เงินบาท เปิดเช้านี้ (27 พ.ค.) ที่ 32.64 บาท/ดอลลาร์ "อ่อนค่าลงเล็กน้อย"
เงินบาท เปิดเช้านี้ (27 พ.ค.) ที่ 32.64 บาท/ดอลลาร์ "อ่อนค่าลงเล็กน้อย" รายงานเศรษฐกิจสหรัฐฯดีกว่าที่คาด กดดันราคาทองโลก หลุด 4,500 ดอลลาร์/ออนซ์ ในช่วงสั้น
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.64 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.62 บาทต่อดอลลาร์ นับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาททยอยอ่อนค่าลงเล็กน้อย ท่ามกลางท่าทีระมัดระวังของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง กอปรกับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด
อาทิ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดย Conference Board (Consumer Confidence) เดือนพฤษภาคม ที่ย่อลงเล็กน้อยสู่ระดับ 93.1 จุด แต่สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ ณ ระดับ 91.9 จุด ส่งผลให้เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ทว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ได้ถูกจำกัดลง โดยแรงขายของผู้เล่นในตลาดบางส่วนที่ยังคงมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิง และภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ที่ได้อานิสงส์จากการปรับตัวขึ้นแรงของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ทั้งนี้ ท่าทีระมัดระวังของผู้เล่นในตลาดต่อพัฒนาการของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ยังได้กดดันให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ย่อตัวลงหลุดโซน 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในช่วงสั้น ก่อนจะรีบาวด์สูงขึ้นและทรงตัวเหนือโซน 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย สอดคล้องกับจังหวะการย่อตัวของเงินดอลลาร์
แม้ว่าบรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะถูกกดดันบ้างจากความไม่แน่นอนของแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นแรงของหุ้นธีม AI/Semiconductor นำโดย Micron +19.3% ที่ได้อานิสงส์จากกระแสการเติบโตของธีม AI และการปรับเป้าราคาสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของนักวิเคราะห์ อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงกดดันบ้าง จากการปรับตัวลงของบรรดาหุ้นกลุ่มพลังงาน อาทิ Exxon Mobil -3.3% ตอบรับการปรับตัวลงหนักของราคาน้ำมันดิบในช่วงที่ผ่านมา (ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดทำการในวันจันทร์) ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.61% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้น +1.19%
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าคาด แต่ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ และมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงมีความหวังต่อการเจรจาหยุดยิง ได้จำกัดการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ก่อนที่จะทยอยกดดันให้ เงินดอลลาร์ย่อตัวลงบ้าง ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยสู่โซน 99.1 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.0 -99.3 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ความไม่แน่นอนสูงของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน กอปรกับจังหวะการรีบาวด์ขึ้นของ เงินดอลลาร์ ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) ย่อตัวลงราว -50 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนจะรีบาวด์สูงขึ้นบ้าง ตามจังหวะการย่อตัวของเงินดอลลาร์ กลับสู่โซน 4,550 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาทิ ยอดการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์ โดย ADP และ ดัชนีภาวะธุรกิจจากบรรดา FED สาขาต่างๆ อย่าง ดัชนีภาคธุรกิจการผลิตและภาคการบริการ จาก Richmond FED เป็นต้น นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ที่ผู้เล่นในตลาดยังคงกังวลว่า FED มีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ภายในครึ่งแรกของปี 2027
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการเจรจาหยุดยิงระหว่าง สหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดอาจต้องการรอลุ้น การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ให้มีความชัดเจน ก่อนที่จะปรับสถานะถือครองอย่างมีนัยสำคัญต่อไป กอปรกับ ในช่วงวันนี้ ตลาดยังขาดการรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ โดยเฉพาะข้อมูลฝั่งสหรัฐฯ ที่มักจะขับเคลื่อนให้ตลาดการเงินเคลื่อนไหวผันผวนสูง ทำให้ การเคลื่อนไหวของเงินบาทอาจมีลักษณะ Sideways โดยเรามองว่า เงินบาทอาจยังมีโซนแนวรับแรกแถว 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ท่ามกลางโฟลว์ธุรกรรมซื้อเงินดอลลาร์ (รวมถึงสกุลเงินต่างประเทศ) ของบรรดาผู้นำเข้าในช่วงปลายเดือน (Month-end Flows) ขณะที่โซนแนวต้านเงินบาทอาจอยู่ในช่วง 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ โดยเงินบาทอาจมีกรอบการเคลื่อนไหวในระหว่างวันที่กว้างราว 20-30 สตางค์
ทั้งนี้ เงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ ได้ ในกรณีที่ การเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน มีความชัดเจนมากขึ้น (ซึ่งจะมีประเด็นสำคัญ คือ การเปิดช่องแคบ Hormuz) แต่ หากการเจรจาหยุดยิงยังคงไม่มีความคืบหน้าและยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง เรามองว่า เงินบาทอาจยังคงแกว่งตัวในกรอบ Sideways โดยมีโอกาสอ่อนค่าลงบ้าง ซึ่งการอ่อนค่าของเงินบาท จะขึ้นกับการเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์ (รวมถึงบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ) และราคาทองคำ เป็นสำคัญ ที่จะผันแปรไปตามความกังวลของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED
และที่สำคัญ หากการเจรจาหยุดยิงครั้งนี้ ล้มเหลว และมีความเสี่ยงที่สหรัฐฯ กับอิสราเอล อาจเปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้ง เรากังวลว่า เงินบาทจะเสี่ยงอ่อนค่าลงทะลุ โซนแนวต้าน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 33.00 บาทต่อดอลลาร์) ได้ แต่การอ่อนค่าของเงินบาทอาจถูกชะลอลงได้บ้าง ตามโฟลว์ธุรกรรมขายเงินดอลลาร์ของบรรดาผู้ส่งออกและผู้เล่นในตลาดบางส่วนที่มีสถานะ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่าลง) ซึ่งส่วนใหญ่ต่างรอจังหวะทำธุรกรรมในบริเวณโซนดังกล่าว
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.45-32.75 บาท/ดอลลาร์
ขณะที่ ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 32.64 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าเล็กน้อย เมื่อเทียบกับราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ระดับ 32.63 บาท/ดอลลาร์
ดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก โดยได้แรงหนุนจากการที่นักลงทุนเข้าซื้อดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัย หลังมีรายงานว่ากองทัพสหรัฐฯ ใช้ปฏิบัติการโจมตีอิหร่านระลอกใหม่ ซึ่งทำให้การเจรจาสันติภาพระหว่างสองประเทศเผชิญกับความเปราะบางอีกครั้ง
ด้านกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านระบุว่า การที่กองทัพสหรัฐฯ ใช้ปฏิบัติการทางทหารโจมตีในจังหวัดฮอร์โมซ ทางตอนใต้ของอิหร่านในช่วงเช้าของวันอังคารนั้น ถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างร้ายแรง โดยข้อตกลงอันเปราะบางนี้มีผลบังคับใช้มาเกือบ 7 สัปดาห์ ความไม่แน่นอนของการเจรจาสันติภาพส่งผลให้ราคาน้ำมันเบรนท์พุ่งขึ้นกว่า 3% และทำให้นักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ โดยนักลงทุนคาดว่าเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงจะทำให้เฟดยังไม่เร่งผ่อนคลายนโยบายการเงิน จนกว่าจะมีหลักฐานชัดเจนว่า เงินเฟ้อจะกลับสู่เป้าหมาย 2% ของเฟด รวมทั้งความกังวลที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้
เครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนไม่คาดว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ และให้น้ำหนักมากกว่า 50% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในเดือนธ.ค.
จับตาการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ของสหรัฐฯ ในวันพรุ่งนี้ (28 พ.ค.) โดยดัชนี PCE เป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ เนื่องจากวัดการตรวจจับการเปลี่ยนแปลงเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค และครอบคลุมราคาสินค้าและบริการในวงกว้างมากกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
- USD/THB 32.40 - 32.70 แนะนำ ทยอยซื้อที่ 32.40/ขาย 32.70
- EUR/THB 37.70 - 38.20 แนะนำ ซื้อ 37.70/ขาย 38.20
- JPY/THB 0.2020 - 0.2070 แนะนำ ซื้อ 0.2020 / ขาย 0.2070
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB