เงินบาทเปิดเช้านี้ "อ่อนค่าเล็กน้อย" แตะ 32.36 บาท/ดอลลาร์
เงินบาทเปิดเช้านี้ "อ่อนค่าเล็กน้อย" แตะระดับ 32.36 บาท/ดอลลาร์ เสี่ยงเผชิญ Two-way risk ช่วงระยะสั้น ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.36 บาท/ดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ที่ 32.31 บาทต่อดอลลาร์ นับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวอ่อนค่าลงเล็กน้อย ในลักษณะ Sideways Up (แกว่งตัวในกรอบ 32.28-32.40 บาทต่อดอลลาร์) ตามจังหวะการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่ยังคงได้อานิสงส์จากความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านรอบที่ 2
และรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนฝั่งสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาดเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งแตกต่างจากฝั่งยุโรปและสร้างแรงกดดันต่อสกุลเงินหลัก อย่าง เงินยูโร (EUR) และเงินปอนด์อังกฤษ (GBP) อย่างไรก็ดี บรรดาผู้เล่นในตลาดยังคงไม่เร่งรีบปรับสถานะถือครองมากนัก เพื่อรอลุ้น ผลการประชุมของบรรดาธนาคารกลางหลัก (BOJ, FED, BOE และ ECB ตามลำดับ) และรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะหุ้นเทคฯ ใหญ่ นอกเหนือจากรอติดตาม พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
แม้สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทว่า รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนฝั่งสหรัฐฯ ที่ส่วนใหญ่ ออกมาดีกว่าคาด ยังพอช่วยหนุนบรรยากาศในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้ นอกจากนี้ ความหวังต่อแนวโน้มผลประกอบการของบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ ธีม AI/Semiconductor ได้ช่วยหนุนตลาดหุ้นสหรัฐฯ บ้าง ผ่านการปรับตัวขึ้นของ Nvidia +4.0%, Alphabet +1.7% อย่างไรก็ดี บรรดาผู้เล่นในตลาดยังไม่รีบเปิดรับความเสี่ยงมากนัก เพื่อรอลุ้น รายงานผลประกอบการและผลการประชุม FED ที่จะถึงนี้ ส่งผลให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.12% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้น +0.20%
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเคลื่อนไหวแถวโซน 4.34% โดยมีจังหวะปรับตัวสูงขึ้นบ้าง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทว่า การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เป็นไปอย่างจำกัด หลังผู้เล่นในตลาดบางส่วนยังคงรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ สอดคล้องกับข้อมูลโฟลว์ธุรกรรมซื้อบอนด์ส่วนใหญ่จากบรรดานักลงทุนสถานบันจากบทวิเคราะห์ต่างๆ เรายังคงมุมมองเดิมว่า การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะยังคงมีลักษณะ Two-Way (พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง) ขึ้นกับแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ผลการประชุมของ FED รวมถึงผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ทำให้ ความผันผวนของตลาดบอนด์ยังสูงอยู่
ทว่าเราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย อนึ่งการทยอยเข้าซื้อบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ ในช่วงบอนด์ยีลด์ สูงเกิน 4.25% (ที่เป็นระดับ Fair Value ที่เราประเมินจากโมเดล ACM และ Yield Spread) ทำให้ผู้เล่นในตลาดสามารถเห็นบอนด์ยีลด์ ปรับตัวขึ้นได้อีกราว +40bps ก่อนที่จะถึงจุด Break-Even ซึ่งรองรับความเสี่ยงกรณีที่ตลาดคาดหวังการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ FED 1-2 ครั้ง ในปีนี้ (ล่าสุด เราปรับมุมมองใหม่ว่า FED ยังมีโอกาสเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้ 1 ครั้ง ในช่วงปลายปีนี้ หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นและยืดเยื้อกว่าคาด)
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง สอดคล้องกับการทยอยปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนฝั่งสหรัฐฯ และข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาดและโดดเด่นกว่าบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลักอื่นๆ ยังคงช่วยหนุนเงินดอลลาร์บ้าง ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ทยอยปรับตัวขึ้นสู่โซน 98.5 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.2-98.5 จุด)
ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่า ความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน กอปรกับ จังหวะการปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์ และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะกดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) ย่อตัวลงบ้าง ทว่า ราคาทองคำยังพอได้แรงหนุนจากการเข้าซื้อ Buy on Dip ของผู้เล่นในตลาดบางส่วน หนุนให้ ราคาทองคำสามารถทรงตัวแถวโซน 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ ผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) โดยเรามองว่า BOJ อาจคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 0.75% เพื่อรอประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางให้รอบด้าน ทว่า BOJ จะยังคงส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม ทำให้ผลการประชุม BOJ ครั้งนี้ ยังคงมีลักษณะ Hawkish Hold สอดคล้องกับมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่มองว่า BOJ อาจคงดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ แต่ BOJ มีโอกาส 79% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ราว 2 ครั้ง ในปีนี้ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ BOJ เพิ่มเติม ในช่วงการแถลงต่อสื่อ (Press Conference) ของผู้ว่าฯ BOJ ในช่วงบ่าย ราว 13.30 น. ตามเวลาประเทศไทย
ส่วนในฝั่งสหรัฐฯ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าสนใจ อย่าง ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดย Conference Board (CB Consumer Confidence) ในเดือนเมษายน ยอดการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์ โดย ADP รวมถึง รายงานดัชนีภาคธุรกิจจากบรรดา FED สาขาต่างๆ
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง โดยเฉพาะแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้เงินบาทอาจผันผวนในกรอบ Sideways ที่กว้างได้
เราคงมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
"มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.25-32.55 บาท/ดอลลาร์"
ขณะที่ ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 32.34 บาท/ดอลลาร์สหรัฐใกล้เคียงกับ ราคาปิดตลาดเมื่อวาน ที่ 32.32 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ขณะที่นักลงทุนประเมินสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางหลังจากมีรายงานว่าการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านยังคงหยุดชะงัก ขณะเดียวกันนักลงทุนจับตาการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) รวมทั้งถ้อยแถลงของเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด เพื่อประเมินแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในปีนี้
เฟดจะแถลงมติการประชุมในวันพุธ (29 เม.ย.) ตามเวลาสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นการประชุมครั้งสุดท้ายของเจอโรม พาวเวล ในฐานะประธานเฟด ก่อนที่เขาจะครบวาระการดำรงตำแหน่งในวันที่ 15 พ.ค. โดยล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 100% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมครั้งนี้
สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดลบ เนื่องจากการเจรจาสันติภาพเพื่อยุติสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านยังคงหยุดชะงักและผลักดันราคาน้ำมันพุ่งขึ้น ซึ่งทำให้นักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ
ตลาดจับตา การประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ธนาคารกลางยุโรป ธนาคารกลางญี่ปุ่น ธนาคารกลางอังกฤษ และธนาคารกลางแคนาดา จะประชุมนโยบายการเงินในสัปดาห์นี้ ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ธนาคารกลางทุกแห่งจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมรอบนี้
สถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ เมื่อวานนี้ซื้อสุทธิหุ้นไทย 271.07 ล้านบาท และขายสุทธิพันธบัตรไทย 244.20 ล้านบาท
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
- USD/THB 32.25-32.50 แนะนำ ทยอยซื้อที่ 32.25/ขาย 32.50
- EUR/THB 37.70-38.20 แนะนำ ซื้อที่ 37.70/ขาย 38.20
- JPY/THB 0.2015- 0.2055 แนะนำ ซื้อที่ 0.2015/ ขาย 0.2055
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB