แบงก์พาณิชย์ มั่นคงสูง เงินสำรอง-สภาพคล่องเกินเกณฑ์ แม้กำไรสุทธิ ปี68 ลดลง 3.6%
แบงก์พาณิชย์ มั่นคงสูง เงินสำรอง-สภาพคล่องเกินเกณฑ์ แม้กำไรสุทธิ ปี 68 ลดลง 3.6% สินเชื่ออุปโภค-SMEs หดตัว เล็ง ต่ออายุ LTV พยุงอสังหาฯ
นายสมชาย เลิศลาภวศิน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน และ นายสุโชติ เปี่ยมชล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตรวจสอบแบบจำลองและวิเคราะห์ความเสี่ยงสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. เปิดเผยภาพรวมธนาคารพาณิชย์ ไตรมาส 4 ปี 2568 และ ปี 2568 ว่า ระบบธนาคารพาณิชย์ มีความมั่นคงและมีเสถียรภาพ โดยมีเงินกองทุน อยู่ที่ระดับ 20.9% เงินสำรองอยู่ที่ระดับ 183.3% และสภาพคล่อง 215.1% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสูงเกินกว่าเกณฑ์
โดยสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ ไตรมาส 4 ปี 2568 โดยรวมหดตัว 1.1% จากระยะเดียวกันของปีก่อน ซึ่งใกล้เคียงไตรมาส 3 ปี 2568 ที่หดตัว 1.0% ถือเป็นการหดตัวต่อเนื่องติดกัน 6 ไตรมาส โดยเฉพาะสินเชื่อธุรกิจ SMEs หดตัว 4.1% และเป็นการหดตัวต่อเนื่องติดกัน 14 ไตรมาส ส่วนสินเชื่ออุปโภคบริโภคหดตัวต่อเนื่องเช่นกัน ตามความเสี่ยงด้านเครดิตที่ยังอยู่ในระดับสูง
ขณะที่สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ หดตัวเล็กน้อย ส่วนหนึ่ง มาจากความต้องการสินเชื่อที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ ที่ขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจไทย และเศรษฐกิจโลก โดย ธปท. ระบุว่าหากสามารถแก้ไขปัญหาโครงสร้างในระยะยาวเพื่อรองรับการแข่งขันดึงดูดการลงทุนเข้ามาในประเทศได้ จะมีส่วนช่วยเพิ่มความต้องการด้านสินเชื่อมากขึ้น
ด้านคุณภาพสินเชื่อ NPL ไตรมาส 4 ปี 2568 ปรับลดลงมาอยู่ที่ 2.84% คิดเป็นมูลค่า 536,000 ล้านบาทจาก 2.94% ในไตรมาสก่อน จากการชำระคืนหนี้ และการบริหารจัดการคุณภาพสินเชื่อ สำหรับสินเชื่อ Stage 2 ปรับลดลง มาอยู่ที่ 7.07% จากการชำระคืนหนี้ได้ตามเงื่อนไขของมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ ที่ธปท. ได้ดำเนินการ รวมถึงการที่ธนาคารพาณิชย์ยังให้ความช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง
สำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 ปรับลดลง จากระยะเดียวกันของปีก่อน พบว่า มีกําไรก่อนหักสํารอง ลดลง 4.5% หรือ 505,000 ล้านบาท ขณะที่กําไรสุทธิลดลง 3.6% หรือ 272,000 ล้านบาท สาเหตุหลักจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ปรับลดลง ตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้กับลูกหนี้ ซึ่งสอดคล้องกับการปรับลดของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และปรับลดตามมาตรการคุณสู้ เราช่วย เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้
นอกจากนี้ ยังเป็นผลจากการหดตัวของสินเชื่อ ทั้งจากความต้องการสินเชื่อที่ชะลอลง และความเสี่ยงด้านเครดิตของลูกหนี้ที่ยังอยู่ในระดับสูงตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
ขณะที่ในระยะถัดไป ธปท. ระบุว่า สินเชื่อจะกลับมาขยายตัวหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับภาวะการเงินของลูกหนี้ในอนาคต เนื่องจากในปัจจุบันภาวะการเงินของผู้กู้ ยังตึงตัวต่อเนื่อง และยังต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ SMEs และครัวเรือน ในช่วงที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและไม่ทั่วถึง ประกอบกับปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งส่งผลให้รายได้มีแนวโน้มชะลอลง
ทั้งนี้ มาตรการทางการเงินเฉพาะจุด ของ ธปท. มีส่วนช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือนกลุ่มเปราะบางได้โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ไตรมาส 3 ปี 2568 อยู่ที่ 86.8% ทรงตัวจากไตรมาสก่อน แต่คาดว่าแนวโน้มไตรมาส 4 ปี 2568 จะปรับลดลง จากการที่ GDP ในไตรมาส4 เติบโตได้สูงกว่าที่คาด ขณะที่สินเชื่อภาคครัวเรือนหดตัวใกล้เคียงเดิม
สำหรับมาตรการ LTV ที่มีการต่ออายุออกไป 1 ปี ซึ่งจะครบกำหนดในเดือนมิถุนายน 2569 นายสมชาย ระบุว่า หากมีความจำเป็นและช่วยพยุงการฟื้นตัวของของภาคอสังหาริมทรัพย์ ธปท. ก็พร้อมต่ออายุการผ่อนคลายมาตรการ ซึ่งต้องเตรียมข้อมูลเพื่อเสนอคณะกรรมการกำกับนโยบายสถาบันการเงิน เพื่อพิจารณาเรื่องนี้ต่อไป
นอกจากนี้ ธปท. ยังได้เปิดเผยถึงสถานการณ์ภาคอสังหาริมทรัพย์ ด้วยว่า สินเชื่อบ้านในกลุ่มบ้านราคาสูงยังคงเติบโตได้ เนื่องจากเป็นกลุ่มผู้มีกำลังซื้อ ส่วนราคาบ้านในภาพรวม ยังอยู่ระดับทรงตัว และอาจมีปรับราคาดีขึ้นบ้าง โดยเฉพาะกลุ่มบ้านมือสองที่พบว่าตลาดเติบโตขึ้น เนื่องจากมีความนิยมซื้อบ้านมือสองราคาถูก ทำเลดี และนำไปปรับปรุงใหม่ ซึ่งใช้งบประมาณน้อยกว่า
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB