เงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ 31.60 บาท/ดอลลาร์ "แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง"
เงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ 31.60 บาท/ดอลลาร์ "แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง" ยังคงผันผวนสูง มองกรอบค่าเงินในช่วง 24 ชั่วโมงนี้ ที่ 31.40-31.75 บาท/ดอลลาร์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.60 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 31.65 บาทต่อดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 31.41-31.73 บาทต่อดอลลาร์) แม้จะมีจังหวะแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 31.50 บาทต่อดอลลาร์
ทว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทได้ถูกชะลอลงบ้าง ตามจังหวะการรีบาวด์ขึ้นของเงินดอลลาร์ หลังผู้เล่นในตลาดยังคงมีความกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนสูงและอาจไม่ได้จบลงในเร็ววันนี้ อย่างที่ประธานาธิบดี Donald Trump ได้กล่าวไว้ในวันก่อนหน้าได้ ซึ่งภาพดังกล่าวได้สอดคล้องกับทั้งจังหวะการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และเงินดอลลาร์ ตามการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED (ล่าสุด ตลาดให้โอกาสราว 57% ที่ FED จะลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้) ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้ย่อตัวลงบ้างในช่วงดังกล่าวทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.21%
บรรดาผู้เล่นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงไม่กล้าเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้นอย่างชัดเจน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่อาจไม่ได้จบลงในเร็ววันนี้ตามที่ประธานาธิบดี Donald Trump ได้ออกมาย้ำในวันก่อนหน้า อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้างตามการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นเทคฯ ธีม AI/Semiconductor อาทิ Nvidia +1.2% ทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.21% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย +0.01%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวขึ้น +1.88% หลังผู้เล่นในตลาดทยอยคลายกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางลงบ้าง นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นเทคฯ ธีม AI/Semiconductor อย่าง ASML +4.6% ที่ปรับตัวขึ้นสอดคล้องกับทิศทางหุ้นกลุ่มดังกล่าวในฝั่งสหรัฐฯ ทว่า แนวโน้มสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่อาจไม่ได้ยืดเยื้อ กอปรกับท่าทีของบรรดาประเทศกลุ่ม G7 ที่พร้อมใช้น้ำมันสำรองเพื่อบรรเทาผลกระทบ ได้กดดันให้ ราคาน้ำมันดิบต่างปรับตัวลดลง ส่งผลให้ราคาหุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวลดลง อาทิ BP -2.1%, Shell -1.0%
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาปรับตัวขึ้นสู่โซน 4.14% อีกครั้ง หลังผู้เล่นในตลาดยังคงไม่แน่ใจว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางจะสิ้นสุดลงได้ในเร็ววันนี้จริง ตามที่ประธานาธิบดี Donald Trump ได้กล่าวไว้ในวันก่อนหน้า ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ดังกล่าว ได้สอดคล้องกับมุมมองของเราที่ประเมินว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีแนวโน้มเคลื่อนไหวผันผวนและอาจปรับตัวสูงขึ้นต่อได้ไม่ยาก
หากตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED เพิ่มเติม ซึ่งต้องรอลุ้น ทั้ง พัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ CPI และ PCE ที่จะทยอยรับรู้ในสัปดาห์นี้ และ ประเด็นการคืนภาษีนำเข้า IEEPA อนึ่ง เรายังคงมุมมอง Neutral ต่อบอนด์ระยะยาวของสหรัฐฯ (รวมถึงบอนด์ระยะยาวของไทย) และคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย อาทิ โซน 4.25% สำหรับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และ โซน 1.90% สำหรับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ในลักษณะ Sideways Up สอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED อีกครั้ง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ยังคงเป็นไปอย่างจำกัด หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ CPI และ PCE ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยสู่โซน 98.8 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.4-99.0 จุด)
ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่า ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2026) จะทยอยรีบาวด์สูงขึ้น ตามจังหวะการย่อตัวของเงินดอลลาร์ในช่วงแรก ทว่าความไม่แน่นอนของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED อีกครั้ง ซึ่งหนุนการปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้กลับมากดดันราคาทองคำ ส่งผลให้ ราคาทองคำโดยรวมยังคงเคลื่อนไหวแถวโซน 5,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในเดือนกุมภาพันธ์ พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง
ส่วนทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เช่นกัน เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ ECB โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า ECB มีโอกาสราว 29% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง 25bps ในปีนี้ หลังจากช่วงก่อนหน้า ผู้เล่นในตลาดต่างกังวลว่า ECB อาจต้องกลับมาเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย จากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงยืดเยื้อ กระทบราคาพลังงานโลก
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง (ทำให้การประเมินแนวโน้มของตลาดการเงิน ควรมองเป็น Scenario Analysis ตามที่เราได้วิเคราะห์แต่ละ Scenario ในสัปดาห์ก่อนหน้า)
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เรามองว่า เงินบาท (USDTHB) อาจเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน บนความผันผวนที่สูงกว่าช่วงปกติ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง โดยเราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทมีความเสี่ยง Two-way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หรืออาจพอกล่าวได้ว่า ข่าว อย่าง Headline News ที่เกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินได้พอควร
ดังจะเห็นได้จากในวันก่อนหน้า ที่เงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นพอควร จากถ้อยแถลงของประธานาธิบดี Donald Trump ที่ระบุว่า การสู้รบในตะวันออกกลางอาจจบลงได้ในเร็ววันนี้ (ทว่าล่าสุด สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง) ทำให้เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง
โดยหากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางไม่ได้มีพัฒนาการเพิ่มเติม อย่างมีนัยสำคัญ เรามองว่า ในช่วงวันนี้ ผู้เล่นในตลาดอาจให้ความสนใจกับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ CPI ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED ได้
ในเชิงเทคนิคัล แม้ว่าเงินบาทจะทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เงินบาทจะยังไม่กลับมาสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้น ตราบใดที่เงินบาทยังไม่สามารถแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 31.40-31.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ทำให้ในช่วงนี้ เงินบาทอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways ไปก่อนได้ เพื่อรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม โดยปัจจัยสำคัญ ยังคงเป็นพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง
เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ในปีที่จะมีการเลือกตั้ง Midterm Election ซึ่งต้องจับตาแนวโน้มการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้า (ในประเด็นการคืนภาษี IEEPA) รวมถึงประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.40-31.75 บาท/ดอลลาร์
ขณะที่ ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 31.54 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าจากราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ระดับ 31.65 บาท/ดอลลาร์
เงินดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก จากการที่นักลงทุนลดการถือครองดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัย หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ส่งสัญญาณว่าการทำสงครามกับอิหร่านจะยุติลงในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันร่วงลงอย่างหนัก และลดความวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ
อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมานักลงทุนได้ลดความคาดหวังในเรื่องดังกล่าว หลังจากปธน.ทรัมป์ได้แสดงปฏิกิริยาต่อการที่อิหร่านวางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ ด้วยการขู่ว่าจะตอบโต้อย่างรุนแรง และเรียกร้องให้อิหร่านยอมจำนนโดยสิ้นเชิง
เมื่อวานนี้สหรัฐรายงานตัวเลขการจ้างงานของภาคเอกชนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 15,500 ตำแหน่งต่อสัปดาห์ในช่วง 4 สัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 21 ก.พ. ตัวเลขการจ้างงานดังกล่าวบ่งชี้การดีดตัวขึ้นของตลาดแรงงานสหรัฐ
สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามในช่วงนี้ คือ ตัวเลข CPI ของสหรัฐ ที่จะประกาศในวันนี้ ทิศทางเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าไทย ความเคลื่อนไหวของราคาทองคำในตลาดโลก โดยล่าสุดเช้านี้ราคาทองคำโลกอยู่ที่ระดับ 5,209 ดอลลาร์ต่อออนซ์ รวมถึงติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ เมื่อวานนี้นักลงทุนต่างชาติ เมื่อวานนี้ขายสุทธิหุ้นไทย 8,275.28 ล้านบาท และขายสุทธิพันธบัตรไทย 4,007 ล้านบาท
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
USD/THB 31.40 - 31.70 แนะนำ ทยอยซื้อที่ 31.40/ขาย 31.70
EUR/THB 36.50 - 37.00 แนะนำ ซื้อ 36.50 /ขาย 37.00
JPY/THB 0.1970 - 0.2020 แนะนำ ซื้อ 0.1970 / ขาย 0.2020
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB