"เกษตรกรไทย" เป็นหนี้ขั้นวิกฤต! วิจัยพบ ปริมาณหนี้พุ่ง
ผ่าโครงสร้างหนี้เกษตรกรไทย! เมื่อการเป็นหนี้แผ่ขยาย-ฝังรากลึก หลังวิจัยพบ เกษตรกรไทยหนี้พุ่งสูงกว่ากลุ่มอื่น 3 เท่า เป็นหนี้เพิ่มขึ้นเกินเท่าตัว แบกภาระหนัก และพฤติกรรม “จ่ายแต่ดอก” ที่กลายเป็นวัฒนธรรมการชำระ
ผ่าโครงสร้างหนี้เกษตรกรไทย! เมื่อการเป็นหนี้แผ่ขยาย-ฝังรากลึก หลังวิจัยพบ เกษตรกรไทยหนี้พุ่งสูงกว่ากลุ่มอื่น 3 เท่า เป็นหนี้เพิ่มขึ้นเกินเท่าตัว แบกภาระหนัก และพฤติกรรม “จ่ายแต่ดอก” ที่กลายเป็นวัฒนธรรมการชำระ
นางโสมรัศมิ์ จันทรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เปิดเผยว่า หนี้เกษตรกรไทยกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกและขยายตัวอย่างรวดเร็วในทศวรรษที่ผ่านมา เกษตรกรไทยกว่าครึ่งกำลังมีแนวโน้มติด "กับดักหนี้" ที่แก้ได้ยากขึ้นเรื่อยๆ แม้จะมีมาตรการช่วยเหลือต่อเนื่องก็ตาม
เห็นได้จากปัญหาหนี้เกษตรกรไทยในปัจจุบันหากพิจารณาเพียงตัวเลข NPL อาจไม่เห็นความรุนแรงที่แท้จริง เนื่องจากมีมาตรการช่วยเหลือช่วยพยุงสถานะลูกหนี้ไว้ แต่จากงานวิจัยย้อนหลัง 1 ทศวรรษ พบว่าปริมาณหนี้พุ่งสูงขึ้นในกลุ่มลูกหนี้ทุกระดับ โดยค่ากลางหนี้สินขยับจาก 200,000 บาท เป็น 250,000 บาท ซึ่งสูงกว่าครัวเรือนกลุ่มอื่นถึง 3 เท่า โดยลูกหนี้กว่า 30% มีหนี้เพิ่มขึ้นเกินเท่าตัวในรอบ 8 ปี และอีกกว่า 30% แบกภาระหนี้เกิน 500,000 บาท
พฤติกรรม “จ่ายแต่ดอก” กำลังกลายเป็นวัฒนธรรมการจ่ายหนี้!
นางโสมรัศมิ์ ระบุว่า วิกฤตที่สำคัญคือพฤติกรรม “จ่ายแต่ดอก” ที่กลายเป็นวัฒนธรรมการชำระหนี้ โดยลูกหนี้ที่ชำระเพียงดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจาก 20% เป็นกว่า 50% ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา ขณะที่มีลูกหนี้เพียง 10% เท่านั้นที่สามารถจ่ายลดเงินต้นได้สม่ำเสมอ และหากปล่อยไว้ลูกหนี้กว่าครึ่งจะติดอยู่ใน “กับดักหนี้” และกลายเป็น “กับดักการพัฒนา” ที่บั่นทอนศักยภาพภาคเกษตรไทยในระยะยาว
เกิดอะไรขึ้นกับหนี้เกษตรกรไทยในทศวรรษที่ผ่านมา?
โดยอุปสรรคสำคัญที่ทำให้หนีไม่พ้นกับดักหนี้ คือลูกหนี้กว่า 42% มีรายได้ไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้ และเสี่ยงรายได้ตกต่ำทุก 3 ปี ทำให้รายได้ที่ได้มาถูกใช้เพียงเพื่อประคับประคองการจ่ายดอกเบี้ย
นอกจากนี้ยังมีอุปสรรคในพฤติกรรมและต้นทุนธุรกรรมแฝง เช่น ปัญหาความไม่สอดคล้องของงวดชำระกับรอบรายได้จริง และต้นทุนการเดินทางไปชำระหนี้ที่สาขาซึ่งพบว่าสูงถึง 300-1,000 บาทต่อครั้ง รวมถึงแรงจูงใจที่ไม่เพียงพอจากนโยบายช่วยเหลือระยะสั้นในอดีต
โดยการวิจัยได้จำแนกลูกหนี้เป็น 3 กลุ่ม คือ
กลุ่มที่ปิดจบหนี้ได้เองมี 25% และอีก 52% ปิดหนี้ไม่ได้ แบ่งออกเป็น กลุ่มที่ปิดจบไม่ได้แต่มีรายได้ส่วนเหลือพอที่จะปิดจบได้หากปรับพฤติกรรมมี 30% และกลุ่มที่มีหนี้เกินศักยภาพจะปิดจบได้มี 22%
ซึ่งสัดส่วนดังกล่าวจึงสะท้อนให้เห็นว่า จริงๆแล้วเกษตรกรไทยบางส่วนก็ไม่ได้ไม่มีศักยภาพในการชำระหนี้ แต่ต้องมีการปรับพฤติกรรมในการชำระหนี้ รวมไปถึงการมีนโยบายเข้ามาแก้ปัญหาอย่างตรงจุด
ซึ่งที่ผ่านมานโยบายแก้หนี้เกษตรกรส่วนใหญ่มักเป็นมาตรการระยะสั้น โดยเน้นการพักหนี้และเลื่อนงวดชำระ ซึ่งครอบคลุมลูกหนี้ถึง 45% แต่เป็นการ “แช่แข็ง” ปัญหาและส่งผลวินัยทางการเงิน ดังนั้นการปิดช่องว่างนโยบายจึงต้องเปลี่ยนสู่มาตรการระยะยาวที่มุ่งปรับโครงสร้างหนี้ให้ตรงศักยภาพและลดภาระหนี้แบบมีเงื่อนไข
จากงานวิจัยสู่ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย แนะ เปลี่ยนมาตรการให้ “ถูกฝาถูกตัว”
นางโสมรัศมิ์ กว่าวว่า หัวใจสำคัญของการแก้ไขปัญหาดังกล่าวคือการปรับเปลี่ยนมาตรการให้ “ถูกฝาถูกตัว” ตามพฤติกรรมและศักยภาพที่แตกต่างกันของลูกหนี้ เพื่อสร้างแรงจูงใจการขำระหนี้ที่ถูกต้อง แบ่งเป็น
1. กลุ่มลูกหนี้ที่ปิดจบหนี้ได้เอง รัฐควรลดมาตรการช่วยเหลือที่ไร้เงื่อนไข และเปลี่ยนไปใช้สัญญาชำระหนี้
ที่ยืดหยุ่นควบคู่กับมาตรการจูงใจเพื่อรักษาและสร้างวินัยทางการเงิน
2. กลุ่มลูกหนี้ที่ขาดศักยภาพในการปิดจบหนี้ ต้องเน้นการปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุกและลดภาระหนี้ แบบมีเงื่อนไขเพื่อให้สามารถชำระเงินต้นและลดหนี้ได้เอง และเพิ่มศักยภาพในการสร้างรายได้ ก่อนจะเสริมด้วยมาตรการสร้างวินัย รวมถึงพิจารณาตัดหนี้สูญให้กับกลุ่มเป้าหมายที่เปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุไร้สินทรัพย์
3. กลุ่มลูกหนี้ที่อาจปิดจบได้หากมีการปรับพฤติกรรม อย่างการใช้กลไกสะกิดพฤติกรรม และมาตรการกระตุ้นการชำระหนี้ที่เอื้อต่อการทยอยชำระ จะมีประสิทธิผลสูงในการเปลี่ยนวัฒนธรรมจาก "จ่ายแต่ดอก" ให้กลับมา "ลดเงินต้น" ได้ตามศักยภาพ
ส่วนการแก้ไขปัญหาที่จะมีประสิทธิภาพและใช้ได้จริงในระยะยาว มองว่า ภาครัฐต้องแก้หนี้อย่างเป็นรูปธรรม คือรัฐต้องใช้งบประมาณที่เน้นการลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ มากกว่าการอุดหนุนระยะสั้น โดยที่ร่วมมือระหว่างรัฐ สถาบันการเงิน และลูกหนี้ ประกอบกับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาใช้ประเมินศักยภาพเกษตรกรเพื่อการช่วยเหลือรายบุคคล ท้ายที่สุดความยั่งยืนต้องอาศัยการปล่อยสินเชื่อใหม่ที่หนุนการปรับตัว ควบคู่กับการเสริมสร้างวินัยทางการเงินและภูมิคุ้มกัน เพื่อยกระดับรายได้ให้เกษตรกรเข้มแข็งพอที่จะพึ่งพาตนเองได้ในที่สุด
ขณะที่การทำ Haircut หรือการลดภาระหนี้ให้เกษตรกรกลุ่มอายุ 70 ปีขึ้นไปที่มีภาระหนี้สูงและขาดศักยภาพในการชำระ นางโสมรัศมิ์ ระบุว่า เหมาะสมสำหรับกลุ่มที่พ้นขีดความสามารถในการหารายได้แล้ว แต่ต้องพิจารณาแยกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่มีที่ดินทำกินและมีทายาท ควรใช้มาตรการจูงใจให้ทายาทเข้ามารับช่วงหนี้แทน พร้อมการลดภาระหนี้
ส่วนกลุ่มที่ไร้ศักยภาพและไม่มีสินทรัพย์ควรใช้การตัดหนี้สูญแทนการ Haircut เพื่อปิดจบปัญหาหนี้สินอย่างถาวร ทั้งนี้ ต้องมีเงื่อนไขที่ชัดเจนเพื่อป้องกันปัญหาด้านวินัยทางการเงินและการก่อหนี้ใหม่ เพื่อไม่ให้กลับไปเป็นหนี้ซ้ำซ้อน
นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพและต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยประเมินว่า หนี้ครัวเรือนกำลังเข้าสู่ช่วงที่มีความเปราะบางสูงมาก โดยเฉพาะกลุ่มฐานรากและ SMEs ที่รายได้ยังไม่แน่นอน แต่กลับมีภาระหนี้เดิมสะสมอยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว
สำหรับแนวทางการช่วยเหลือนั้น ภาครัฐจำเป็นต้องมีความยืดหยุ่นสูง เพื่อประคองกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักจนขาดความสามารถในการชำระหนี้ชั่วคราว ขณะเดียวกันต้องสร้างแรงจูงใจให้กลุ่มที่ยังมีความสามารถในการจ่ายยังคงรักษาเงินต้นและมีวินัยทางการเงินอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันปัญหาหนี้เสียในวงกว้าง
ทั้งนี้ ยังไม่มีการประเมิน GDP ที่ชัดเจน แต่ยอมรับว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP มีแนวโน้มสูงขึ้น จากการเติบโตของเศรษฐกิจที่อาจชะลอลง ขณะเดียวกันความต้องการสินเชื่อใหม่เพิ่มขึ้น เพื่อนำไปพยุงค่าครองชีพและเสริมสภาพคล่องธุรกิจ
ส่วนกรณีรัฐบาลเตรียมออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท คาดว่าจะใช้ในรูปเงินโอนเพื่อกระตุ้นการบริโภค มองว่าเป็น Safety Net ที่ช่วยลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบและชะลอการก่อหนี้ใหม่ ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อครัวเรือน
ขณะที่มาตรการ Soft Loan และการกระตุ้นอื่น ๆ เช่น สินเชื่อธุรกิจ หรือโครงการ Transition อาทิ รถ EV และ Green Home จำเป็นต้องดำเนินอย่างระมัดระวัง โดยคัดกรองเฉพาะผู้กู้ที่มีศักยภาพ เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยอดีต เช่น วิกฤตน้ำท่วมใหญ่ หรือโครงการรถคันแรก ที่การปล่อยสินเชื่อโดยขาดความรอบคอบ นำไปสู่การก่อหนี้เกินตัวและบั่นทอนวินัยทางการเงินในระยะยาว
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB