เงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.49 บาท/ดอลลาร์ "แข็งค่าขึ้นมาก"
เงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ 32.49 บาท/ดอลลาร์ "แข็งค่าขึ้นมาก" ตามการปรับลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ กังวล ธนาคารกลางต่างๆ ใช้นโยบายการเงินที่ตึงตัวมากขึ้น จากผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.49 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นมาก” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.82 บาทต่อดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ทดสอบโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นการแข็งค่าขึ้นมากกว่ากรอบล่างที่เราได้ประเมินไว้ในวันก่อนหน้า อีกทั้งเงินบาทยังผันผวนในกรอบที่กว้างกว่าปกติ
สะท้อนถึงภาวะความผันผวนสูงของเงินบาทในระยะนี้ (แกว่งตัวในกรอบ 32.41-32.94 บาทต่อดอลลาร์)
โดยเงินบาท เผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าในช่วงแรก ตามการปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ (XAUUSD) ที่มีจังหวะปรับตัวลงเข้าใกล้โซน 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังบรรดาธนาคารกลางหลัก ทั้ง ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ต่างกังวลต่อผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และเลือกที่จะคงดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมล่าสุด ที่ระดับ 3.75% และระดับ 2.00% ตามลำดับ นอกจากนี้ ทั้งสองธนาคารกลาง โดยเฉพาะฝั่ง ECB ยังได้ส่งสัญญาณพร้อมใช้นโยบายการเงินที่ตึงตัวมากขึ้น หากจำเป็น ในกรณีที่เงินเฟ้อเร่งตัวสูงขึ้นชัดเจน จากผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
ซึ่งภาพดังกล่าวได้ทำให้ ผู้เล่นในตลาดต่างมองว่า ECB มีโอกาสราว 50% ที่จะสามารถขึ้นดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ในปีนี้ ส่วน BOE มีโอกาสเกือบ 80% ที่จะสามารถขึ้นดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง เช่นกัน ขณะที่ ผู้เล่นในตลาดมองว่า FED ยังมีโอกาสราว 22% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้ โดยมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยของ FED ที่ต่างจากบรรดาธนาคารกลางหลักอื่นๆ ได้กดดันให้ เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลงต่อเนื่อง เทียบกับบรรดาสกุลเงินหลัก ทั้ง เงินยูโร (EUR) และเงินปอนด์อังกฤษ (GBP) ขณะเดียวกัน สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ไม่ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น และเริ่มเห็นโอกาสที่สถานการณ์พอจะคลี่คลายลงได้ หลังอิสราเอลชะลอการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่าน (ส่วนอิหร่านก็ส่งสัญญาณชะลอการโจมตีกลับต่อโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในตะวันออกกลาง) อีกทั้งสหรัฐฯ ได้พิจารณาผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่าน ซึ่งกดดันให้ราคาน้ำมันดิบทยอยปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ได้มีส่วนช่วยหนุนบรรยากาศในตลาดการเงินและกดดันเงินดอลลาร์ ทำให้ เงินบาทสามารถพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น พร้อมกับการรีบาวด์ขึ้นใกล้โซน 4,650 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ของราคาทองคำ
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง ทว่า ผู้เล่นในตลาดเริ่มกลับมาเปิดรับความเสี่ยงขึ้นบ้าง หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังพอมีโอกาสทยอยคลี่คลายลง สะท้อนจากการชะลอตัวลงของราคาน้ำมันดิบ อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงเผชิญแรงกดดันจากการปรับตัวลงของบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ โดยเฉพาะ Tesla -3.2% ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.27% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ลดลง -0.28%
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวลดลงสู่ระดับ 4.25% สอดคล้องกับการปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาน้ำมันดิบ หลังผู้เล่นในตลาดมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีโอกาสทยอยคลี่คลายลงได้ แม้ว่าโดยรวม ผู้เล่นในตลาดจะปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED โดยมองว่า FED มีโอกาสเพียง 22% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้ ตามท่าทีระมัดระวังในการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก ทั้ง FED, BOJ, BOE และ ECB จากผลการประชุมของบรรดาธนาคารกลางหลักล่าสุด แม้บอนด์ยีลด์ระยะยาวทั่วโลกยังมีความเสี่ยงปรับตัวสูงขึ้นบ้าง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
ทว่า การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาวในช่วงที่ผ่านมา ทำให้บอนด์ระยะยาว อย่าง บอนด์ 10 ปี ในหลายประเทศมีความน่าสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะหากมองว่า แม้ในกรณีที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้นและยืดเยื้อกว่าคาด หนุนให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นและอยู่ในระดับสูงได้นาน จนบรรดาธนาคารกลางหลักต่างคงดอกเบี้ยได้นานขึ้น หรือ ขึ้นดอกเบี้ย แต่ภาพดังกล่าวอาจนำไปสู่ภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจ และอาจเพิ่มความเสี่ยงที่จะกดดันเศรษฐกิจมากเกินไป หรือ เกิด Policy Mistake จนทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงหนัก เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ทำให้ เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย อาทิ โซน 4.25% ขึ้นไป สำหรับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และ เหนือโซน 1.90%-2.00% สำหรับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย (โซนดังกล่าว สอดคล้องกับการประเมินระดับบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และไทย ที่เหมาะสม จากโมเดล Adrian, Crump, and Moench หรือ โมเดล ACM )
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาอ่อนค่าลงต่อเนื่อง หลังผู้เล่นในตลาดเริ่มคลายกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางลงบ้าง สะท้อนจากราคาน้ำมันดิบที่ทยอยปรับตัวลดลง นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังถูกกดดันจากการแข็งค่าขึ้นของบรรดาสกุลเงินหลัก ตามมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ประเมินว่า บรรดาธนาคารกลางหลัก ทั้ง BOE และ ECB อาจเดินหน้าใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น เพื่อรับมือความเสี่ยงเงินเฟ้อ หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้นและยืดเยื้อกว่าคาด ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลงสู่โซน 99.2 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99-100.2 จุด)
ในส่วนของราคาทองคำ แนวโน้มการคงดอกเบี้ยหรือเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก เพื่อรับมือความเสี่ยงจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาด ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2026) ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ก่อนที่จะรีบาวด์สูงขึ้นบ้าง สู่โซน 4,650 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ตามการทยอยอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ในฝั่งไทยผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งอาจยังคงสะท้อนการขยายตัวต่อเนื่องของการค้าระหว่างประเทศของไทยอยู่ โดยเฉพาะในส่วนของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และ Semiconductor
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง (ทำให้การประเมินแนวโน้มของตลาดการเงิน ควรมองเป็น Scenario Analysis ตามที่เราได้วิเคราะห์แต่ละ Scenario ในสัปดาห์ก่อนหน้า)
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) ได้อ่อนกำลังลงอย่างชัดเจน จนเงินบาทสามารถกลับมาแข็งค่าขึ้นได้มากกว่าที่เราประเมินไว้ในวันก่อนหน้า หลังผู้เล่นในตลาดได้ปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก นอกเหนือจาก FED ทั้ง BOE และ ECB ซึ่งภาพดังกล่าวได้เป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนการรีบาวด์ขึ้นแรงของบรรดาสกุลเงินหลัก
อย่างไรก็ดี เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดได้คาดหวังแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลักดังกล่าวไปมากพอควร ซึ่งเรายังคงประเมินว่า ในส่วน BOE ยังมีโอกาสทยอยลดดอกเบี้ยลงได้บ้าง เช่นเดียวกับในฝั่งของ ECB ที่อาจคงดอกเบี้ยมากกว่าที่จะขึ้นดอกเบี้ย 2-3 ครั้ง ในปีนี้ (แต่หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้นและยืดเยื้อกว่าคาด เราถึงจะปรับมุมมองใหม่อย่างมีนัยสำคัญ) ทำให้ การแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของบรรดาสกุลเงินหลัก อาจเริ่มชะลอลงบ้าง จนกว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะคลี่คลายลง เนื่องจากบรรยากาศเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน ในภาพดังกล่าว จึงจะสามารถหนุนบรรดาสกุลเงินหลักเพิ่มเติมได้ ตามการลดสถานะถือครองเงินดอลลาร์ (Long USD) ลงบ้าง ซึ่งจะกดดันให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง ทำให้ในระยะสั้น เรามองว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทในช่วงคืนที่ผ่านมา อาจเริ่มชะลอลงแถวโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์
นอกจากนี้ ในช่วงระหว่างวัน อาจต้องจับตาทิศทางฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ ที่ยังคงเห็นการทยอยขายสินทรัพย์ไทยเพิ่มเติม ซึ่งอาจเป็นอีกปัจจัยที่กดดันเงินบาทฝั่งอ่อนค่าและจะชะลอการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทในช่วงคืนที่ผ่านมาได้
ทั้งนี้ เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังมีความเสี่ยง Two-Way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.40-32.75 บาท/ดอลลาร์
ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 32.52 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าจากราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ระดับ 32.84 บาท/ดอลลาร์
ดอลลาร์อ่อนค่าเทียบสกุลเงินหลัก หลังจากผลประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลายแห่งมีมติคงอัตราดอกเบี้ย ขณะที่ตลาดมีความกังวลสงครามตะวันออกกลางที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น
ในการประชุมครั้งล่าสุดนี้ คณะกรรมการเฟดมีมติคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 3.50-3.75% พร้อมกับส่งสัญญาณว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้งในปีนี้ และไม่ได้ระบุเวลาที่ชัดเจนว่าจะปรับลดเมื่อใด โดยเครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนมองเห็นโอกาสเพียงเล็กน้อยที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยก่อนช่วงกลางปี 2570
ด้านธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ), ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติคงอัตราดอกเบี้ย เช่นเดียวกับเฟด แต่ส่งสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อสูงอันเนื่องมาจากสงครามในตะวันออกกลาง
กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ รายงานว่า ยอดขายบ้านใหม่ลดลง 17.6% เมื่อเทียบเป็นรายเดือน สู่ระดับ 587,000 ยูนิตในเดือนม.ค. ซึ่งเป็นอัตราชะลอตัวมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2565 และต่ำกว่าคาดการณ์ที่ระดับ 722,000 ยูนิต จากระดับ 712,000 ยูนิตในเดือนธ.ค. ส่วนเมื่อเทียบเป็นรายปี ยอดขายบ้านใหม่ลดลง 11.3% ในเดือนม.ค.
สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ เมื่อวานนี้นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย 198 ล้านบาท และขายสุทธิพันธบัตรไทย 4,259 ล้านบาท
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
- USD/THB 32.40- 32.90 แนะนำ ซื้อ 32.40/ขาย 32.90
- EUR/THB 37.30 - 37.80 แนะนำ ซื้อ 37.30 /ขาย 37.80
- JPY/THB 0.2030 - 0.2080 แนะนำ ซื้อ 0.2030 / ขาย 0.2080
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB