ค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.44 บาท/ดอลลาร์ “อ่อนค่าลง”
เงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.44 บาท/ดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” จับตาเศรษฐกิจสหรัฐฯ การเจรจา Trump-Xi summit ช่วยคลี่คลายสถานการณ์ตะวันออกกลาง
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.44 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.33 บาทต่อดอลลาร์ นับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลงเข้าใกล้โซนแนวต้าน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ กดดันโดยการปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่ได้แรงหนุนจากการปรับเพิ่มความคาดหวังของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED
โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาส 50% ที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ ท่ามกลางรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังคงออกมาสดใส ขณะเดียวกัน สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่สูง นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังได้แรงหนุนเพิ่มเติมจากการอ่อนค่าลงของเงินปอนด์อังกฤษ (GBP) ท่ามกลางความวุ่นวายของสถานการณ์การเมืองอังกฤษ ที่สร้างแรงกดดันต่อทั้งเงินปอนด์อังกฤษและบอนด์ระยะยาวของอังกฤษในช่วงนี้ แม้ว่าโดยรวมรายงานข้อมูลเศรษฐกิจอังกฤษล่าสุดจะออกมาดีกว่าคาดก็ตาม (เศรษฐกิจขยายตัว +1.1%y/y ในไตรมาสแรก ดีกว่าคาด) อีกทั้งผู้เล่นในตลาดยังคงประเมินว่า ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยราว 2-3 ครั้ง ในปีนี้ ทั้งนี้ เงินบาทยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากการปรับตัวลงของราคาทองคำ (XAUUSD) สู่โซน 4,650 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ตามการปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ รวมถึงบรรยากาศเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวขึ้น ทดสอบโซน 4.50% อีกครั้ง หลังผู้เล่นในตลาดยังคงกังวลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดของ FED นอกจากนี้ บรรยากาศในตลาดการเงินสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง ลดทอนความน่าสนใจในการถือครองบอนด์ระยะยาว ทั้งนี้ เรามองว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-way risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับผลการเจรจา Trump-Xi summit และการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน โดยหากการเจรจา Trump-Xi summit ได้หนุนให้พัฒนาการของการเจรจาหยุดยิงดีขึ้น อาจช่วยจำกัดการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หรือทำให้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ย่อลงได้บ้าง
อนึ่ง เราประเมินว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่ระดับแถว 4.50% หรือสูงกว่านั้น มีความน่าสนใจชัดเจน และมีระดับ Break-Even Yield ที่สูงพอควร (บอนด์ยีลด์ สามารถปรับตัวขึ้นได้อีกอย่างน้อย +55bps เมื่อประเมินจาก Duration ของบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่ราว 8.1 ปี และ Convexity ราว 0.70) ซึ่งสามารถรองรับในกรณีเลวร้าย ไม่ว่าจะสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้น หรือ ตลาดตอบสนองเชิงลบในกรณีที่ FED ภายใต้ประธาน FED คนใหม่ Kevin Warsh ตัดสินใจลดดอกเบี้ยลง (Political Rate Cut) ที่อาจกดดันให้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พุ่งขึ้นแตะระดับ 5.00%
ทำให้เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะหากบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นตั้งแต่ระดับ 4.46% เป็นต้นไป เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริงและอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน เราจะยังคงมุมมองเดิมว่า FED มีโอกาสเดินหน้าลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปลายปีนี้ (และอีก 1 ครั้ง ในต้นปีหน้า) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง สอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ตามการปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ขณะเดียวกัน เงินดอลลาร์ยังได้แรงหนุนจากการอ่อนค่าลงของเงินปอนด์อังกฤษ (GBP) จากความวุ่นวายของการเมืองอังกฤษในช่วงนี้ ทั้งนี้ การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ถูกชะลอลงบ้าง ตามภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินและความหวังต่อแนวโน้มการเจรจา Trump-Xi summit ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 99 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.5-99 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ การปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ กอปรกับภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง เข้าใกล้โซน 4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ มากขึ้นอีกครั้ง
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ผ่านรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่สะท้อนภาวะภาคอุตสาหกรรมการผลิต อาทิ ดัชนีภาคการผลิตโดย NY FED (NY FED Empire Manufacturing Index) เดือนพฤษภาคม และยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือนเมษายน
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามการเจรจา Trump-Xi summit ควบคู่ไปกับการติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
แม้ว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทจะมีกำลังมากขึ้น ตามการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์และการปรับตัวลงของราคาทองคำ ซึ่งอาจทำให้เงินบาทอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้าน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก ทว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจถูกชะลอลงแถวโซนแนวต้านดังกล่าวได้บ้าง หลังในช่วงนี้ บรรดานักลงทุนต่างชาติได้ทยอยกลับเข้าซื้อหุ้นไทย (แต่ยังคงทยอยขายบอนด์ไทยอยู่) ต่อเนื่องสวนทางกับการประเมินของเราในช่วงต้นสัปดาห์
นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดบางส่วน อย่างฝั่งผู้ส่งออกและผู้เล่นที่มีสถานะ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่าลง) อาจรอจังหวะทยอยขายเงินดอลลาร์ หรือขายทำกำไรสถานะ Short THB แถวโซนดังกล่าวได้ และที่สำคัญ หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้ทวีความร้อนแรงมากขึ้นในระยะสั้น เรามองว่า การอ่อนค่าของเงินบาท หากสามารถทะลุโซนแนวต้าน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ อาจถูกจำกัดไว้ไม่เกินโซน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นโซนแนวต้านถัดไป
เนื่องจากเรายังคงมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่อาจนำไปสู่สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่จะทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาสที่ 2 นี้ ทำให้ เรายอมรับว่า เรามีมุมมองเอนเอียงไปในฝั่งที่เงินบาทอาจทยอยแข็งค่าขึ้นได้บ้าง ในกรณีที่ การเจรจา Trump-Xi summit มีความชัดเจนในประเด็นสงครามในตะวันออกกลาง และอาจนำไปสู่พัฒนาการของการเจรจาหยุดยิงที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น ในทางกลับกัน หาก ผลการเจรจา Trump-Xi summit ครั้งนี้ กลับไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลางและการเจรจาหยุดยิง อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดจะยังคงกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หรืออาจกังวลมากขึ้นว่า สถานการณ์อาจเสี่ยงทวีความร้อนแรงมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เงินบาทเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าเพิ่มเติม สอดคล้องกับภาพการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ การปรับตัวลงของราคาทองคำและการปรับตัวสูงขึ้นมากของราคาน้ำมันดิบที่อาจเกิดขึ้นได้ในกรณีดังกล่าว
เราคงมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.30-32.65 บาท/ดอลลาร์
ขณะที่ ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 32.46 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าจากราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ระดับ 32.33 บาท/ดอลลาร์
เงินดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก โดยได้ปัจจัยบวกจากรายงานข้อมูลที่บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง และอาจลดโอกาสที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ หลังจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯเปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 0.5% ในเดือนเม.ย. เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง หลังจากที่เพิ่มขึ้น 1.6% ในเดือนมี.ค. และเมื่อเทียบรายปี ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 4.87% ในเดือนเม.ย. หลังจากเพิ่มขึ้น 4.15% ในเดือนมี.ค.
ด้านกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก เพิ่มขึ้น 12,000 ราย สู่ระดับ 211,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 207,000 ราย
ตลาดยังคงติดตามการประชุมวันที่สองระหว่างปธน.ทรัมป์และปธน.สี จิ้นผิง ที่กรุงปักกิ่ง โดยผู้นำทั้งสองมีการหารือในประเด็นต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงประเด็นการค้า ล่าสุดปธน.ทรัมป์เปิดเผยกับสำนักข่าว Fox News ว่า จีนตกลงซื้อเครื่องบิน 200 ลำจากบริษัท Boeing โดยปธน.ทรัมป์ไม่ได้ระบุว่าจีนจะซื้อเครื่องบินรุ่นใดจาก Boeing แต่ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าอาจรวมถึงรุ่น 737 MAX ซึ่งเป็นเครื่องบินรุ่นที่ขายดีที่สุดของบริษัท
ขณะที่ทำเนียบขาวเปิดเผยว่า ปธน.ทรัมป์และปธน.สี จิ้นผิงเห็นพ้องกันว่า จะต้องมีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซเพื่อสนับสนุนการไหลเวียนของพลังงานอย่างเสรี
สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ เมื่อวานนี้นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย 2,864.90 ล้านบาท และซื้อสุทธิพันธบัตรไทย 339 ล้านบาท
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
- USD/THB 32.30 - 32.60 แนะนำ ทยอยซื้อที่ 32.30/ขาย 32.60
- EUR/THB 37.60 - 38.10 แนะนำ ซื้อที่ 37.60 /ขาย 38.10
- JPY/THB 0.2030 - 0.2080 แนะนำ ซื้อที่ 0.2030 / ขาย 0.2080
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB