กสิกรไทย เปิดผลประกอบการ Q1/69 กำไร 14,667 ล้านบาท โต 6.4%
กสิกรไทย เปิดผลประกอบการ Q1/69 กำไร 14,667 ล้านบาท โต 6.4% YoY ปัจจัยบวกหลักมาจากรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย ด้านโบรกฯ แนะ “TRADING” งบดีกว่าตลาดคาดการณ์
นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย
เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 เทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ 14,667 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 876 ล้านบาท หรือ 6.35%
ทั้งนี้ หากไม่รวมรายได้จากค่าชดเชยมูลค่าเงินลงทุนที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวจำนวน 1,455 ล้านบาท กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารจะมีจำนวน 13,378 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนจำนวน 413 ล้านบาท หรือ 2.99%
โดยกำไรสุทธิดังกล่าวยังไม่สะท้อนผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นช่วงปลายไตรมาสแรก และตามที่สถานการณ์มีแนวโน้มยืดเยื้อ เพิ่มความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อผลการดำเนินงานในอนาคต
การลดลงของกำไรสุทธินั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิจำนวน 31,957 ล้านบาท ลดลงจำนวน 3,468 ล้านบาท หรือ 9.79% โดยอัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net Interest Margin: NIM) อยู่ที่ระดับ 2.95% ลดลงตามภาวะตลาด และธนาคารได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อช่วยเสริมสภาพคล่อง และลดภาระค่าใช้จ่ายทางการเงินให้ลูกค้าในระหว่างปี 2568 รวมทั้งการเติบโตของเงินให้สินเชื่อที่ยังชะลอตัว
สำหรับค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ มีจำนวน 19,279 ล้านบาท ลดลงจำนวน 773 ล้านบาท หรือ 3.85% โดยมีปัจจัยหลักจากค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงานที่ลดลงสอดคล้องกับการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลตามแผนที่ดำเนินการ ควบคู่กับการบริหารจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Productivity) อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่นๆ ต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ (Cost to Income Ratio) อยู่ที่ระดับ 38.93%
นอกจากนี้ ธนาคารและบริษัทย่อยยังคงนโยบายตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นตามหลักความระมัดระวัง เพื่อให้สำรองฯ อยู่ในระดับที่เหมาะสม รองรับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจ และสถานการณ์ในอนาคตที่ยังมีความท้าทายจากทั้งในและนอกประเทศที่มีความผันผวนสูง และมีแนวโน้มที่ความเสี่ยงจะเพิ่มมากขึ้น
จึงตั้งสำรองฯ ในไตรมาสนี้จำนวน 9,823 ล้านบาท ใกล้เคียงกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และสอดคล้องกับแนวทางที่ธนาคารได้สื่อความไว้
ผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 เทียบกับไตรมาส 4 ปี 2568 ธนาคารและบริษัทย่อยมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิจำนวน 31,957 ล้านบาท ลดลงจำนวน 956 ล้านบาท หรือ 2.90% และรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยมีจำนวน 17,564 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 2,625 ล้านบาท หรือ 17.57% ซึ่งหากไม่รวมรายได้จากค่าชดเชยมูลค่าเงินลงทุนที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวจำนวน 1,455 ล้านบาท รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยจะมีจำนวน 16,095 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 1,156 ล้านบาท หรือ 7.74%
ภาวะเศรษฐกิจไทยในช่วงต้นปี 2569 มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญภายหลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความตึงเครียดขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยในช่วงก่อนเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวได้อย่างค่อยเป็นค่อยไปสอดคล้องกับการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นส่งผลต่อความเชื่อมั่นและมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1 ปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงจากการใช้จ่ายภายในประเทศที่อ่อนแรงลงทั้งในภาคเอกชนและภาครัฐ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังหดตัว ขณะที่ภาคการส่งออกและการผลิตภาคอุตสาหกรรมมีความเปราะบางมากขึ้น
เศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวในกรอบ 0.8% - 1.2%
สำหรับภาพรวมทั้งปีคาดว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวในกรอบ 0.8% - 1.2% (ตัวเลขประเมิน ณ เดือนเมษายน 2569) ภายใต้ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
ทำให้การประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนสูง ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบผ่านต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อเงินเฟ้อให้มีแนวโน้มเร่งตัวสูงขึ้น และส่งผ่านผลกระทบมายังค่าครองชีพและกำลังซื้อของครัวเรือน ภาคธุรกิจมีความระมัดระวังในการลงทุนและการวางแผนการผลิตมากกว่าเดิม จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ในขณะที่ภาครัฐมีข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากต้องคำนึงถึงเสถียรภาพด้านการคลังและแนวโน้มหนี้สาธารณะซึ่งมีความเสี่ยงที่จะปรับสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยืดเยื้อออกไป เศรษฐกิจไทยจะเผชิญความเสี่ยงจากการขาดแคลนวัตถุดิบ ตลอดจนการชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป
โบรกฯ แนะนำ “TRADING” งบ Q1/69 ดีกว่าตลาดคาดการณ์กว่า 39.9%
ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า KBANK Earnings Results (โทนเป็นบวก) รายงานกำไรสุทธิ ไตรมาส 1 ปี 2569 จำนวน 14,667 ล้านบาท โตเด่น 6.4% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อนหน้า และโต 42.7% เทียบไตรมาสก่อนหน้า ดีกว่าที่เราและตลาดคาด 39.9% และ 28.9% ตามลำดับ
ปัจจัยบวกหลักมาจากรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยโตเด่น 17.6% เทียบไตรมาสก่อนหน้า หลังมีบันทึกรายได้พิเศษจากการชดเชยมูลค่าเงินลงทุนจำนวน 1,455 ล้านบาท ขณะที่กำไรจากเงินลงทุนและรายได้เงินปันผลรับปรับตัวขึ้นดี รวมถึงรายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิโต 6.1% เทียบไตรมาสก่อนหน้า จากธุรกิจ Wealth Management ที่โตดี ค่าใช้จ่ายดำเนินงานลดลง 16.3% เทียบไตรมาสก่อนหน้า จากฐานสูงใน ไตรมาส 4 ปี 2568 ตามปัจจัยฤดูกาล
การตั้งสำรองลดลง 4.3% เทียบไตรมาสก่อนหน้า หลังธนาคารคุมคุณภาพสินทรัพย์ได้ดี มี NPL ลดลงเหลือ 1.6% จาก 1.7% ใน ไตรมาส 4 ปี 2568 กำไรสุทธิ ไตรมาส 1 ปี 2569 คิดเป็น 28.9% ของประมาณการทั้งปี หลังมีรายการพิเศษเข้ามาและบริษัทคุมคุณภาพสินทรัพย์ได้ดี
ส่วนแนวโน้ม ไตรมาส 2 ปี 2569 คาดกำไรสุทธิจะกลับมาทรงตัวเทียบช่วงเดียวกันปีก่อนหน้า แต่ลดลง จากไรมาสก่อนหน้า จากฐานสูง ทำให้แม้เรามองตลาดจะตอบรับเชิงบวกในช่วงสั้น แต่ในระยะกลาง-ยาวต้องติดตามแนวโน้มการตั้งสำรองที่อาจเร่งตัวขึ้นจากผลกระทบของค่าครองชีพที่สูงขึ้น จึงคงคำแนะนำ “TRADING” มูลค่าพื้นฐานเดิมที่ 214 บาท คาดเงินปันผลปี 2026 หุ้นละ 12.6 บาท คิดเป็น Div. Yield 6.7%
สำหรับราคา หุ้น KBANK เวลา 12.07 น. อยู่ที่ 181.50 บาท (-3.46%)
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB