SCB FM มอง บาทแข็งค่าได้ในระยะสั้น และอาจกลับมาอ่อนค่าในครึ่งหลังของปี
SCB FM มอง เงินบาทอาจแข็งค่าได้อีกเล็กน้อยในระยะสั้น ตามราคาทองคำ และอาจกลับมาอ่อนค่าได้ ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ มองกรอบปลายปีที่ 32.00-33.00 บาท
กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB Financial Markets: SCB FM) เปิดเผยว่า เงินบาทในเดือนนี้ผันผวนมากขึ้น โดยแข็งค่าเร็วตามราคาทองคำที่ปรับสูงขึ้นแรง แต่กลับมาอ่อนค่าได้หลังมีข่าวเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายในตลาดการเงินของไทย สำหรับในช่วงครึ่งปีแรก คาดว่าเงินบาทอาจแข็งค่าต่อได้ หาก Fed ลดดอกเบี้ยตามที่คาด และราคาทองคำยังสูงขึ้นต่อตามความเสี่ยงเรื่องสงครามในต่างประเทศ อย่างไรก็ดี เงินบาทมีโอกาสกลับมาอ่อนค่าได้ในช่วงครึ่งปีหลัง หากการลดดอกเบี้ยของ Fed จบลง และเศรษฐกิจไทยยังอ่อนแอตามที่คาด
นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนทางการเมืองอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เงินบาทกลับมาอ่อนค่าได้ในบางช่วง มองกรอบเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐในช่วง 1 เดือนนี้ที่ราว 31.10-31.60
นายแพททริก ปูเลีย รองผู้จัดการใหญ่ Head of Financial Markets Function ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าตั้งแต่เปิดปีใหม่มา เงินบาทผันผวนมากขึ้น โดยในช่วงสัปดาห์แรกพบว่าเงินบาทแข็งค่าเร็วตามราคาทองคำที่ปรับสูงขึ้นแรง หลังเกิดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และเหตุการณ์ความไม่สงบในต่างประเทศ ทั้งเวเนซุเอลา และอิหร่าน อีกทั้งเงินทุนเคลื่อนย้ายยังไหลเข้าตลาดบอนด์ไทยต่อเนื่องจากปีที่แล้ว ก็เป็นอีกปัจจัยที่ดันให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นมา อย่างไรก็ดี หลังมีการให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับแนวทางการดำเนินนโยบายในตลาดการเงินของไทย เช่น โอกาสการลดดอกเบี้ยในระยะข้างหน้า รวมถึงโอกาสที่จะปรับกฎเกณฑ์ควบคุมการทำธุรกรรมซื้อ/ขายทองคำ โดยเฉพาะในแพลตฟอร์มออนไลน์ จึงทำให้เงินบาทกลับมาอ่อนค่าเร็ว
สำหรับมุมมองในระยะต่อไป เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกเล็กน้อย หรืออยู่ในโซนแข็งค่า อย่างน้อยภายในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ แต่ในช่วงครึ่งปีหลังมีโอกาสที่จะเห็นเงินบาททยอยกลับมาอ่อนค่าได้ โดยปัจจัยที่จะทำให้เงินบาทแข็งค่าได้ต่อในช่วงครึ่งปีแรกมาจาก 1) ดัชนีเงินดอลลาร์อาจยังอ่อนค่าตามการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) โดยมองว่าแรงกดดันเงินเฟ้อในสหรัฐฯ จะปรับลดลง ขณะที่ตลาดแรงงานยังมีความเสี่ยงที่จะปรับแย่ลงต่อจากเทรนด์ AI ที่อาจเข้ามาแทนที่แรงงานบางส่วน จึงทำให้ Fed จะลดดอกเบี้ยต่อได้อีก 2 ครั้งในปีนี้ 2) เศรษฐกิจโลกที่ยังโตต่อได้ ซึ่งอาจส่งผลให้ความต้องการถือดอลลาร์อาจไม่มากนัก 3) ค่าเงินภูมิภาค โดยเฉพาะเงินหยวน มีแนวโน้มแข็งค่าต่อได้จากมุมมองเศรษฐกิจและการค้าที่ยังขยายตัวได้ต่อเนื่องในปีนี้ และ 4) ราคาทองคำที่อาจปรับสูงขึ้นต่อได้ แม้จะไม่มากเท่าปีที่แล้ว อย่างไรก็ดี การแข็งค่าของเงินบาทอาจไม่มากเท่าในปีที่แล้ว และหาก ธปท. ออกนโยบายดูแลการซื้อขายทองคำเพื่อลดทอนผลกระทบของราคาทองคำต่อเงินบาทได้อย่างตรงจุด ก็จะทำให้แรงกดดันด้านแข็งค่าของเงินบาทลดลงได้ มองกรอบ USDTHB ในช่วง 1 เดือนนี้ที่ราว 31.10-31.60
สำหรับในระยะยาว เงินบาทอาจกลับมาอ่อนค่าได้ มองกรอบปลายปีที่ราว 32.00-33.00 บาทต่อดอลลาร์ ปัจจัยที่อาจทำให้เงินบาทอ่อนค่ามาจาก 1) หลังจบ Easing cycle และเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังโตต่อได้ดีจากการลงทุนและนโยบายภาครัฐที่เร่งการใช้จ่าย/ลงทุน (AI, Data center, Defense) ซึ่งจะดันให้เงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่าได้ 2) เศรษฐกิจไทยที่ยังมีแนวโน้มอ่อนแอลง และดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มปรับแย่ลงตามการส่งออกที่อาจหดตัวได้ในปีนี้ 3) เงินทุนเคลื่อนย้ายอาจไม่ไหลเข้ามาเท่าในปีก่อน เพราะ Easing cycle ในเอเชียใกล้จบลง และการโยกเงินออกจากสหรัฐฯ อาจลดลง หลังนักลงทุนเคยชินกับความไม่แน่นอนของนโยบายทรัมป์ และ 4) การเมืองไทยที่ยังมีความไม่แน่นอน และอาจทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า
นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วงที่มีความไม่แน่นอนในการจัดตั้งรัฐบาล อาจทำให้มีเงินไหลออกและบาทอ่อนค่าได้ในบางช่วง โดยผลต่อเงินบาทจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาการจัดตั้งรัฐบาล หากการเลือกตั้งไม่ถูกเลื่อนออกไป รัฐบาลจัดตั้งได้เร็ว เงินบาทอาจอ่อนค่าเพียงเล็กน้อยและในช่วงสั้น อย่างไรก็ดี หาก Timeline การจัดตั้งรัฐบาลถูกเลื่อนออกไปจากที่ประเมิน หรือมีการประท้วงการเลือกตั้ง ก็อาจทำให้บาทอ่อนค่าเร็วได้ โดยกรณี Worst case บาทอาจอ่อนค่ามากกว่า 30-40 สตางค์ภายใน 1 วันได้ สำหรับกระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2027 นายวชิรวัฒน์ มองว่าหากการจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปตาม Timeline พ.ร.บ. งบฯ ปี 2027 อาจประกาศล่าช้า 1-2 เดือน ขณะที่การเร่งรัดเบิกจ่ายงบฯ ปี 2026 จะทำให้ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและตลาดการเงินอาจไม่มากนัก อย่างไรก็ดี หากการจัดตั้งรัฐบาลมีความล่าช้า ส่งผลต่อการจัดทำงบฯ ปี 2027 ก็อาจส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจไทยและค่าเงินในช่วงครึ่งปีหลังได้
สำหรับมุมมองนโยบายการเงินไทยคาดว่า กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบายลงไปอยู่ที่ 1% ภายในกลางปีนี้ และทรงตัวต่ำนานถึงปี 2027 เพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำมากต่อเนื่อง สำหรับมุมมองของผู้เล่นในตลาดการเงินนั้น ตลาดให้โอกาสเพียง 40-50% ที่ กนง. จะลดดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้ และพบว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมาจากอุปสงค์ของนักลงทุนที่เบาบางลง ขณะที่อุปทานพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้กลุ่มค่าน่าเชื่อถือสูงมีออกมามากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ทั้งนี้หาก กนง. ลดดอกเบี้ยนโยบายตามที่ประเมิน ก็จะกดดันให้ Short-term bond yields ปรับลดลงมาได้
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB