เงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ 31.16 บาท/ดอลลาร์ "อ่อนค่าลง เล็กน้อย"เฟดคงดอกเบี้ย
เงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ 31.16 บาท/ดอลลาร์ "อ่อนค่าลง เล็กน้อย" จากการทยอยแข็งค่าของดอลลาร์ หลังเฟดคงดอกเบี้ย และราคาทองทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.16 บาทต่อดอลลาร์ "อ่อนค่าลง เล็กน้อย" จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 31.07 บาทต่อดอลลาร์ นับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลง ในลักษณะ Sideways Up (แกว่งตัวในกรอบ 31.02-31.20 บาทต่อดอลลาร์) กดดันโดยการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่ได้รับอานิสงส์จากการทยอยอ่อนค่าลงของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY)
หลังรัฐมนตรีฯ คลังของสหรัฐฯ Scott Bessent ออกมาปฏิเสธว่าทางการสหรัฐฯ ไม่ได้เข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น
นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ ยังได้แรงหนุนเพิ่มเติมตามการทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของFED (มองว่า FED มีโอกาสราว 77% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้) สอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และผลการประชุม FED ที่มีมติไม่เป็นเอกฉันท์ (10-2) คงดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75% ตามคาด ซึ่ง FED ไม่ได้ส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม โดยย้ำว่า FED จะรอติดตามและประเมินข้อมูลที่ได้รับอย่างรอบคอบ ก่อนที่จะปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินเพิ่มเติม (สะท้อนท่าที Data Dependent ของ FED)
อย่างไรก็ดี เงินดอลลาร์ได้อ่อนค่าลงบ้าง หลังถ้อยแถลงของประธาน FED Jerome Powell ไม่ได้ปิดโอกาสที่ FED จะสามารถเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้ ทั้งในส่วนของตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ประธาน FED ย้ำว่า ยังมีสัญญาณของการชะลอตัวลงต่อเนื่องอยู่ ส่วนผลกระทบของนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ได้สะท้อนในภาพเศรษฐกิจไปพอสมควรแล้ว เป็นต้น กอปรกับ ผู้เล่นในตลาดยังมีความหวังว่า Rick Rieder อาจได้รับเลือกเป็นประธาน FED คนใหม่ และอาจดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้นได้ ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED เพิ่มเติม โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า FED มีโอกาสราว 91% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้
นอกจากนี้ เงินบาทยังได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ของราคาทองคำ (XAUUSD) ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ร้อนแรงขึ้น และมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังเชื่อมั่นว่า FED อาจลดดอกเบี้ยได้ราว 2 ครั้งในปีนี้
บรรดาผู้เล่นในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ไม่ได้เดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงมากนัก เพื่อรอลุ้นผลการประชุม FED ซึ่งสุดท้าย FED คงดอกเบี้ยตามคาดและไม่ได้ส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าลดดอกเบี้ยต่อที่ชัดเจน ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดต่างก็รอลุ้น ผลประกอบการของบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ ส่งผลให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.01% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้นราว +0.17%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวลงกว่า -0.75% ท่ามกลางแรงเทขายบรรดาหุ้นกลุ่มสินค้าแบรนด์เนม อาทิ LVMH -7.9% รวมถึงแรงขายทั้งหุ้นกลุ่ม Healthcare และ บรรดาหุ้นกลุ่มเทคฯ ธีม AI/Semiconductor ทว่า ตลาดหุ้นยุโรปพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน ที่ได้อานิสงส์จากการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบ ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับ อิหร่านที่ร้อนแรงขึ้น
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways แถวโซน 4.24% โดยมีจังหวะปรับตัวขึ้น และลง ตามการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED นอกจากนี้ ภาวะระมัดระวังตัวของผู้เล่นในตลาดได้ช่วยจำกัดการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ไม่ให้ทะลุเกินโซน 4.27% (เป็นระดับที่บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวเข้าใกล้ ในช่วงปรับลดความคาดหวังการลดดอกเบี้ยของ FED)
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ในลักษณะ Sideways Down แม้ว่าจะได้อานิสงส์จากการอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่นและการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง ทว่า เงินดอลลาร์พลิกกลับมาอ่อนค่าลง หลังถ้อยแถลงของประธาน FED ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังมีความหวังว่า FED จะสามารถลดดอกเบี้ยได้ราว 2 ครั้งในปีนี้ ส่งผลให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยสู่โซน 96.3 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 96.0-96.7 จุด)
ในส่วนของราคาทองคำ ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ร้อนแรงขึ้น กอปรกับจังหวะการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ หลังผู้เล่นในตลาดทยอยปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED เพิ่มเติม ได้หนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2026) สามารถทยอยปรับตัวสูงขึ้น ทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์อีกครั้ง ทะลุโซน 5,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เราขอเน้นย้ำมุมมองเดิมว่า เงินบาท (USDTHB) มีแนวโน้มแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน ในกรอบ Sideways ไปก่อน โดยเงินบาทมีโซนแนวต้านแถว 31.30 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 31.50 บาทต่อดอลลาร์) ขณะที่โซนแนวรับ จะอยู่ในช่วง 31.00 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 31.00 บาทต่อดอลลาร์) แม้ว่า ราคาทองคำ (XAUUSD) จะสามารถปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์
แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเงินบาทกับราคาทองคำได้เริ่มเปลี่ยนแปลงไปบ้าง จากเดิมที่ Correlation 30 วัน ระหว่างเงินบาทกับราคาทองคำนั้นสูงเกิน 80% ทว่า ล่าสุด Correlation ได้ลดลงเหลือราว 50%-60% ภายในระยะเวลาอันสั้น ช่วงที่ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนว่า อาจเกิดแรงซื้อแบบไล่ราคา (Fear Of Missing Out) หรือ FOMO Buy ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เราได้ระบุมาโดยตลอดว่า อาจกดดันเงินบาทฝั่งอ่อนค่าได้ แม้ว่า ราคาทองคำจะปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง หรืออาจจะเป็นอานิสงส์จากมาตรการของทางธนาคารแห่งประเทศไทยในการควบคุมผลกระทบจากราคาทองคำด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ ในช่วงระยะสั้น ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ร้อนแรงขึ้น ยังได้หนุนให้ ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น เพิ่มแรงกดดันต่อเงินบาท ผ่านโฟลว์ธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันดิบ ซึ่งภาพดังกล่าวได้เกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนที่มักจะมีโฟลว์ธุรกรรมซื้อเงินดอลลาร์จากฝั่งผู้ประกอบการ อย่าง ฝั่งผู้นำเข้า ทำให้ เราประเมินว่า เงินบาทอาจยังไม่สามารถแข็งค่าขึ้นแรง จนหลุดระดับ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจนในระยะสั้น
เว้นแต่ว่า เงินดอลลาร์จะอ่อนค่าลงหนัก ซึ่งเรามองว่า ภาพดังกล่าวจะเกิดขึ้น หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง ข้อมูลตลาดแรงงานออกมาแย่กว่าคาดไปมาก หรือเกิดการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) จริง ซึ่งเราประเมินว่า อาจยังไม่เกิดภาพดังกล่าวในช่วงนี้ หลังเงินเยนญี่ปุ่นได้พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นพอควร จากช่วงก่อนหน้าที่เกือบทะลุโซน 160 เยนต่อดอลลาร์
ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้น จนกว่าจะสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ส่วนในแนวโน้มระยะกลางนั้น (ประเมินด้วย Time Frame Weekly) เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้น จนกว่าจะสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 31.80 บาทต่อดอลลาร์ และเราจะปรับมุมมองต่อแนวโน้มเงินบาทใหม่ หากสามารถอ่อนค่าทะลุเส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์ แถวโซน 32.10-32.20 บาทต่อดอลลาร์
เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026) และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.05-31.30 บาท/ดอลลาร์
ขณะที่ ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 31.12 บาท/ดอลลาร์ ใกล้เคียงกับราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ระดับ 31.11 บาท/ดอลลาร์
ดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยตามคาด และไม่ได้ส่งสัญญาณการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในอนาคตแต่อย่างใด
คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของเฟด มีมติ 10 ต่อ 2 ในการคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 3.50-3.75% สอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาด
ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ได้ออกแถลงการณ์ภายหลังการประชุมเสร็จสิ้นลงโดยระบุว่า ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจที่มีอยู่ในขณะนี้บ่งชี้ว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ขยายตัวในอัตราที่แข็งแกร่ง ขณะที่การเพิ่มขึ้นของจ้างงานยังคงอยู่ในระดับต่ำ และอัตราการว่างงานได้ส่งสัญญาณบางประการถึงความมีเสถียรภาพ ส่วนอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง
ส่วนในการประเมินแนวทางที่เหมาะสมของนโยบายการเงินนั้น คณะกรรมการฯ จะยังคงจับตาข้อมูลแนวโน้มเศรษฐกิจที่จะได้รับในวันข้างหน้า ขณะเดียวกันคณะกรรมการฯ จะเตรียมความพร้อมเพื่อปรับแนวทางนโยบายการเงินตามความเหมาะสม หากพบว่ามีความเสี่ยงที่จะทำให้เฟดไม่สามารถบรรลุเป้าหมายต่าง ๆ ของคณะกรรมการฯ โดยคณะกรรมการฯ จะประเมินข้อมูลในวงกว้าง ซึ่งรวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับภาวะตลาดแรงงาน แรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และการคาดการณ์เงินเฟ้อ รวมถึงการพิจารณาสถานการณ์ทางการเงิน และสถานการณ์ในต่างประเทศ นอกจากนี้ในระหว่างการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน เจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ไม่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยในอนาคต โดยกล่าวว่าการพิจารณาของเฟดจะขึ้นอยู่กับข้อมูลเป็นหลัก อย่างไรก็ตามนักลงทุนคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ โดยจะเกิดขึ้นในเดือนมิ.ย.และธ.ค. และจะไม่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปี 2570
สถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ เมื่อวานนี้นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย 458 ล้านบาท และซืัอสุทธิพันธบัตรไทย 20,345 ล้านบาท
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
USD/THB 30.90- 31.30 แนะนำ ทยอยซื้อที่ 30.90/ขาย 31.30
EUR/THB 36.90 - 37.40 แนะนำ ซื้อ 36.90 /ขาย 37.40
JPY/THB 0.2000 - 0.2050 แนะนำ ซื้อ 0.2000 / ขาย 0.2050
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB