ค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ 31.20 บาท/ดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” ตามราคาทองคำ
ค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.20 บาท/ดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” ตามการปรับเพิ่มขึ้นของราคาทองคำ
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (7 ม.ค.69) ที่ระดับ 31.20 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย”
จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 31.27 บาทต่อดอลลาร์ นับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง (แกว่งตัวในกรอบ 31.17-31.28 บาทต่อดอลลาร์) ตามการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาทองคำ (XAUUSD) ที่ยังคงได้รับอานิสงส์จากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ซึ่งกำลังร้อนแรงอยู่ในช่วงนี้
ทว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทก็ถูกชะลอลงบ้าง หลังเงินดอลลาร์พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้น สอดคล้องกับภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ และการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาดบางส่วนก่อนรับรู้รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ในช่วงที่เหลือของสัปดาดห์นี้
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นเทคฯ ธีม AI/Semiconductor ทว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็เผชิญแรงกดดันบ้าง หลังหุ้นเทคฯ ใหญ่ บางส่วนปรับตัวลดลงตามแรงขายทำกำไร อาทิ Tesla -4.1% รวมถึงแรงขายหุ้นกลุ่มพลังงาน อย่าง Chevron -4.5% หลังผู้เล่นในตลาดบางส่วนกังวลว่า สหรัฐฯ อาจเข้าไปฟื้นฟูกิจการน้ำมันของเวเนซุเอลา ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มอุปทานน้ำมันดิบได้ ทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.62% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้น +0.65%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง +0.58% หนุนโดยการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มเทคฯ ธีม AI/Semiconductor รวมถึงหุ้นกลุ่มการแพทย์ นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังได้แรงหนุนจากการปรับเป้าราคาดัชนี STOXX600 สูงขึ้น จากทาง Goldman Sachs
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways แถวโซน 4.17% หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง ข้อมูลตลาดแรงงานที่จะทยอยรับรู้ในสัปดาห์นี้ ทั้งนี้ เราประเมินว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นบ้าง หากบรรยากาศในตลาดการเงินสหรัฐฯ กลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง หรือผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดลงบ้าง ซึ่งการปรับตัวสูงขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะเปิดโอกาสให้บรรดานักลงทุนสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ ได้ โดยเราคงมุมมองเดิมว่า
ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเป็น 1. แนวโน้มดอกเบี้ยของเฟด (ซึ่งจะขึ้นกับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยต้องจับตารายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ในช่วงนี้อย่างใกล้ชิด) 2. แนวโน้มฐานะการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ และ 3. บรรยากาศในตลาดการเงิน
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่าง ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ (ISM Services PMI) ในเดือนธันวาคม ยอดการจ้างงานภาคเอกชน โดย ADP ที่อาจช่วยสะท้อนถึงแนวโน้มยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) ที่จะทยอยรับรู้ในช่วงวันศุกร์นี้ได้ และยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOLTS Job Openings) นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด
นอกจากนี้ บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับเวเนซุเอลา รวมถึงความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในพื้นที่อื่นๆ เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน หลังการเจรจาเพื่อยุติสงครามมีความคืบหน้ามากขึ้น
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท แม้ว่า เงินบาทจะยังคงได้รับอานิสงส์จากการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาทองคำในช่วงนี้ ทว่า เรายังคงประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) อาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways ในช่วง 31.00-31.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ อีกทั้งควรระวัง ว่า เงินบาทยังมีความเสี่ยงเคลื่อนไหว Two-way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ไม่ยาก หลังตลาดทยอยรับรู้ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ
โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดส่วนใหญ่ต่างยังคงประเมินว่า เฟดมีโอกาสราว 34% ที่จะเดินหน้าลดดอกเบี้ยครั้งละ 25bps จำนวน 3 ครั้ง ในปีนี้ หรืออาจกล่าวได้ว่า ผู้เล่นในตลาดต่างมั่นใจว่า เฟดจะสามารถลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ อย่างแน่นอน ทำให้ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลตลาดแรงงานออกมาสดใสและดีกว่าคาด ก็อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดได้ไม่ยาก
ย้ำว่า การจะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ (กำลังเกิดขึ้นอยู่ล่าสุด) นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง (เรามองว่า ถ้าเป็นเพียงความวุ่นวายการเมืองอาจไม่ได้กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญได้)
ประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026) และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.10-31.35 บาท/ดอลลาร์
ขณะที่ ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีเอ็มบีธนชาต (ttb) เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้ เปิดตลาด 31.20 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับราคาปิดตลาด เมื่อวานที่ระดับ 31.25 บาท/ดอลลาร์ โดยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐเคลื่อนไหวสอดคล้องการปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ขณะที่นักลงทุนจับตาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ รวมทั้งสถานการณ์ในเวเนซุเอลา
นักลงทุนกำลังประเมินการแสดงความเห็นของเจ้าหน้าที่เฟด โดยโธมัส บาร์กิน ประธานเฟดสาขาริชมอนด์ เน้นย้ำว่า เฟดต้องใช้ความระมัดระวังในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม ซึ่งสวนทางกับสตีเฟน มิแรน ผู้ว่าการเฟดที่เรียกร้องให้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเชิงรุก ขณะที่ประธานเฟดสาขามินนีแอโพลิส แสดงความเห็นว่า เงินเฟ้อมีแนวโน้มลดลงอย่างช้า ๆ แต่ยังมีความเสี่ยงที่อัตราการว่างงานอาจพุ่งสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงจับตาตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐ ซึ่งมีกำหนดเปิดเผยในวันศุกร์นี้ เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในปีนี้ ขณะที่นักลงทุนคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งในปี 2569
ค่าเงินบาทในช่วงนี้ยังคงแข็งค่าตามราคาทองคำในตลาดโลกที่ปรับตัวขึ้นมา และยังคงเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาค
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
USD/THB 31.10- 31.30 แนะนำ ซื้อ 31.10 / ขาย 31.30
EUR/THB 36.30 - 36.80 แนะนำ ซื้อ 36.30 / ขาย 36.30
JPY/THB 0.1975 - 0.2015 แนะนำ ซื้อ 0.1975 / ขาย 0.2015
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB