ค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ แตะ 31.12 บาท/ดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น” ทุบสถิติ
ค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.12 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น” และคาดว่าจะยังมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง จนถึงตลอดช่วงไตรมาสแรก ปี 2026
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.12 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 31.18 บาทต่อดอลลาร์
นับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้นในลักษณะ Sideways Down ใกล้โซนแนวรับ 31.10 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 31.10-31.20 บาทต่อดอลลาร์) หนุนโดยทั้งจังหวะการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ หลังเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น จากจุดอ่อนค่าสุดในช่วงนี้
ขณะเดียวกันบรรยกาศในตลาดการเงินสหรัฐฯ ก็อยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง ลดทอนความต้องการถือครองเงินดอลลาร์ในช่วงนี้
นอกจากนี้ เงินบาทยังได้แรงหนุนเพิ่มเติมจากการปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ของราคาทองคำ ที่ได้อานิสงส์จากทั้งธีม Japanese Yen Debasement ในช่วงนี้ รวมถึงการอ่อนค่าลงล่าสุดของเงินดอลลาร์ และสถานการณ์ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่กลับมาร้อนแรงขึ้น หลังทางการสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้ายึดเรือน้ำมันของเวเนซุเอลา ส่วนสถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครน ก็ยังคงร้อนแรงอยู่ แม้ว่าจะมีการพยายามเจรจาเพื่อยุติสงครามควบคู่กันไป อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทก็ถูกชะลอลงบ้าง ตามแรงซื้อของผู้เล่นในตลาดบางส่วนโดยเฉพาะฝั่งผู้นำเข้าที่อาจเริ่มเข้ามาทำธุรกรรมในช่วงสิ้นเดือน
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนแถวโซน 4.16% หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม ในช่วงสัปดาห์เทศกาลคริสต์มาส อนึ่ง เราคงประเมินว่า ว่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเป็น 1. แนวโน้มดอกเบี้ยของเฟด (ซึ่งจะขึ้นกับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ) 2. แนวโน้มฐานะการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ และ 3. บรรยากาศในตลาดการเงิน โดยเรายังคงแนะนำให้ ผู้เล่นในตลาดรอจังหวะทยอยเข้าซื้อ (Buy on Dip) บอนด์ระยะยาว เน้นในจังหวะที่บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นเท่านั้น อาทิ ระดับบอนด์ยีลด์เกิน 4.20% ก็จะเป็นระดับที่มีความน่าสนใจ และสามารถทยอยเข้าซื้อได้ แต่หากบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ปรับตัวลดลงเพิ่มเติม จนต่ำกว่าระดับ 4.00% เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดยังไม่ควรไล่ราคาซื้อเพิ่มเติม เพื่อรอจังหวะให้บอนด์ยีลด์ปรับตัวสูงขึ้นบ้าง ถึงจะคุ้มค่ากับความเสี่ยง หรือมี Risk-Reward ที่เหมาะสม
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลงบ้าง สอดคล้องกับภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ และการพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง จากจุดอ่อนค่าสุดในรอบปี ของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ส่งผลให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ย่อตัวลงสู่โซน 98.2 จุด (แกว่งตัวในกรอบ 98.2-98.6 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ การอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์และสถานการณ์ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ร้อนแรงขึ้น ทั้งสงครามรัสเซีย-ยูเครน และการเดินหน้ายึดเรือบรรทุกน้ำมันของเวเนซุเอลา โดยทางการสหรัฐฯ ได้หนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ก.พ. 2026) ปรับตัวสูงขึ้น ทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ แถว 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้ง ยอดการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์ โดย ADP ยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน (Durable Goods Orders) อัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 3 และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Conference Board Consumer Confidence) เป็นต้น เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ และทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด
และนอกเหนือจากประเด็นดังกล่าว เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสงครามรัสเซีย-ยูเครน หลังการเจรจาเพื่อยุติสงครามมีความคืบหน้ามากขึ้น รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับเวเนซุเอลา ที่ยังคงเห็นการเดินหน้ายึดเรือบรรทุกน้ำมันของเวเนซุเอลาอย่างต่อเนื่อง และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เงินบาท (USDTHB) แข็งค่าขึ้นมากกว่าที่เราประเมินไว้พอสมควร สอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ (New All-Time High) ของราคาทองคำ เสริมด้วยจังหวะการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ ซึ่งเราคงมองว่า โมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทยังคงมีอยู่ และเงินบาทจะยังอยู่ในแนวโน้มการแข็งค่าขึ้น จนถึงตลอดช่วงไตรมาสแรกของปี 2026 โดยจากการประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทจะยังอยู่ในแนวโน้มการแข็งค่าขึ้น จนกว่าจะสามารถพลิกกลับมาอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้าน 31.80 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน (เราจะปรับมุมมองต่อแนวโน้มเงินบาทใหม่ หากเงินบาทอ่อนค่าทะลุเส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์ หรือโซน 32.30 บาทต่อดอลลาร์)
เรามองว่า การจะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง (เรามองว่า ถ้าเป็นเพียงความวุ่นวายการเมืองอาจไม่ได้กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญได้)
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.05-31.20 บาท/ดอลลาร์
ขณะที่ ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีเอ็มบีธนชาต (ttb) เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาดที่ระดับ 31.14 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ใกล้เคียงกับราคาปิดเมื่อวานที่ 31.17 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
ดอลลาร์อ่อนค่าเทียบสกุลเงินหลัก หลังสหรัฐเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อที่ต่ำกว่าคาด ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในปีหน้า(2569) โดย CPI ทั่วไป (Headline CPI) และ CPI พื้นฐาน (Core CPI) เมื่อเทียบรายปีออกมาต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ทั้งสองดัชนี โดยนักลงทุนให้น้ำหนักต่อคาดการณ์ที่ว่า เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยสองครั้งในปี 2569
ตลาดยังรอดูตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯในเดือนธันวา เพื่อยืนยันทิศทางการปรับลดดอกเบี้ยของ Fed ขณะที่ค่าเงินในภูมิภาค (โดยเฉพาะ JPY) ยังผันผวนสูงจากการดำเนินมาตรการต่างๆ และความเสี่ยงจากการเข้าแทรกแทรงมากกว่าปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจระยะสั้น
สถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ เมื่อวานนี้นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย 757 ล้านบาท และขายสุทธิพันธบัตรไทย 672 ล้านบาท
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
USD/THB 31.00-31.30 แนะนำ ทยอยซื้อที่ 31.00/ขาย 31.30
EUR/THB 36.50- 36.90 แนะนำ ซื้อ 36.50/ขาย 36.90
JPY/THB 0.1980 - 0.2020 แนะนำ ซื้อ 0.1980/ ขาย 0.2020
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB