กนง. ส่งสัญญาณพร้อมหั่นดอกเบี้ยเพิ่ม! หากเศรษฐกิจไทยวูบ-เสี่ยงเงินฝืด
กนง. ส่งสัญญาณพร้อมหั่นดอกเบี้ยเพิ่ม! หากเศรษฐกิจไทยวูบ-เสี่ยงเงินฝืด ปรับลดคาดการณ์การเติบโตปี 2569 ลงมาอยู่ที่ 1.5% จากคาดการณ์เดิมที่ 1.6%
นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. เปิดเผยภายหลังแถลงผลการประชุม กนง. ว่า กนง. พร้อมที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมหากเศรษฐกิจชะลอตัวกว่าที่คาดการณ์ไว้ นอกจากนี้ หากพบว่า เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะเงินฝืด ก็พร้อมจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม มองว่าแม้ขณะนี้อัตราเงินเฟ้อจะติดลบอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่ถึงขั้นที่จะเกิดภาวะเงินฝืด โดยประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อจะเริ่มกลับเป็นบวกได้ ในไตรมาส 2 ปี 2569
และจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายของ กนง. ที่ 1-3% ในต้นปี 2570 โดยย้ำว่า กนง. จะติดตาม ภาวะเงินฝืดในระยะต่อไปอย่างใกล้ชิด
นายสักกะภพ เปิดเผยด้วยว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงในวันนี้ ได้มีการประเมินความเสี่ยงทางการเมืองไว้เรียบร้อยแล้ว โดย กนง. ประเมินว่า การยุบสภา จะทำให้การจัดทำงบประมาณปี 2570 ล่าช้าออกไปราว 2-3 เดือน จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ มีการปรับลดคาดการณ์ การเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2569 ลงมาอยู่ที่ 1.5% จากคาดการณ์เดิมที่ 1.6%
ส่วนเหตุอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ คาดว่าจะส่งผลให้ GDP ลดลงราว 0.1-0.2% และการฟื้นฟู ให้กลับสู่ภาวะปกติต้องใช้เวลาค่อนข้างนานจนถึงไตรมาส 1 ปี 2569
ทั้งนี้ ยอมรับว่า เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันที่คาดว่าจะขยายตัว 2.2% ในปี 2568 และ 1.5% ในปี 2569 และกลับมาขยายตัว 2.3% ในปี 2570 ยังถือว่าเป็นการขยายตัวที่ต่ำกว่าศักยภาพของไทย ที่ควรจะขยายตัว 2.7 -2.8% เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังมีปัญหาในเรื่องโครงสร้าง และความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งไม่สามารถใช้อัตราดอกเบี้ยนโยบายเพียงอย่างเดียวในการแก้ปัญหาโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยได้
ขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันในระดับ 1.25% นายสักกะภพ ระบุว่า ถือว่าเป็นระดับที่ต่ำ เมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยไทยในก่อนหน้านี้ โดยยืนยันว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
ส่วนสถานการณ์ ค่าเงินบาทที่แข็งค่ามากในขณะนี้นั้น นายสักกะภพ ยอมรับว่าค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นในภูมิภาค และเป็นการแข็งค่าที่เกินปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจไทย โดย การประชุม กนง. ในวันนี้ ได้เน้นหารือเรื่องเงินบาทที่แข็งค่าเป็นหลัก และให้ยกระดับการติดตามอย่างใกล้ชิด ซึ่งที่ผ่านมา ธปท. ได้เข้าดูแลและแทรกแซงเรื่องค่าเงินบาทมากกว่าปกติ
โดยค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในช่วงนี้ มีสาเหตุหลักมาจาก เงินดอลล่าร์อ่อนค่าลง หลังธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงส่งผลให้มีเงินที่ไหลเข้าสู่ประเทศไทยมากขึ้น อีกทั้งยังมีปัจจัยเรื่องของการซื้อขายทองคำเข้ามาซ้ำเติม ซึ่งนอกจากการเข้าดูแลในตลาดเงินแล้ว ธปท. ยังได้เพิ่มความเข้มงวดในการดูแลการซื้อขายทองคำ โดยให้สถาบันการเงินตรวจสอบเอกสารและเรียกตรวจเอกสาร การขายดอลลาร์ของผู้ค้าทองอย่างละเอียดด้วย
ส่วนการใช้มาตรการภาษีเพื่อดูแลการซื้อขายทองคำ ที่เคยพูดถึงก่อนหน้านี้ ก็ยังคงเป็น มาตรการที่ ธปท. เก็บไว้เป็นตัวเลือก แต่ยังไม่คิดที่จะนำมาใช้ในขณะนี้ โดยขอดูข้อมูลให้ชัดเจนก่อน
สำหรับ ปัจจัยเสี่ยงที่จะต้องติดตามในระยะต่อไป ได้แก่ มาตรการภาษีของสหรัฐฯที่อาจมีเพิ่มเติม และกระทบการส่งออกของไทย โดยขณะนี้ ธปท. ประเมินว่าการส่งออกในปีหน้าจะขยายตัวเพียง 0.6% หลังได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงเรื่องการขยายตัวของสินเชื่อและการแข็งค่าของเงินบาท อีกทั้งความเสี่ยงภาวะเงินฝืดด้วยเช่นกัน
ส่วนกรณีที่ มีความกังวลว่าธนาคารพาณิชย์จะไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้หลังจากที่ กนง.มีมติลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงนั้น นายสักะภพ ย้ำว่า หลังจากนี้ ทาง ธปท. จะติดตามการส่งผ่านผลการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้ ไปยังการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ ว่ามีการลดดอกเบี้ยเงินกู้ลงมากน้อยแค่ไหน ก่อนจะพิจารณาว่าต้องมีมาตรการดูแลเพิ่มเติมหรือไม่อย่างใกล้ชิด
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB