เงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ 31.25 บาท/ดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” แต่อาจทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง
เงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ 31.25 บาท/ดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” แต่อาจทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง บนความผันผวนที่สูงขึ้น คืนนี้จับตารายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.25 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 31.15 บาทต่อดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงบ้าง ในลักษณะ Sideways Up เข้าใกล้โซนแนวต้าน 31.30 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 31.11-31.30 บาทต่อดอลลาร์) แม้เงินบาทจะมีจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้าง ตามจังหวะอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์
หลังรายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) ของสหรัฐฯ ในเดือนธันวาคม ออกมาแย่กว่าคาด หนุนให้บรรดาผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED บ้าง โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 38% ที่ FED จะลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ในปีนี้ อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทได้ถูกชะลอลง จากทั้งจังหวะการย่อตัวลงของราคาทองคำ (XAUUSD) ที่ยังคงหนุนความต้องการซื้อทองคำในจังหวะย่อตัวจากผู้เล่นในตลาด รวมถึง การทยอยรีบาวด์สูงขึ้นของเงินดอลลาร์ ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดยังคงไม่รีบปรับสถานะถือครองเงินดอลลาร์อย่างมีนัยสำคัญจนกว่าจะรับรู้รายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ที่จะรับรู้ในช่วงคืนวันพุธนี้ ตามเวลาประเทศไทย
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะระมัดระวังตัวมากขึ้น จากความผิดหวังต่อรายงานข้อมูลยอดค้าปลีกของสหรัฐฯ ล่าสุด และแรงขายหุ้นธีม AI โดยเฉพาะ Alphabet -1.8% หลังบริษัทประกาศระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้ ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังมีความกังวลต่อแนวโน้มการลงทุนของบรรดาหุ้นธีม AI อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของหุ้นเทคฯ ใหญ่ อย่าง Tesla +1.9% และการปรับตัวขึ้นของหุ้น Defensive เช่น กลุ่ม Utilities ส่งผลให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.33% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ลดลง -0.59%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวลง -0.07% ท่ามกลางรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาผสมผสาน ทว่า ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มสินค้าแบรนด์เนม อาทิ Kering +10.9% หลังบริษัทรายงานยอดขายที่ลดลงน้อยกว่าคาด รวมถึงการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มยานยนต์ ที่ได้อานิสงส์จากรายงานผลประกอบการดีกว่าคาดของ Ferrari +10.2%
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวลดลงสู่ระดับ 4.14% ตามภาวะระมัดระวังตัวของตลาดการเงินโดยรวม ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดได้ปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED ตามรายงานข้อมูลยอดค้าปลีกของสหรัฐฯ ล่าสุดที่ออกมาแย่กว่าคาด ทั้งนี้ เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ โดยเฉพาะในช่วงบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นเหนือโซน 4.25% (เช่น เดียวกับบอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย ที่เรามองว่า โซน 1.90% ขึ้นไป มีความน่าสนใจ)
เนื่องจากบอนด์ยีลด์ระยะยาวสหรัฐฯ ยังเสี่ยงผันผวนสูงขึ้นได้บ้าง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0 ความเสี่ยงด้านฐานะการคลังของสหรัฐฯ และการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทยอยออกมาดีกว่าคาดอีกครั้ง โดยเฉพาะล่าสุด ผู้เล่นในตลาดต่างมั่นใจว่า FED จะสามารถลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง และอาจมีโอกาสราว 38% ที่จะลดดอกเบี้ยครั้งที่ 3 ได้
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน แม้จะเผชิญแรงกดดันจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาแย่กว่าคาด ทว่าเงินดอลลาร์ยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากภาวะระมัดระวังตัวของตลาดการเงิน อีกทั้งผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ในวันพุธนี้ ก่อนปรับสถานะถือครองที่ชัดเจน ทำให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ยังคงเคลื่อนไหวแถวโซน 96.9 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 96.6-97 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่าตลาดการเงินจะอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง
แต่การเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนของเงินดอลลาร์ (ที่มีจังหวะรีบาวด์สูงขึ้นบ้าง) กอปรกับแรงขายทำกำไรทองคำของผู้เล่นในตลาดบางส่วน ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2026) ยังคงแกว่งตัวในกรอบ Sideways แถวโซน 5,000-5,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยราคาทองคำยังพอได้แรงหนุนเพิ่มเติมจากความต้องการซื้อทองคำในจังหวะย่อตัว (Buy on Dip) ท่ามกลางความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ อย่างความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยังคงมีอยู่
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ อาทิ ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) อัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) และอัตราการเติบโตของค่าจ้าง (Average Hourly Earnings) ในเดือนมกราคม ที่จะทยอยรับรู้ในช่วงราว 20.30 น. ตามเวลาประเทศไทย พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED หลังผู้เล่นในตลาดต่างมั่นใจว่า FED จะสามารถลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ และยังมีโอกาสพอควรที่จะลดดอกเบี้ยครั้งที่ 3 ได้
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้ง คอยติดตามพัฒนาการของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะ สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง
สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท เรายังคงประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) อาจทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง บนความผันผวนที่สูงขึ้น โดยในช่วงระหว่างวัน เงินบาทอาจพอได้อานิสงส์จากแรงซื้อสินทรัพย์ไทย จากบรรดานักลงทุนต่างชาติ หลังรับรู้ผลการเลือกตั้ง สอดคล้องกับสถิติการทยอยแข็งค่าขึ้นบ้างของเงินบาท ในช่วง Post-Election Rally อย่างไรก็ตาม เราขอย้ำว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจเป็นไปอย่างจำกัดได้ เนื่องจากผู้เล่นในตลาดอาจไม่รีบปรับสถานะถือครองที่ชัดเจน (และหากเงินบาทแข็งค่าขึ้นพอควร อาจมีการทยอยขายทำกำไรสถานะ Long THB หรือมองเงินบาทแข็งค่าขึ้นบ้าง) เพื่อรอลุ้น ข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ในคืนวันพุธนี้ ซึ่งเป็นข้อมูลที่อาจส่งผลกระทบต่อตลาดการเงิน ผ่านการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบาย FED ได้อย่างมีนัยสำคัญ
โดยเราประเมินว่า ในช่วงก่อนรับรู้รายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ปัจจัยสำคัญต่อเงินบาท ทั้งเงินดอลลาร์และราคาทองคำ อาจเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways แต่ต้องระวังความผันผวนของตลาดการเงินที่อาจสูงขึ้น ในช่วงทยอยรับรู้ข้อมูลดังกล่าว โดยจากสถิติย้อนหลัง 1 ปี เราพบว่า กรอบการแกว่งตัว +/-1.0 SD ของค่าเงินบาท (USDTHB) สูงถึงราว +0.22%/-0.39% ในช่วงหลังรับรู้ข้อมูล 30 นาที
อนึ่ง เราขอย้ำว่ามองว่า เงินบาทจะกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก อาทิ มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และSemiconductor หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง (ต้องติดตามประเด็นการนับคะแนนเลือกตั้งใหม่ ที่อาจจุดฉนวนความขัดแย้งทางการเมือง จนนำไปสู่การประท้วงได้)
เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026) และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.05-31.35 บาท/ดอลลาร์
ขณะที่ ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 31.24 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าเมื่อเทียบกับราคาปิดตลาด เมื่อวานที่ระดับ 31.14 บาท/ดอลลาร์
ดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก หลังสหรัฐฯ เปิดเผยยอดค้าปลีกที่ต่ำกว่าคาด ซึ่งทำให้นักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะเดินหน้าปรับลดอัตราดอกเบี้ย
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้แสดงความเชื่อมั่นว่า เควิน วอร์ช ซึ่งเป็นผู้ที่เขาเสนอให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คนใหม่นั้น จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตสูงถึง 15%
สหรัฐเปิดเผยตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นของธุรกิจขนาดย่อมปรับตัวลง 0.2 จุด สู่ระดับ 99.3 ในเดือนม.ค. และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 99.8 และกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกไม่มีการเปลี่ยนแปลง หรือทรงตัวในเดือนธ.ค. เมื่อเทียบรายเดือน ต่ำกว่าที่คาดการณ์ว่าปรับตัวขึ้น 0.5% หลังจากเพิ่มขึ้น 0.6% ในเดือนพ.ย.
จับตาตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรในวันนี้ ,ตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานในวันพฤหัสบดี รวมทั้งถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟดรวมถึงดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในวันศุกร์นี้ โดยคาดการณ์ว่า ตัวเลขจ้างงานเพิ่มขึ้น 70,000 ตำแหน่งในเดือนม.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น 50,000 ตำแหน่งในเดือนธ.ค. และคาดว่าอัตราว่างงานทรงตัวที่ระดับ 4.4%
กรอบค่าเงินวันนี้
- USD/THB 31.10 - 31.40
- EUR/THB 37.00 - 37.50
- JPY/THB 0.2000- 0.2040
- GBP/THB 42.30- 42.80
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB