เงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ 31.25 บาท/ดอลลาร์ “ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง” แต่มีจังหวะแข็งค่าขึ้นตามการย่อตัวลงของดอลลาร์
ค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ 31.25 บาท/ดอลลาร์ “ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง” แต่มีจังหวะแข็งค่าขึ้นเข้าใกล้โซน 31.20 บาท ตามจังหวะการย่อตัวลงของเงินดอลลาร์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.25 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 31.21-31.28 บาทต่อดอลลาร์) หลังผู้เล่นในตลาดต่างก็รอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม อีกทั้งในช่วงคืนที่ผ่านมาก็เป็นช่วงวันหยุดของตลาดการเงินสหรัฐฯ เนื่องในวัน Martin Luther King Jr.
ทำให้ปริมาณการทำธุรกรรมในตลาดการเงินเบาบางลงจากช่วงปกติ
อย่างไรก็ดี เงินบาทมีจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้าง เข้าใกล้โซน 31.20 บาทต่อดอลลาร์ ตามจังหวะการย่อตัวลงของเงินดอลลาร์ และการปรับตัวขึ้นบ้างของราคาทองคำ (XAUUSD) ท่ามกลางประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังร้อนแรงอยู่ หลังประธานาธิบดี Donald Trump ของสหรัฐฯ ได้ขู่ขึ้นภาษีนำเข้ากับเดนมาร์กและอีก 7 ประเทศยุโรป จนกว่าสหรัฐฯ จะบรรลุข้อตกลงซื้อ Greenland
แม้ว่าตลาดการเงินสหรัฐฯ จะปิดทำการเนื่องในวันหยุด ทว่า หากประเมินจากสัญญาฟิวเจอร์สตลาดหุ้นสหรัฐฯ ล่าสุด ที่ปรับตัวลดลงราว -1% อาจสะท้อนว่า บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีแนวโน้มพลิกกลับมาอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มการเดินหน้านโยบายกีดกันทางการค้ากับ 8 ประเทศยุโรป จนกว่าสหรัฐฯ จะบรรลุข้อตกลงซื้อ Greenland
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวลงกว่า -1.19% หลังประธานาธิบดี Donald Trump ของสหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้ากับ 8 ประเทศยุโรป จนกว่าสหรัฐฯ จะบรรลุข้อตกลงซื้อ Greenland กดดันให้ บรรดาหุ้นกลุ่มสินค้าแบรนด์เนม หุ้นกลุ่ม Healthcare (โดยเฉพาะบริษัทยารายใหญ่) หุ้นเทคฯ ธีม AI/Semiconductor และหุ้นกลุ่มยานยนต์ ต่างปรับตัวลดลงหนัก อาทิ LVMH -4.3% และ ASML -4.0%
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลงบ้าง ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับบรรดาประเทศยุโรป ในประเด็น Greenland ที่ประธานาธิบดี Donald Trump ประกาศขึ้นภาษีนำเข้ากับเดนมาร์กและอีก 7 ประเทศยุโรป จนกว่าจะบรรลุข้อตกลงซื้อ Greenland ส่งผลให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลงสู่โซน 99.0 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.0-99.3 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่า ประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และจังหวะการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ จะพอช่วยหนุน ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ก.พ. 2026) ทว่า ราคาทองคำก็ยังไม่สามารถปรับตัวขึ้นต่อเนื่องได้ชัดเจนและมีจังหวะปรับตัวลงบ้าง ท่ามกลางแรงขายทำกำไรของผู้เล่นในตลาด ทำให้โดยรวม ราคาทองคำยังคงแกว่งตัวแถวโซน 4,670 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานข้อมูลตลาดแรงงานของอังกฤษ รวมถึงถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ BOE ที่ล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า BOE มีโอกาสราว 79% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ ไม่ต่างกับฝั่งของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ซึ่งผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 86% ที่ FED อาจลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง เช่นกัน
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เรายังคงประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) อาจเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในลักษณะ Sideways หลังผู้เล่นในตลาดต่างก็รอรับรู้ปัจจัยอื่นๆ เพิ่มเติม อาทิ ประเด็นการเมืองญี่ปุ่นและผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในวันศุกร์นี้ รวมถึง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อย่าง ดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการจากบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลัก
ทั้งนี้ ในช่วงระหว่างวัน เราคงมองว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเงินบาทกับราคาทองคำนั้นยังอยู่ในระดับสูงเกิน 80% (เมื่อประเมินจาก Correlation ในช่วง 1 เดือน) ทำให้การเคลื่อนไหวของราคาทองคำจะส่งผลกระทบต่อเงินบาทเช่นเดิม โดยเรามองว่า แม้ราคาทองคำจะมีจังหวะย่อตัวลงบ้าง ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงบ้าง เข้าใกล้โซนแนวต้าน 31.30 บาทต่อดอลลาร์ ทว่า หากตลาดการเงินโดยรวมยังอยู่ในบรรยากาศปิดรับความเสี่ยง อาจยังพอช่วยหนุนราคาทองคำอยู่ และอาจเห็นการรีบาวด์ขึ้นบ้างของราคาทองคำ
ซึ่งจะช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทได้ เว้นแต่ว่า เงินดอลลาร์จะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องชัดเจน กดดันให้ราคาทองคำปรับตัวลดลง ซึ่งภาพดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้ เมื่อตลาดรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาสดใส จนทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED หรือ ในกรณีที่ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจของประเทศอื่นๆ ออกมาแย่กว่าคาด เช่น ตลาดแรงงานอังกฤษ ส่งสัญญาณชะลอตัวลงชัดเจน จนทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยของ BOE กดดันให้ เงินปอนด์อังกฤษ (GBP) อ่อนค่าลงบ้าง
นอกจากนี้ เราสังเกตเห็นว่า ในช่วงที่ผ่านมา บรรดานักลงทุนต่างชาติเริ่มทยอยกลับเข้าซื้อสินทรัพย์ไทยเพิ่มเติม โดยเฉพาะฝั่งหุ้นไทย ซึ่งอาจเป็นการทยอยเข้าซื้อในธีม Yield & Value Play ส่วนในฝั่งตลาดบอนด์ ก็อาจเห็นแรงซื้อบอนด์ระยะยาวจากฝั่งนักลงทุนต่างชาติบ้าง หลังบอนด์ยีลด์ระยะยาวของไทยได้ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา อาทิ บอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย ล่าสุด ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 1.84% ซึ่งถือว่า สูงกว่าระดับ Fair ที่เราประเมินไว้ราว 1.75% หากธนาคารแห่งประเทศไทยคงดอกเบี้ยที่ระดับ 1.25%
อนึ่ง เราขอเน้นย้ำว่า การจะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ (กำลังเกิดขึ้นอยู่ล่าสุด)
นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง (เรามองว่า ถ้าเป็นเพียงความวุ่นวายการเมืองอาจไม่ได้กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญได้)
เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026) และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.15-31.40 บาท/ดอลลาร์
ขณะที่ ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาดที่ 31.25 บาท/ดอลลาร์ ใกล้เคียงกับราคาปิดตลาด เมื่อวานที่ระดับ 31.26 บาท/ดอลลาร์
ตลาดเงินนิวยอร์ก ปิดทำการเนื่องในวันมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ โดยค่างินบาทยังคงมีทิศทางแข็งค่าขึ้นสอดคล้องกับ เงินดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับทุกสกุลเงินสำคัญ
ปธน.ทรัมป์มีกำหนดเข้าร่วมการประชุมเวิลด์ อิโคโนมิก ฟอรั่ม (WEF) ในวันพุธและพฤหัสบดีนี้ (21-22 ม.ค.) โดยเขาจะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในวันพุธที่ 21 ม.ค. ทำให้นักลงทุนจับตาการกล่าวสุนทรพจน์ของปธน.ทรัมป์ในการประชุม WEF ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินทั่วโลก
ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เริ่มเข้าสู่ช่วงงดเว้นการแสดงความเห็นเกี่ยวกับนโยบายการเงิน (Blackout Period) ก่อนที่เฟดจะจัดการประชุมกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ในวันที่ 27-28 ม.ค. โดย CME Group ชี้ว่านักลงทุนให้น้ำหนัก 95.0% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมวันที่ 27-28 ม.ค. และให้น้ำหนัก 5.0% ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.25-3.50% นอกจากนี้ คาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ โดยจะเกิดขึ้นในเดือนมิ.ย.และต.ค.
ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ได้แก่ ตัวเลขการจ้างงานของภาคเอกชนรายสัปดาห์,จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 3/2568 (Final), ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) , ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการ และภาคการผลิตขั้นต้นเดือนม.ค. และ ดัชนีราคาผู้บริโภค
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
USD/THB 31.10- 31.40 แนะนำ ซื้อ 31.10/ ขาย 31.40
EUR/THB 36.20 - 36.70 แนะนำ ซื้อ 36.20 / ขาย 36.70
JPY/THB 0.1960 - 0.2000 แนะนำ ซื้อ 0.1960 / ขาย 0.2000
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB