ค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.65 บาท/ดอลลาร์ "อ่อนค่าลงเล็กน้อย"
เงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ 32.65 บาท/ดอลลาร์ "อ่อนค่าลงเล็กน้อย" จากดอลลาร์ทยอยแข็งค่า การเจรจาหยุดยิงสหรัฐฯ-อิหร่าน ไม่แน่นอน มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ 32.50-32.75 บาท/ดอลลาร์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.65 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.58 บาทต่อดอลลาร์ นับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลงเล็กน้อย โดยการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทและสินทรัพย์ในตลาดการเงินนั้นผันผวนไปตามกระแสข่าวการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งในช่วงแรกนั้น เงินบาทมีจังหวะแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์
จากกระแสข่าว จากฝั่งอิหร่านว่าการเจรจาระหว่างทั้งสองฝ่ายอาจนำไปสู่การทยอยเปิดการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ก่อนที่เงินบาทจะพลิกกลับมาอ่อนค่าลง สอดคล้องกับการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ (ขณะเดียวกันได้จำกัดการรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำไว้แถวโซน 4,450 ดอลลาร์ต่อออนซ์) จากถ้อยแถลงของประธานาธิบดี Donald Trump ที่ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างยังคงสงวนท่าทีระมัดระวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงสหรัฐฯ กับอิหร่าน
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน อย่างไรก็ดี มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงมีความหวังต่อการเจรจาหยุดยิงและความกังวลของผู้เล่นในตลาดต่อความเสี่ยงที่ทางการญี่ปุ่น (รวมถึงทางการสหรัฐฯ) อาจเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่นอีกครั้ง หลังเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ได้พลิกกลับมาอ่อนค่าเหนือโซน 159.50 เยนต่อดอลลาร์ อีกครั้ง ได้จำกัดการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์
ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 99.3 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.9 -99.3 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ความไม่แน่นอนสูงของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน กอปรกับจังหวะการรีบาวด์ขึ้นของ เงินดอลลาร์ ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) ย่อตัวลงราว -80 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนจะรีบาวด์สูงขึ้นบ้าง กลับสู่โซน 4,480 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หนุนโดยแรงซื้อ Buy on Dip ของผู้เล่นในตลาด
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการเจรจาหยุดยิงระหว่าง สหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดอาจต้องการรอลุ้น การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ให้มีความชัดเจน ก่อนที่จะปรับสถานะถือครองอย่างมีนัยสำคัญต่อไป กอปรกับ ในช่วงวันนี้ ตลาดยังขาดการรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ โดยเฉพาะข้อมูลฝั่งสหรัฐฯ ที่มักจะขับเคลื่อนให้ตลาดการเงินเคลื่อนไหวผันผวนสูง ทำให้ การเคลื่อนไหวของเงินบาทอาจมีลักษณะ Sideways โดยเรามองว่า เงินบาทอาจยังมีโซนแนวรับแรกแถว 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ท่ามกลางโฟลว์ธุรกรรมซื้อเงินดอลลาร์ (รวมถึงสกุลเงินต่างประเทศ) ของบรรดาผู้นำเข้าในช่วงปลายเดือน (Month-end Flows) ขณะที่โซนแนวต้านเงินบาทอาจอยู่ในช่วง 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ โดยเงินบาทอาจมีกรอบการเคลื่อนไหวในระหว่างวันที่กว้างราว 20-30 สตางค์
ทั้งนี้ เงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ ได้ ในกรณีที่ การเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน มีความชัดเจนมากขึ้น (ซึ่งจะมีประเด็นสำคัญ คือ การเปิดช่องแคบ Hormuz) แต่ หากการเจรจาหยุดยิงยังคงไม่มีความคืบหน้าและยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง เรามองว่า เงินบาทอาจยังคงแกว่งตัวในกรอบ Sideways โดยมีโอกาสอ่อนค่าลงบ้าง ซึ่งการอ่อนค่าของเงินบาท จะขึ้นกับการเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์ (รวมถึงบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ) และราคาทองคำ เป็นสำคัญ ที่จะผันแปรไปตามความกังวลของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED
และที่สำคัญ หากการเจรจาหยุดยิงครั้งนี้ ล้มเหลว และมีความเสี่ยงที่สหรัฐฯ กับอิสราเอล อาจเปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้ง เรากังวลว่า เงินบาทจะเสี่ยงอ่อนค่าลงทะลุ โซนแนวต้าน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 33.00 บาทต่อดอลลาร์) ได้ แต่การอ่อนค่าของเงินบาทอาจถูกชะลอลงได้บ้าง ตามโฟลว์ธุรกรรมขายเงินดอลลาร์ของบรรดาผู้ส่งออกและผู้เล่นในตลาดบางส่วนที่มีสถานะ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่าลง) ซึ่งส่วนใหญ่ต่างรอจังหวะทำธุรกรรมในบริเวณโซนดังกล่าว
เราขอเน้นย้ำว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง
และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
"มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.50-32.75 บาท/ดอลลาร์"
ขณะที่ ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 32.63 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าเล็กน้อย เทียบกับราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ระดับ 32.58 บาท/ดอลลาร์
ดอลลาร์แข็งค่าเล็กน้อย โดย Dollar Index ปรับขึ้นสู่ 99.23 จากแรงหนุนของ Bond Yield ที่ยังอยู่สูง และมุมมองว่าดอกเบี้ยสหรัฐฯ อาจทรงตัวสูงนานกว่าคาด ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อจากราคาพลังงาน
อย่างไรก็ตาม ตลาดยังจับตาความคืบหน้าการเจรจาสหรัฐฯ–อิหร่าน ตัวเลข Core PCE ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็น Inflation Gauge สำคัญของ Fed และทิศทางดอกเบี้ยภายใต้ Fed ชุดใหม่
สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ เมื่อวานนี้นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยที่ระดับ 2,600 ล้านบาท และซื้อสุทธิพันธบัตรไทย 2,500 ล้านบาท
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
- USD/THB 32.50 - 32.80 แนะนำ ทยอยซื้อที่ 32.50/ขาย 32.80
- EUR/THB 37.80- 38.20 แนะนำ ซื้อที่ 37.80/ขาย 38.20
- JPY/THB 0.2020 - 0.2060 แนะนำ ซื้อ 0.2020/ขาย 0.2060
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB