เปิด 3 แนวทาง สกัด "บาทแข็ง" จ่อเก็บภาษีธุรกิจ ร้านทองขายทองแท่งผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์
เปิด 3 แนวทาง สกัด "บาทแข็ง" จ่อเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะจากกิจการขายทองคำแท่งของร้านทองผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ขณะที่ตั้งแต่ต้นปี บาทแข็งค่าแล้ว 9.4%
ตั้งแต่ต้นปี 2568 เงินบาทแข็งค่าขึ้นร้อยละ 9.4 เทียบเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และแข็งค่าขึ้นประมาณร้อยละ 4.2 ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา
โดยมีสาเหตุจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ หลังนักลงทุนปรับคาดการณ์แนวโน้ม การดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ และปัจจัยเฉพาะของไทย โดยเฉพาะการขายเงินตราต่างประเทศ ของกลุ่มบริษัททองคำหลังราคาทองคำปรับสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ รวมทั้งการเข้าซื้อตราสารหนี้ ของนักลงทุนต่างชาติในบางจังหวะ
โดยปัจจุบัน ปริมาณการซื้อขายทองคำในแต่ละวันมีมูลค่ารวมสูงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จนในบางช่วงเวลามีปริมาณการซื้อขายสูงในระดับที่ใกล้เคียงกับปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และส่งผลให้กลุ่มบริษัททองคำเข้าซื้อขายเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในสัดส่วนที่สูงขึ้นมาก จนบางครั้งเกิดการขายเงินดอลลาร์สหรัฐฯ สุทธิมากถึงร้อยละ 40-50 ของปริมาณการขายเงินดอลลาร์สหรัฐฯ สุทธิของทั้งประเทศในช่วงนั้นๆ จึงส่งผลกดดันโดยตรงต่อค่าเงินบาทให้แข็งค่าขึ้นเร็ว
ส่งผลกดดันให้เงินบาทแข็งค่าเร็วนำสกุลภูมิภาค และผันผวนไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ที่ผ่านมาธนาคารแห่งประเทศไทยได้ผลักดันให้การซื้อขายทองคำไปอยู่ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อลดผลกระทบต่อค่าเงินบาท รวมทั้งได้เพิ่มความเข้มงวดในการทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศของกลุ่มบริษัททองคำ และให้กลุ่มผู้ค้าทองคำรายใหญ่รายงานข้อมูลการทำธุรกรรมซื้อขายทองคำโดยละเอียด
ดังนั้น ด้วยสถานการณ์ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มอบหมายให้ปลัดกระทรวงการคลังหารือร่วมกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ติดตามสถานการณ์ค่าเงินบาทในปัจจุบันและกำหนดแนวทางรองรับสถานการณ์ค่าเงินบาท โดยได้ผลสรุป ดังนี้
1. ให้กรมสรรพากรพิจารณาแนวทางการกำหนดให้ผู้ให้บริการซื้อขายทองคำในลักษณะการลงทุนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์นำส่งข้อมูลธุรกรรมการซื้อขายทองคำดังกล่าวให้แก่กรมสรรพากร เช่นเดียวกับแพลตฟอร์มสินค้าหรือบริการออนไลน์ที่มีการนำส่งข้อมูลรายรับที่ได้จากผู้ประกอบการที่ขายสินค้าหรือให้บริการผ่านแพลตฟอร์มให้แก่กรมสรรพากรผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์อยู่แล้วในปัจจุบัน
2. ให้กรมสรรพากรพิจารณาความเหมาะสมในการจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะจากกิจการขายทองคำแท่งของร้านทองผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์
3. ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยพิจารณาแนวทางการกำกับปริมาณการทำธุรกรรมทองคำ เช่น การกำหนดเพดานวงเงินการซื้อขายทองคำในแพลตฟอร์มออนไลน์ เป็นต้น
ส่วนประเด็นที่มีข้อสังเกตว่า การซื้อขาย USDT ผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทแข็งค่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ชี้แจงว่า เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เนื่องจากปริมาณธุรกรรมซื้อขาย USDT รวมถึงยอดการแลก USD เป็น THB ของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล คิดเป็นเพียงร้อยละ 1.22 และร้อยละ 0.17 ของยอด FX inflow ซึ่งมีจำนวน 29.1 ล้านล้านบาท ตามลำดับ จึงไม่มีนัยยะต่อค่าเงิน
อย่างไรก็ตาม ในระยะต่อไป ทั้ง 3 หน่วยงานจะได้มีการติดตามสถานการณ์ค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิดเพื่อกำหนดแนวทางการบริหารจัดการค่าเงินบาทที่เหมาะสมต่อไป
ด้าน นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การแข็งค่าของเงินบาทมาจากหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยพื้นฐาน เช่น ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนลง การเกินดุลบัญชีเดินสะพัด และกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย แต่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เงินบาทแข็งเร็วผิดปกติในช่วงนี้ คือ “ธุรกรรมทองคำ” โดยเฉพาะการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งก่อให้เกิดการขายดอลลาร์และซื้อเงินบาทในปริมาณมาก
พร้อมระบุว่า ธุรกรรมทองคำในประเทศแบ่งเป็นการซื้อขายทองคำจริงตามร้านทองทั่วไป และการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่ง ธปท. ไม่ได้กังวลธุรกรรมร้านทองปกติ แต่จับตาการเทรดบนแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นหลัก ซึ่งจากข้อมูลผู้ค้าทองรายใหญ่ 15 ราย พบว่ามูลค่าการซื้อขายทองคำเมื่อเทียบกับ GDP เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จาก 26% ในปี 2566 เป็น 39% ในปี 2567 และคาดว่าในปี 2568 จะมีขนาดเกิน 50% ของ GDP ซึ่งถือว่าใหญ่มาก
ขณะเดียวกัน มูลค่าซื้อขายทองคำเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ประมาณ 65,000 ล้านบาท สูงกว่ามูลค่าซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ที่เฉลี่ยราว 42,000 ล้านบาท และในบางวันที่ราคาทองผันผวนสูง มูลค่าซื้อขายทองคำอาจพุ่งถึง 255,000 ล้านบาทต่อวัน ส่งผลให้เกิดธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตราดอลลาร์-บาทตามมาในทันที และเป็นแรงกดดันให้เงินบาทแข็งค่า
อย่างไรก็ตาม นายวิทัย ย้ำว่า มาตรการที่เตรียมออกจะมุ่งกำกับ “ธุรกรรมบางประเภท” ที่ส่งผลต่ออัตราแลกเปลี่ยน ไม่ใช่การกำกับธุรกิจทองคำทั้งหมด และไม่กระทบผู้ค้าทองทั่วไปหรือรายย่อยที่ซื้อขายในวงเงินปกติ โดยกลุ่มที่ถูกจับตาคือธุรกรรมบนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีปริมาณสูงผิดปกติ เช่น การซื้อขายวันละหลายร้อยล้านหรือหลายพันล้านบาท
นอกจากนี้ ธปท. เตรียมเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบเอกสารการนำเงินตราต่างประเทศเข้าประเทศไทย โดยไม่ได้เป็นการขึ้นภาษีหรือจำกัดวงเงิน แต่จะขอให้ธนาคารตรวจสอบแหล่งที่มาและวัตถุประสงค์ของเงินนำเข้าให้ชัดเจน เพื่อป้องปรามธุรกรรมที่ผิดปกติ ซึ่งมาตรการนี้จะไม่กระทบผู้ที่นำเงินเข้ามาลงทุนหรือทำธุรกิจในภาคเศรษฐกิจจริงตามปกติ
ทั้งนี้ นายวิทัย ระบุด้วยว่า เมื่อแรงขายดอลลาร์จากธุรกิจทองคำลดลง คาดว่าจะช่วยชะลอการแข็งค่าของเงินบาทได้ พร้อมย้ำว่า ธปท. จะไม่ใช้มาตรการรุนแรง เช่น การเก็บภาษีเงินทุนไหลเข้าหรือการจำกัดปริมาณเงิน เนื่องจากอาจกระทบต่อเสถียรภาพตลาดการเงินโดยรวมได้
ขณะที่ นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวด้วยว่า การแข็งค่าของเงินบาทมีหลายปัจจัย และหนึ่งในประเด็นที่มักถูกเข้าใจคลาดเคลื่อน คือการซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีผ่านผู้ประกอบธุรกิจที่อยู่ภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต. ซึ่งหากเจาะลึกพฤติกรรมของนักลงทุนคริปโทฯ ทั้งกรณีแลกเงินบาทเป็นดอลลาร์เพื่อนำไปซื้อคริปโตฯ ซึ่งส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่า หรือกรณีลงทุนในคริปโตฯ ต่างประเทศ แล้วขายคริปโทฯ ได้ดอลลาร์ก่อนนำกลับมาแลกเป็นเงินบาท ซึ่งอาจทำให้เงินบาทแข็งค่า พบว่าธุรกรรมในส่วนนี้มีผลต่อกระแสเงินในตลาด FX เพียงประมาณ 0.17% เท่านั้น
ทั้งนี้ นางพรอนงค์ ย้ำว่า จากตัวเลขดังกล่าวสะท้อนชัดเจนว่า การซื้อขาย USDT หรือคริปโตเคอร์เรนซี ที่หลายฝ่ายเข้าใจว่าเป็นปัจจัยทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่า แท้จริงแล้วแทบไม่มีผลต่อค่าเงินบาทเลย
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB