฟ้อ” ผ่านราคาของก๋วยเตี๋ยว จากสารตั้งต้นอย่างละครทองเนื้อเก้า ซึ่งเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสมัย พ.ศ. 2505 หรือ 64 ปีก่อน เพื่อให้เห็นกลไกของเงินเฟ้อได้ชัดเจนขึ้น
เรื่องราวของละครทองเนื้อเก้า นับเป็นเวลา 1 ปีหลังประเทศไทยมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 ปี 2504 ซึ่งมักถูกนับเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเศรษฐกิจไทยสมัยใหม่
ในปี 2568 หรือ 64 ปีหลังจากนั้น ราคาก๋วยเตี๋ยวในประเทศไทยโดยทั่วไปจะอยู่ที่ 40-50 บาท ทว่าราคาก๋วยเตี๋ยวไม่ได้เพิ่มขึ้นพรวดเดียวจาก 1 บาทเป็น 50 บาท หากแต่ทยอยปรับขึ้นเรื่อย ๆ ตลอด 64 ปี ซึ่งอาจเรียกสถานการณ์ที่ก๋วยเตี๋ยวราคาแพงขึ้น แต่ได้ปริมาณเท่าเดิมว่า เงินเฟ้อ หรือ Inflation
เงินเฟ้อ คือการวัดการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าและบริการโดยรวมที่ประชาชนใช้จ่ายเป็นประจำ ไม่ใช่แค่รายการใดรายการหนึ่ง โดยคำนวณจากตะกร้าสินค้าและบริการที่ครอบคลุม 464 รายการใน 7 หมวดหลัก ซึ่งสะท้อนพฤติกรรมการบริโภคของคนทั่วไป เช่น อาหารและเครื่องดื่ม เคหสถาน และการขนส่ง เงินเฟ้อไม่ใช่ดัชนีวัดค่าครองชีพโดยตรง ดังนั้นแม้ตัวเลขเงินเฟ้อจะไม่สูง ผู้คนก็ยังอาจรู้สึกว่าข้าวของแพงได้ เพราะระดับราคาสะสมในระยะยาวมีผลต่อความรู้สึกมากกว่าแค่การเปลี่ยนแปลงรายเดือน
อีกทั้ง ความรู้สึกต่อภาวะเงินเฟ้ออาจแตกต่างกันตามรายได้และพื้นที่ กลุ่มรายได้น้อยซึ่งมีค่าใช้จ่ายจำกัดมักได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มรายได้สูง และการคำนวณเงินเฟ้อซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศ อาจไม่สะท้อนราคาที่ผู้คนต้องจ่ายจริงในบางพื้นที่ เช่น กรุงเทพมหานครที่ค่าอาหารแพงกว่าต่างจังหวัด ความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับเงินเฟ้อจึงเป็นสิ่งสำคัญในการแยกแยะระหว่างการเปลี่ยนแปลงของราคาและระดับราคาที่แท้จริงในชีวิตประจำวัน
สำหรับจุดสังเกตสำคัญที่เข้าข่ายว่าเป็น เงินเฟ้อ คือ กรณีที่ราคาอาหารและเครื่องดื่มโดยรวมเพิ่มขึ้นเป็นวงกว้าง ดังนั้น การขึ้นราคาสินค้า จึงอาจไม่ใช่เงินเฟ้อเสมอไป แต่ต้องดูภาพรวมและปัจจัยอื่นประกอบด้วย
เงินเฟ้อ สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ โดยหนึ่งในนั้นคือ “เงินเฟ้อจากต้นทุน” (Cost-push inflation) ซึ่งเกิดจากราคาวัตถุดิบหรือค่าใช้จ่ายในการผลิตสูงขึ้น เช่น เนื้อสัตว์ น้ำมัน หรือค่าแรง ทำให้ผู้ประกอบการต้องขึ้นราคาสินค้า แม้ความต้องการของผู้บริโภคจะยังเท่าเดิม ขณะเดียวกัน “เงินเฟ้อจากอุปสงค์” (Demand-pull inflation) ก็เกิดขึ้นได้ในช่วงเศรษฐกิจดี เมื่อคนมีรายได้มากขึ้นและพร้อมจ่าย ทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้น
นอกจากนี้ “การคาดการณ์เงินเฟ้อ” (Inflation Expectation) ยังมีบทบาทสำคัญ เพราะหากผู้คนเชื่อว่าราคาจะขึ้นในอนาคต ก็จะเร่งซื้อหรือเรียกร้องขึ้นเงินเดือน ส่งผลให้ผู้ประกอบการขึ้นราคาตามไปด้วย
เงินเฟ้อไม่ได้แสดงออกแค่ในรูปแบบการขึ้นราคาสินค้าและบริการเท่านั้น แต่ยังปรากฏผ่านวิธีอื่น เช่น การลดปริมาณ (Shrinkflation) และการลดคุณภาพหรือบริการ (Skimpflation) ซึ่งผู้ประกอบการใช้เพื่อหลีกเลี่ยงการปรับราคาขายที่อาจกระทบความรู้สึกผู้บริโภคโดยตรง
ขณะเดียวกันยังมีปรากฏการณ์ Cheapflation คือสินค้าราคาถูกขึ้นราคารวดเร็วกว่าสินค้าแพง ส่งผลให้ผู้มีรายได้น้อยที่พึ่งพาสินค้ากลุ่มนี้แบกรับภาระค่าใช้จ่ายมากกว่า แม้พยายามลดรายจ่ายแล้วก็ตาม โดยเฉพาะในกรณีร้านอาหารระดับล่างที่ไม่สามารถดูดซับต้นทุนได้เท่าร้านหรู ทำให้ปัญหาเงินเฟ้อกระทบคนบางกลุ่มรุนแรงกว่าที่ตัวเลขภาพรวมสะท้อน
อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อในระดับต่ำแต่ไม่ถึงขั้นศูนย์ หรืออยู่ราว 3% ถือเป็นสัญญาณบวกทางเศรษฐกิจ เพราะสะท้อนว่าเศรษกิจยังเติบโต ผู้คนยังมีกำลังซื้อ และราคาสินค้าเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งช่วยให้ผู้บริโภคและผู้ประกอบการวางแผนการใช้จ่ายและการลงทุนได้ง่ายขึ้น
ตรงกันข้าม หากเงินเฟ้อต่ำมากหรือกลายเป็นภาวะเงินฝืด (Deflation) โดยเฉพาะที่เกิดจากการบริโภคลดลงและความเชื่อมั่นถดถอย เช่นที่เคยเกิดในญี่ปุ่น ก็อาจนำไปสู่ปัญหาเศรษฐกิจรุนแรงและยืดเยื้อ อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อต่ำของไทยในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้เป็นสัญญาณอันตราย เพราะเกิดจากต้นทุนการผลิตที่ลดลง ขณะที่การบริโภคยังคงเติบโตดี
ดังนั้น ธนาคารกลาง มีหน้าที่ไม่ใช่แค่การทำให้ราคาสินค้าถูกที่สุดหรือแพงที่สุด แต่คือการประคับประคองเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับที่พอดี คือ ไม่สูงเกินไปจนคนอยู่ไม่ได้ และไม่ต่ำเกินไปจนเศรษฐกิจไม่ขยับ ซึ่งจะต้องอิงกับโครงสร้างและศักยภาพการเติบโตของประเทศนั้น ๆ เป็นหลัก
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB