เงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.08 บาท/ดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” รอผลประชุม กนง.
เงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.08 บาท/ดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” ตามการแข็งค่าขึ้นบ้างของเงินดอลลาร์ รอผลการประชุมคณะกรรมการ กนง. พิจารณาดอกเบี้ย
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.08 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 31.02 บาทต่อดอลลาร์ นับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงเล็กน้อย ในลักษณะ Sideways Up (แกว่งตัวในกรอบ 30.98-31.14 บาทต่อดอลลาร์) ตามแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าจากจังหวะการทยอยแข็งค่าขึ้นบ้างของเงินดอลลาร์ ที่ยังได้อานิสงส์จากการอ่อนค่าลงของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY)
ซึ่งอ่อนค่าลงต่อเนื่องจากช่วงวันก่อนหน้า หลังมีรายงานข่าวว่า นายกฯ Sanae Takaichi มีความเห็นที่ขัดแย้งกับทางผู้ว่าฯ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อย่างชัดเจนในประเด็น BOJ เตรียมทยอยเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย ระหว่างการพบปะกันของนายกฯ ญี่ปุ่น และผู้ว่าฯ BOJ ในช่วงที่ผ่านมา นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังพอได้อานิสงส์จากการทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง (ล่าสุดตลาดให้โอกาสราว 23% ที่ FED จะลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ในปีนี้) สอดคล้องกับถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED ที่ต่างย้ำจุดยืน ไม่เร่งรีบเดินหน้าลดดอกเบี้ย รวมถึงภาพการรีบาวด์ขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่โดดเด่นกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ อย่าง ตลาดหุ้นยุโรป ทั้งนี้ การอ่อนค่าของเงินบาทได้ถูกชะลอลงบ้าง ตามจังหวะการรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) ที่ยังคงแกว่งตัวเหนือโซน 5,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ หลังเผชิญแรงเทขายต่อเนื่องในช่วงวันก่อนหน้า
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวไร้ทิศทางแถวโซน 4.04% หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม ทั้งในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ รวมถึงถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED ที่อาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED และ ประเด็นการคืนภาษีนำเข้า หลังศาลสูงสุดยกเลิกมาตรการภาษี IEEPA โดย เรายังคงมุมมอง Neutral ต่อบอนด์ระยะยาวของสหรัฐฯ (รวมถึงบอนด์ระยะยาวของไทย) และคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย โดยไม่เน้นไล่ราคาซื้อ ในช่วงที่บอนด์ยีลด์ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ในลักษณะ Sideways Up สอดคล้องกับภาพตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่รีบาวด์ขึ้นได้โดดเด่นกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ โดยเฉพาะตลาดหุ้นยุโรป นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังพอได้อานิสงส์จากการอ่อนค่าลงของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่เผชิญแรงกดดันจากข่าวความขัดแย้งในประเด็นนโยบายการเงินระหว่างนายกฯ ญี่ปุ่น กับทางผู้ว่าฯ BOJ รวมถึงแรงหนุนจากถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED ซึ่งต่างย้ำจุดยืนไม่เร่งรีบเดินหน้าลดดอกเบี้ย ทำให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ทยอยปรับตัวขึ้นสู่โซน 97.9 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 97.7-98 จุด)
ในส่วนของราคาทองคำ จังหวะการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ภาพตลาดการเงินที่เริ่มกลับมาเปิดรับความเสี่ยง กอปรกับแรงขายทำกำไรของผู้เล่นในตลาดบางส่วน ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2026) ย่อตัวลง ก่อนที่จะรีบาวด์ขึ้นบ้าง ตามแรงซื้อในจังหวะย่อตัวของผู้เล่นในตลาด ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับ อิหร่าน และความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ โดยล่าสุด ราคาทองคำสามารถทรงตัวเหนือโซน 5,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา ถ้อยแถลง “State of the Union” ของประธานาธิบดี Donald Trump ที่จะทยอยรับรู้ในช่วงราว 9.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับ อิหร่าน และความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED
ส่วนในฝั่งไทย ไฮไลท์สำคัญ จะอยู่ที่ ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) โดยเรามองว่า กนง. จะมีมติไม่เป็นเอกฉันท์ “คงดอกเบี้ยนโยบาย” ที่ระดับ 1.25% เพื่อรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจและรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน (Policy Space) ที่มีอย่างจำกัด เพื่อใช้รับมือกับความเสี่ยงที่ไม่คาดคิดต่อเศรษฐกิจไทย
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เราประเมินว่า ในช่วงระหว่างวัน เงินบาท (USDTHB) อาจยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม ทั้ง ถ้อยแถลงของประธานาธิบดี Donald Trump ที่อาจสะท้อนถึงแนวโน้มความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และทิศทางนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น ผลการประชุม กนง. ของไทย ที่จะรับรู้ในช่วง 14.00 น.
โดยแม้ว่า เราจะมองว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.25% อีกทั้งล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ กนง. ลงบ้าง จากช่วงก่อนหน้า โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 50% ที่ กนง. จะลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม อีก 1 ครั้ง 25bps สู่ระดับ 1.00% ทว่า ในการประชุมครั้งนี้ อาจมีคณะกรรมการเข้าประชุมเพียง 6 ท่าน ทำให้มีความน่าสนใจอย่างมาก หากผลการโหวตสูสี 3-3 และอาจต้องให้ประธานฯ หรือผู้ว่าฯ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นผู้ชี้ขาดมติการประชุม นอกจากนี้ ทีมงานนโยบายการเงินของทางธปท. ได้มีการปรับเปลี่ยนผู้บริหารระดับสูง เป็น ดร.ดอน นาครทรรพ ทำให้การประชุม กนง. ครั้งนี้ มีความน่าสนใจและควรต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
หาก กนง. คงดอกเบี้ยตามคาดในการประชุมครั้งนี้ และผลการประชุมไม่ได้สะท้อนถึงแนวโน้มการเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมที่ชัดเจน เช่น กนง. ยังคงข้อความที่สื่อถึงความต้องการรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน (Policy Space) ที่มีอย่างจำกัด จะทำให้ เราคงมั่นใจว่า กนง. อาจเลือกคงดอกเบี้ยนโยบายไปก่อน จนกว่าเศรษฐกิจไทยจะเผชิญความเสี่ยงด้านต่ำอย่างชัดเจน ซึ่งภาพดังกล่าวอาจไม่ได้กดดันเงินบาทและเงินบาทอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways ได้
แต่หาก กนง. คงดอกเบี้ย ตามคาดจริง ทว่า กนง. กลับเปิดกว้างในแนวทางการดำเนินนโยบายการเงิน โดยตัดถ้อยความต้องการรักษา Policy Space ออก อาจสะท้อนว่า กนง. เริ่มมีโอกาสเดินหน้าลดดอกเบี้ยได้ ในการประชุมครั้งถัดไป เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดอาจปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ กนง. โดยเฉพาะในการประชุมวันที่ 29 เมษายน ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่กดดันเงินบาทได้บ้าง เช่นเดียวกันกับภาพการลดดอกเบี้ยแบบเซอร์ไพรส์ตลาดของ กนง. หากเกิดขึ้นอาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้
โดยจากสถิติในอดีต เราพบว่า เงินบาทอาจเคลื่อนไหวผันผวนบ้าง โดยจะมีกรอบการแกว่งตัว +/-1.0 SD ของค่าเงินบาท (USDTHB) ราว +0.12/-0.20% ในช่วงหลังรับรู้ผลการประชุม กนง. 30 นาที
เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ในปีที่จะมีการเลือกตั้ง Midterm Election ซึ่งต้องจับตาแนวโน้มการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้า (ในประเด็นการคืนภาษี IEEPA) รวมถึงประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 30.95-31.15 บาท/ดอลลาร์
ขณะที่ ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 31.12 บาท/ดอลลารร์ อ่อนค่าลงจากราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ระดับ 31.02 บาท/ดอลลาร์
สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขานรับถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) โดยออสแตน กูลส์บี ประธานเฟดสาขาชิคาโกกล่าวว่า เฟดยังไม่ควรปรับลดอัตราดอกเบี้ย จนกว่าจะมีหลักฐานแสดงว่าเงินเฟ้อกำลังปรับตัวลงอย่างชัดเจน ซึ่งสอดคล้องกับสมาชิกคณะกรรมการผู้ว่าการเฟดซึ่งแสดงท่าทีระมัดระวังเกี่ยวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเช่นกัน ถ้อยแถลงดังกล่าวเหมือนเป็นการสนับสนุนให้เฟดชะลอการปรับลด
ขณะเดียวกัน ทั่วโลกกำลังจับตาการกล่าวสุนทรพจน์ของปธน.ทรัมป์ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ (24 ก.พ.) เวลา 21.00 น.ตามเวลาสหรัฐ หรือตรงกับเช้าวันนี้ (25 ก.พ.) เวลา 09.00 น.ตามเวลาไทย เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ทิศทางการใช้มาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐ หลังจากที่ศาลฎีกาสหรัฐเพิ่งมีคำวินิจฉัยว่าปธน.ทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตของกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ในการเรียกเก็บภาษีตอบโต้ (reciprocal tariffs) ต่อประเทศต่าง ๆ ส่งผลให้เขาเรียกเก็บภาษีทั่วโลกครั้งใหม่ในอัตรา 10% ก่อนที่จะเพิ่มขึ้นเป็น 15% โดยใช้อำนาจตามมาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974
ฝั่งเงินบาทปัจจัยสำคัญอยู่ที่การติดตามผลประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันนี้ (25 ก.พ.) ว่าจะมีมติเกี่ยวกับการพิจารณาดอกเบี้ยอย่างไร ซึ่งนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่า กนง.จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม 1.25%
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
USD/THB 31.00- 31.20 แนะนำ ซื้อ 31.00 / ขาย 31.20
EUR/THB 36.35 - 36.85 แนะนำ ซื้อ 36.35 / ขาย 36.85
JPY/THB 0.1975 - 0.2015 แนะนำ ซื้อ 0.1975 / ขาย 0.2015
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB