ทิสโก้ ประเมิน! ตะวันออกกลาง เร่งทำ Stress Test รับความเสี่ยงน้ำมัน–เงินเฟ้อ
ทิสโก้ ประเมิน! ตะวันออกกลาง เร่งทำ Stress Test รับความเสี่ยงน้ำมัน–เงินเฟ้อ ย้ำ พอร์ตสินเชื่อยังแกร่ง มอง ดอกเบี้ยขาลง ยืนยัน เดินหน้า JUMP+ ดันเติบโตยั่งยืน
นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยบริษัทได้ทำ Risk Assessment และ Stress Test หลายสถานการณ์ ทั้งกรณีราคาน้ำมันปรับสูง เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น และปัญหา Supply Disruption เพื่อประเมินผลกระทบต่อภาคธุรกิจและลูกค้า พร้อมเตรียมดูแลสภาพคล่องและปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกัน หากลูกหนี้เริ่มมีปัญหาในการชำระหนี้
ทั้งนี้ มองว่าไทยเคยผ่านวิกฤตสำคัญมาแล้วหลายครั้ง ทั้งวิกฤตการเงินโลก น้ำท่วม และโควิด-19 จึงเชื่อว่าหากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน จะสามารถผ่านความไม่แน่นอนครั้งนี้ไปได้ อย่างมาตรการ “คุณสู้ เราช่วย” ที่ช่วยให้ลูกหนี้กลับมาชำระหนี้ได้ถึง 90% แต่ย้ำว่าการช่วยเหลือต้องไม่กระทบวินัยทางการเงินหรือ สร้าง Moral Hazard
ในด้านธุรกิจสินเชื่อ บริษัทประเมินว่าอุปสงค์ยังมี โดยเฉพาะในช่วงงานมอเตอร์โชว์ปลายเดือนนี้ อาจเห็นผู้บริโภคเปลี่ยนจากรถยนต์ใช้น้ำมันไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) มากขึ้นตามทิศทางราคาพลังงาน ขณะที่ พอร์ตสินเชื่อปัจจุบันยังไม่พบสัญญาณลูกหนี้สะดุดชำระในระยะสั้น แต่ยังคงตั้งสำรองด้วยความระมัดระวัง
โดยโครงสร้างธุรกิจหลักยังขับเคลื่อนผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่ Retail Banking (สินเชื่อเช่าซื้อและทะเบียนรถ), Corporate Banking ที่เน้นกลุ่มพลังงานและอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะสินทรัพย์ที่มีรายได้ประจำ เช่น REIT และคลังสินค้า รวมถึง Wealth Management ที่มีจุดแข็งด้านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งบริษัทมีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 1
นอกจากนี้ ทิศทางดอกเบี้ยขาลง ถือเป็นปัจจัยบวกต่อบริษัท เนื่องจากช่วยลดต้นทุนทางการเงิน โดยพอร์ตสินเชื่อกว่า 70% เป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่ ทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยมีแนวโน้มขยายตัว รองรับต้นทุนความเสี่ยงที่อาจเพิ่มขึ้นในภาวะเศรษฐกิจเปราะบาง ขณะเดียวกัน พอร์ตสินเชื่อธุรกิจในกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานหมุนเวียน เช่น โซลาร์ ยังมีแหล่งรายได้ที่มั่นคง ส่วนกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เน้นโครงการที่มีรายได้ประจำ ทำให้ยังบริหารความเสี่ยงได้
สำหรับเป้าหมายระยะข้างหน้า บริษัทตั้งเป้ารักษาผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROE) ให้อยู่ในระดับ 15–17% ต่อเนื่องในช่วง 3 ปี จากอดีตที่อยู่ในช่วง 15–20% เพื่อรักษาความสามารถในการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่กับการยกระดับธรรมาภิบาล โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนกรรมการอิสระเกินครึ่งหนึ่ง และเดินหน้าต่อต้านคอร์รัปชันต่อเนื่อง รวมถึงขยายความร่วมมือไปยังพันธมิตร
นอกจากนี้ กลุ่มทิสโก้ ได้ประกาศเข้าร่วมโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญที่มุ่งสนับสนุนการยกระดับศักยภาพของบริษัทจดทะเบียน และส่งเสริมการสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืนให้กับระบบตลาดทุนไทย โดยการเข้าร่วมครั้งนี้สะท้อนเจตนารมณ์ในการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างมีคุณภาพ โปร่งใส และมั่นคง เพื่อผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน โดยยึดแนวคิด “ธุรกิจสร้างคุณค่า วัฒนาสู่สังคม” เป็นหัวใจหลักของการพัฒนาองค์กร พร้อมกำหนดกรอบการดำเนินงานผ่านโครงการ JUMP+ ในสามมิติสำคัญ ได้แก่ ด้านธุรกิจ (Business Growth Plan) ด้านธรรมาภิบาล(Governance Plan) และด้านสิ่งแวดล้อม (Climate Action) ซึ่งเป็นรากฐานของการเติบโตอย่างยั่งยืน
โดยบริษัทมองว่าเป็นช่องทางสำคัญในการยกระดับการสื่อสารกับนักลงทุน โดยเฉพาะในช่วงที่ฐานผู้ถือหุ้นรายย่อยเพิ่มขึ้นจากราว 8,000–9,000 รายเมื่อ 12 ปีก่อน เป็นกว่า 110,000 รายในปัจจุบัน ผ่านการเปิดเผยแผนธุรกิจล่วงหน้า 3 ปี และกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน ทั้งนี้ แม้หุ้น TISCO จะมี Price to Book Value ราว 2 เท่า ไม่ได้อยู่ในกลุ่ม Undervalue แต่บริษัทมองว่าโครงการดังกล่าวจะช่วยให้นักลงทุนเข้าใจธุรกิจมากขึ้น และประเมินมูลค่าได้สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐาน ขณะที่มุมมองนักลงทุนต่างชาติยังเห็นว่าโครงการลักษณะนี้ช่วยสร้าง Commitment และยกระดับมูลค่าตลาดในระยะยาว
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB