สแตนดาร์ดชาเตอร์ด คาด กพ. กนง.ลดดอกเบี้ยเหลือ 1% หวังรัฐบาลใหม่บริหารได้ต่อเนื่อง
สแตนดาร์ดชาเตอร์ด คาด ก.พ. นี้ กนง. ลดดอกเบี้ยเหลือ 1% GDP ครึ่งปีแรก เหลือ 0.7% หวัง รัฐบาลใหม่บริหารประเทศต่อเนื่อง มีนโยบายระยะยาวกระตุ้นเศรษฐกิจ
นายทิม ลีฬหะพันธุ์ นักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ธนาคารมีมุมมองที่ระมัดระวังต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งแรก ปี 2569 โดยคาดการณ์ว่าในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จากปัจจุบันที่ 1.25% ลงสู่ระดับ 1%
โดยมีเหตุผลสำคัญมาจากภาวะเงินเฟ้อติดลบ ที่ลากยาวมากว่า 9 เดือน และคาดว่าจะติดลบต่อเนื่องไปอีก 9 เดือนในปีนี้ ประกอบกับตัวเลขเศรษฐกิจ (GDP) ในช่วงครึ่งปีแรกที่คาดว่าจะเติบโตเพียง 0.7%
ซึ่งถือเป็นการชะลอตัวอย่างชัดเจนระหว่างรอการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง
"เราคาดการณ์เศรษฐกิจอาจจะชะลอในช่วงครึ่งปีแรก ที่กำลังรอการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง เรามองเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีแรกโต 0.7% ประกอบกับเงินเฟ้อของเมืองไทย ติดลบมา 9 เดือน แล้วก็น่าจะติดลบอีก 9 เดือนในปีนี้ เพราะฉะนั้นทั้งเศรษฐกิจที่อาจจะชะลอในช่วงใกล้ ทั้งเงินเฟ้อยังติดลบต่อเนื่อง แล้วก็เรื่องของบาทที่ยังแข็งอยู่ ในไตรมาสที่ 1 จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้แบงก์ชาติอาจจะต้องลดดอกเบี้ยลง เราเลยเดาว่า กนง. อาจลดดอกเบี้ยเลย วันที่ 25 กุมภาพันธ์" นายทิม กล่าว
ในส่วนของค่าเงินบาท นายทิม ระบุว่าในช่วงสั้นบาทยังยากที่จะอ่อนค่าลง โดยต้นปีแข็งค่าขึ้นมาแล้วกว่า 1.5% อยู่ที่ระดับ 30.5-30.6 บาทต่อดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม หากมาตรการของ ธปท. ในการแก้ไขปัญหาบาทแข็งผ่านการปรับโครงสร้างการค้าทองคำประสบความสำเร็จ และได้รับความร่วมมือจากผู้ค้าทองคำ ก็คาดว่าเงินบาทจะกลับไปอ่อนค่าตามปัจจัยพื้นฐานในช่วงครึ่งปีหลัง โดยตั้งเป้าหมายไว้ที่ 33 บาท ต่อดอลลาร์สหรัฐในช่วงกลางปี และ 33.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในช่วงปลายปี
นอกจากนี้ นายทิม ระบุว่า ทางธนาคารได้ตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติของเงินทุนเคลื่อนย้าย (Capital Flow) ว่า เห็นตัวเลข Error and Omission หรือ ความคลาดเคลื่อนทางสถิติในบัญชีดุลการชำระเงิน ของประเทศ ในปีที่แล้วค่อนข้างเยอะถึง 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือ ประมาณ 3% ของ GDP ซึ่งยังไม่แน่ใจว่าตัวเลขดังกล่าวนั้นเกี่ยวข้องกับทองคำอย่างเดียวหรือมี Flow อื่นปนอยู่หรือไม่ ดังนั้น หากมาตรการทองคำออกมาครบแล้วแต่ค่าเงินบาทยังแข็งกว่าเพื่อนบ้าน ไทยอาจต้องมองหาความผิดปกติจากสาเหตุอื่น ที่ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าเพิ่มเติมด้วย
"ตัวเลข Error and Omission ในดุลการชำระเงินของปีที่ผ่านมาที่มีมูลค่าสูงถึง 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือ ประมาณ 3% ของ GDP ซึ่งยังไม่มีคำตอบชัดเจนว่าเป็น Flow ที่เกี่ยวข้องกับทองคำทั้งหมดหรือไม่ หากมาตรการคุมเทรดทองออนไลน์สกุลบาทที่กำลังจะออกมาไม่สามารถช่วยลดการแข็งค่าของเงินบาทได้ อาจสะท้อนว่ามี Flow อื่นๆแน่นอน ที่ทางการต้องเข้าไปจัดการเพิ่มเติม"
สำหรับประเด็นราคาทองคำที่พุ่งเหนือเกือบ 5,100 ดอลลาร์ นายทิม ยอมรับว่า ราคาทองคำเคลื่อนไหวเร็วกว่าที่ธนาคารคาดการณ์ไว้อย่างมาก จนเกือบแตะ Target ทั้งปีที่คาดไว้ว่าจะอยู่ที่ 5,150 ดอลลาร์ โดยมองว่า ขณะนี้ยังยากที่จะระบุสาเหตุที่ทำให้ราคาทองคำพุ่งเร็วขนาดนี้ได้แน่ชัด ว่าเป็นเพราะความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือการคาดการณ์ดอกเบี้ยสหรัฐฯจะเป็นขาลง หรือดอลลาร์อ่อน ซึ่งมองว่าสาเหตุดังกล่าวนี้ เป็นปัจจัยภายนอกที่ธนาคารยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำไทย จะพุ่งไปแตะระดับ 100,000 บาทหรือไม่นั้น นายทิมระบุว่า อาจยังไม่เห็นราคาที่สูงขนาดนั้นในปีนี้ และคาดว่า ราคาทองคำทั้งปีจะอยู่ที่ประมาณ 75,000 บาท
ส่วนการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2569 ที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้น นายทิม มองว่าจะเป็น "Smooth Transition" หรือการเปลี่ยนผ่านที่ราบรื่น ในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ ไม่ว่าพรรคไหนจะเป็นรัฐบาล หรือว่าพรรคใดจะจับมือกัน แต่ประเด็นเรื่องระยะเวลา การจัดตั้งรัฐบาลนั้นน่ากังวลมากกว่า
โดยคาดว่าช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านไปสู่รัฐบาลใหม่ จะใช้เวลาประมาณ 119 วัน (เทียบเท่าปี 2562) นับจากวันเลือกตั้งจนกว่าจะได้รัฐบาลใหม่ที่พร้อมแถลงนโยบาย ซึ่งอาจลากยาวไปจนถึงปลายเดือนมิถุนายน 2569 ซึ่งระยะเวลาดังกล่าวจะทำให้ครึ่งปีแรกขาดการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจและการลงทุนใหม่ๆ ส่งผลให้ภาพรวมจีดีพีทั้งปี 2569 อาจเติบโตได้ไม่เกิน 2% ตามที่ทางธนาคารคาดการณ์ไว้
ขณะที่ในระยะถัดไป นายทิม คาดการณ์ว่าปัจจัยภายนอก (Global) ยังไม่เอื้อต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งปัญหาภาษีศุลกากร (Tariff) ที่ยังไม่ทราบเพดานที่แน่นอน และฐานการส่งออกที่สูงจากปีก่อน ทำให้ไทยต้องกลับมาเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ แต่อย่างไรก็ตามไทยกำลังเผชิญกับข้อจำกัดทั้งสองด้าน ได่แก่ นโยบายการเงิน ที่ดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำมาก และนโยบายการคลัง ที่หนี้สาธารณะจ่อเพดานที่ 67-68% ของ GDP
ดังนั้น ความท้าทายหลักของรัฐบาลใหม่คือการสร้าง ความต่อเนื่อง ของนโยบายเพื่อให้เกิดการลงทุนระยะยาว แทนที่จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเพียงอย่างเดียว
"สิ่งที่เรากังวลคือที่ผ่านมา รัฐบาลขาดความต่อเนื่อง ดังนั้นเราอยากเห็น และคาดหวังว่ารัฐบาลชุดใหม่หลังจากที่มีการจัดตั้งเสร็จสิ้นเรียบร้อยทุกกระบวนการแล้วจะมีความต่อเนื่องในการทำงาน เพื่อขับเคลื่อนนโยบายต่างๆที่รัฐบาลวางไว้ได้อย่างราบรื่น เพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้าพอไปได้" นายทิม กล่าว
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB